วสุ วิรัชศิลป์ ความงามแห่งสถาปัตยกรรม คือแรงบันดาลใจของชีวิต

 

‘Less Is mores’ (น้อยแต่มาก) นอกจากจะเป็นแนวคิดที่อธิบายถึงหัวใจของสถาปัตยกรรมของสถาปนิกชื่อก้องโลก ลุกวิก มิส แวน เดอ โรห์ ขณะเดียวกันก็กำลังอธิบายถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของสถาปนิกรุ่นใหม่ 'วสุ วิรัชศิลป์' กรรมการผู้จัดการ บริษัท แวสแล็บ จำกัด (VaSLab Co., Ltd.) ผู้ถ่ายทอดผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมในแบบเฉพาะตัวแนว Deconstruction ที่แฝงไปด้วยความเรียบง่าย แข็งกร้าว และความหมายอันลุ่มลึก
       
       หลังโครงสร้างที่ผสมศาสตร์แห่งศิลปะ รวมทั้งวัสดุเท่ๆ ที่เปี่ยมเสน่ห์ อย่างคอนกรีต ไม้ กระจก เหล็ก ค่อยๆ เติบโตจากแนวคิดสู่รูปธรรมที่จับต้องได้ ก็ส่งผลให้งานสถาปัตยกรรมถูกจับจ้องในแวดวงสถาปนิกทันที แน่นอนว่า แวสแล็บ ภายใต้การบริหารงานของวสุนั้นได้ตอบโจทย์ตลาดนิช มาร์เก็ต ไปเต็มๆ
       
       ถึงแม้ในเรื่องหน้าที่การงานหรือสถานะทางสังคมของเขาจะถือว่าเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบ แต่ในเรื่องความรักกลับไม่สามารถออกแบบได้ดั่งสถาปัตยกรรมชิ้นเอก หลังครองคู่แต่งงานกับไฮโซสาวสวยมาได้ช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งคู่ก็ตัดสินใจหยุดความสัมพันธ์หย่าร้างด้วยเหตุผลระหว่างคนสองคน พร้อมก้าวเดินตามเส้นทางที่ตัวเองรักต่อไป
       
       ในวันนี้ แวสแล็บ ถือเป็นสตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในวงการสถาปนิกไทย สถาปนิกท่านนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการออกแบบฯ เพียงอย่างเดียว แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือการสังเคราะห์บริบทของผู้เป็นเจ้าของสะท้อนอัตลักษณ์คู่เคียงกับสถาปัตยกรรมชิ้นนั้น
       
       ณ โฮม ออฟฟิศ ย่านสุขุมวิท ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันอบอุ่นของสถาปนิกหนุ่มเจ้าของบ้าน ค่อยๆ เปลี่ยนอิริยาบถเผยเรื่องถึงราวของสถาปัตยกรรมที่เขาลุ่มหลง รวมถึงทัศนคติการดำเนินชีวิตที่มีศาสนาเป็นเครื่องนำทาง
       
       ความงามทางสถาปัตยกรรมของคุณคืออะไร
       เรื่องของรูปทรง พื้นที่ว่าง และแสง คือมันเกี่ยวข้องกันหมดถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็เห็นความสวยงามไม่ได้ มันต้องมาพร้อมกัน 3 อย่าง แต่ถ้าให้มองว่าสำคัญที่สุดคือพื้นที่ว่าง เพราะว่าสถาปัตยกรรมมันต้องอยู่อาศัย มันต้องมีประสบการณ์การใช้สเปซนั้นๆ ความสูง ความแคบ ความกว้าง มันให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
       
       จำโปรเจคท์งานชิ้นแรกได้ไหม
       บ้านสไตล์คอนกรีตเปลือย ของคุณกาจบดินทร์ สุดลาภา เจ้าของนิตยสาร Daybed จริงๆ ตอนนั้นผมเป็สถาปนิกอิสระ ทำงานควบคู่กับงานสอนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เอแบค ก็ได้โปรเจคท์มาระหว่างนั้น แล้วได้งานต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งต้องทำออฟฟิศ และเอาพาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นเพื่อนเก่ามา เริ่มทำงานเป็นสตูดิโอแล้วก็เอาลูกศิษย์ตัวเองมา ทำเล็กๆ ก่อน 3 - 4 คน จากนั้นก็เริ่มโตขึ้น ก็เลยตัดสินใจลากออกจากงานประจำแล้วมาเป็นสถาปนิกที่แวสแล็บที่เดียว ก็ได้งานต่อเนื่องจากงานออกแบบบ้าน ก็กลายเป็นรีสอร์ท โรงแรม โชว์รูม ทำงานทุกสเกลจากเล็กไปใหญ่


       
       แสดงว่าชอบแนวนี้อยู่แล้ว
       ใช่ครับ โดยส่วนตัวผมก็ชอบอาคารแบบโมโนโทน ชอบคอนกรีตเปลือย ชอบอะไรที่เป็นรูปทรงประติมากรรม ชอบฟอร์มอย่างนี้อยู่แล้ว มันพัฒนามาจากสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่นะ โมเดิร์น บางคนก็พูดถึง ดีคอนสตรัคชั่น ผมเรียนมาก็ได้รับอิทธิพลจาก 2 แนวทางนี้
       
       แรงบันดาลใจในการออกแบบสถาปัตยกรรมเหล่านี้
       มีหลายอย่าง ส่วนมากผมจะชอบงานศิลปะนะ ส่วนมากผมจะอ้างอิงไปถึงงานศิลปะประเภท อย่างพวก ปิกัสโซ หรือศิลปินในยุคดาดา และก็สถาปนิกในสมัยก่อนเป็นแบ็กกราวนด์ที่ผมได้รับอิทธิพลมาโดยตรง แต่ถ้าในปัจจุบันได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลายอย่าง เช่น งานศิลปะทั่วไป หนัง วรรณกรรม ไบเบิล และก็ชีวิตรอบตัวเราประจำวันหลายๆ อย่าง
       
       ปัจจุบันสถาปัตยกรรมแนวนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นหรือยัง
       มันเป็นคล้ายๆ ตัวเลือกของคน คือประชากรในกรุงเทพฯ หรือว่าในประเทศไทยจะบอกว่าชอบแบบไหน...พูดยาก ต่างคนต่างมีแบ็กกราวนด์มีประสบการณ์มองความงามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การวัดคุณค่าทางความงามแตกต่างกัน แต่ผมว่าในปัจุบันแนวโน้มในการมองสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่เดิมโตขึ้นมาเขาก็ต้องมีส่วนในการที่ชอบอะไรที่เป็นโมเดิร์นมากขึ้น แต่ว่าแนวโน้มน่าจะดีขึ้น เพราะว่ากระแสเรื่องของการมองศิลปะมีมากขึ้น
       
       จริงๆ แล้วงานแนวนี้ออกแบบยากกว่ารูปแบบอื่นๆ หรือเปล่า
       ก็ยากกว่า มันต้องมีดีเทลบางอย่างที่เราต้องคำนึง คือเวลาเราทำงานที่ต้องอ้างอิงไปถึงประติมากรรมหรือดีเทลที่ไม่ธรรมดา แน่นอนเราต้องทำแบบก่อสร้าง หรือดีเทลต่างๆ ให้ผู้รับเหมาเขาเข้าใจว่าทำอย่างไรได้ มันต้องมีพลังงานมากขึ้น ของเราจะออกแบบคอนข้างมินิมอลในเรื่องของวัสดุ มีไม่กี่อย่าง คอนกรีต ไม้ กระจก เหล็ก แค่ 4 อย่าง และก็ส่วนประกอบอื่นๆ ที่สถาปัตยกรรมแนวอื่นเขามีกันเราก็ไม่ค่อยมี
       
       ผมจะค่อนข้างเชื่อว่าในแต่ละไซต์งาน แต่ละที่ดินที่เราจะก่อสร้างมันจะมีความเป็นมาบริบทที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นตัวลูกค้าเองด้วย จะมีสิ่งที่พิเศษที่คนอื่นไม่มี เราจะขับเอาเรื่องของจุดเด่นของแต่ละคนออกมาแล้วทำให้อาคารหลังนั้นเป็นของลูกค้านั้นๆ และอันนี้คือความน่าสนใจของสถาปัตยกรรม ผมเชื่อว่าสถาปัตยกรรมทุกที่น่าจะเป็นของพื้นที่นั้นๆ มากกว่าจะไปอยู่ของพื้นที่อื่นได้
       
       อย่างนี้ส่งแบบครั้งแรกลูกค้าแฮปปี้เลยหรือเปล่า
       ส่วนมากครับ เพราะเราจะใช้เวลาการออกแบบขั้นต้นค่อนข้างเยอะ ไม่ต้องการทำงานแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือต้องแก้ไขเยอะ ฉะนั้นเฟิร์ส อิมเพรสชัน ของแบบส่วนมากเราจะให้เวลาเยอะ ค่อนข้างต้องไปถูกโจทย์ที่สุด
       
       ทิศทางของแวสแล็บจะเป็นอย่างไรบ้าง
       จริงๆ ผมเชื่อว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็ไม่ต้องไปทะเยอทะยานอะไรมาก ถ้างานมันเข้ามาเยอะ เราก็ขยายออฟฟิศถ้างานกำลังพอดีเราก็อยู่กันสบายๆ ผมมองว่าเราไม่อยากโตเกิน 20 คน มันจะส่งผลต่องานสถาปัตยกรรมที่มีส่วนผสมของศิลปะอยู่ด้วย เราทำงานกันแบบสตูดิโอ ซึ่งมันคือพื้นที่ของศิลปะศิลปิน คนที่ชอบงานศิลปะมาทำงานร่วมกัน คล้ายๆ สถาปนิกที่มาทำงานกันแบบพี่น้อง มีบรรยากาศที่ขับเคลื่นในเรื่องไอเดีย แต่ถ้ามันใหญ่เกินไปผมเกรงว่าเรื่องของการบริหารจัดการมันจะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่กว่าการออกแบบ ถ้ามันเป็นแบบนั้นแรงบันดาลใจมันจะน้อยลง


       
       แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญต่อคุณมาก
       สำคัญมาก เพราะว่าแค่นิดเดียวกับอารมณ์ที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าเหนื่อยวันนี้ท้อ มันก็ส่งผลต่อเรื่องการออกแบบ ซึ่งมันก็จะยากตรงนี้จะเอาตัวเองกลับไปมีอารมณ์ตรงนั้นใหม่ได้อย่างไร ฉะนั้นสิ่งรอบข้างก็สำคัญ งานอดิเรก ออกไปข้างนอก อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง สิ่งพวกนี้จะช่วยได้และมันเชื่อมโยงกับศิลปะทั้งหมด
       
       อย่างงานสถาปนิกมีอุปสรรคหนักๆ เข้ามาไหม
       เป็นเรื่องปกติ แต่ที่เจอเรื่องใหญ่ไม่ค่อยมีนะ แต่มันจะเป็นปัญหาประปราย อย่างเช่นลูกค้าบางท่านยังไม่ค่อยเข้าใจวิชาชีพสถาปัตยกรรมมาก พูดถึงเรื่องการติดต่อเราอ้างสมาคมสถาปนิกสยามตลอดนะ ไม่เคยเรียกค่าออกแบบสูงเกิน แต่บางครั้งลูกค้าบางท่านไม่เข้าใจว่าแค่กระดาษทำไมคิดแพงจัง แต่บางทีงานเราไม่ได้สิ้นสุดที่กระดาษแต่มันไปสิ้นสุดที่อาคารที่คุณพร้อมจะอยู่หรือใช้ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบอย่างบ้าน 75 เปอร์เซ็นต์ของราคากี่ล้านๆ ก็ว่ากันไป มันเป็นส่วนน้อยมากของการทำบ้านหลังหนึ่งที่เขาอยู่แล้วแฮปปี้เป็นตัวตนของเขาจริงๆ แล้วบ้านหรืออาคารมันไม่ใช่อยู่แบบวันสองวันมันอยู่ทั้งชีวิต วิชาชีพของสถาปัตยกรรมการให้เกียรติวิชาชีพจะน้อยกว่าประเภทอื่น แต่ว่าทุกวันนี้ก็ดีขึ้น
       
       การให้เกียรติในที่นี้หมายถึง
       สมมุติคุณไปหาหมอ บางทีเราไม่ต้องพูดเลยว่าค่าใช้จ่ายเขาชาร์ทมามันก็ต้องยอมรับกันอยู่แล้ว แต่เรายังไม่รู้เลยว่าหมอจะรักษาหายหรือเปล่า เช่นเดียวกันให้เราทำแบบให้ก็ต้องมีควมเชื่อมั่น แน่นอนพอเราชาร์ทราคาที่สูงเกินความคาดหมายของเขา แต่เราไม่เคยชาร์ทเกินวิชาชีพที่สมาคมกำหนด แต่ว่าลูกค้าที่ไม่เคยทำงานกับสถาปนิกเขาก็จะมองว่าค่าแบบนี่มันแพง ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผมว่าบางครั้งเราก็ต้องทำใจ บางครั้งโปรเจคท์มันน่าสนใจมาก แต่ว่าทัศนคติของลูกค้าเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ลูกค้าส่วนมากของเราก็เข้าใจถึงศิลปะสิ่งที่เราทำ มันไม่ได้เป็นการขายของ สถาปัตยกรรมมันเป็นการบริการไม่ใช่แค่กระดาษแล้วจบ บางโปรเจคท์ใช้เวลา 4 ปี ถ้ามาหารรายเดือนน้อยมาก แต่หน้าที่เราต้องทำงานให้สำเร็จ เพื่อลูกค้าให้เขาอยู่แล้วมีความสุขกับสถาปัตยกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรืออาศัย


       
       ถือว่าวันนี้หน้าที่การงานประสบความสำเร็จหรือยัง
       คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึง สตีฟ จ็อบส์ ขึ้นมา คือคนเราบางทีอย่างไปนึกว่าเราประสบความสำเร็จที่สุด ขอให้คิดในแง่ของความพอเพียง เขาพูดว่าให้ทำตัวแบบไม่ฉลาดเข้าไว้ เพื่อที่ว่าเราจะได้เรียนรู้ต่อไป เรียกว่าเราจะได้กระหายแรงบันดาลใจต่อไป และมันไม่ได้หมายความว่าเราต้องทะเยอทะยานเกินตัว เพราะผมเชื่อว่าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และสิ่งที่เราทำเต็มที่ ความสำเร็จมันตอบในตัวอยู่แล้ว
       
       มองว่าคุณค่าของการเป็นมนุษย์อยู่ที่อะไร
       อยู่ที่เรื่องของจิตใจ คนไหนที่เข้าใจเรื่องความรักได้ดีที่สุดก็น่าจะสามารถดำรงชีวิตในโลกนี้ได้ดีกว่าคนอื่น หมายถึงว่าไม่ต้องไปทำร้ายคนอื่น ไม่ต้องไปทำร้ายใคร พูดง่ายๆ ก็คือว่ามีทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ ศรัทธาคนรอบข้าง อย่าง สตีฟ จ็อบส์ เขาไม่ใช่แค่อัจฉริยะ เขาเป็นคนดี อย่างข้อความไว้อาลัยมันบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจได้ และผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งคือการที่เขาแสดงความรักออกมา
       
       ไอดอลของคุณล่ะ 
       พระเจ้า พระเยซูคริสต์
       
       แสดงว่านับคือศาสนาคริสต์
       ครับ
       
       ต้องได้รับแรงบันดานใจจากพระเจ้ามาพอสมควร
       พระเจ้าให้เรายึดถือ 3 สิ่งที่สำคัญที่สุด ความรักเป็นสิ่งใหญ่ที่สุด ฉะนั้นการทำทุกอย่างที่มาจากความรักความหลงใหลในสิ่งที่เราทำมันจะสะท้อนออกมาผ่านเรื่องงานและเรื่องชีวิตประจำวัน โลกในทุกวันนี้มันไม่ได้สวยงามเต็มไปด้วยสิ่งที่เราคาดหวัง ถ้าเจอสถานการณ์ยากลำบากคุณจะกรุยทางผ่านมันไปได้อย่างไร
       
       สมมุติเจอปัญหาหนักๆ มีทางออกอย่างไร
       คิดว่าผมพึ่งพาการอธิษฐานเยอะนะ ผมมีพี่น้องที่เป็นคริสเตียนด้วยกัน เราก็จะโทรศัพท์คุยกันว่าเจอปัญหาแบบนี้จะทำอย่างไร แน่นอนอธิษฐานก็เหมือนกับขอพระเจ้าว่า เราขอทางออกในเรื่องนี้มันจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องตั้งมั่นอยู่อย่าหนึ่งว่าบางครั้งคำตอบอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่เราต้องการ แล้วเราจะมีทางออกปฎิบัติตัวอย่างไรมากกว่า คือแทนที่จะถามพระเจ้าว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันขึ้นเพราะอะไร เราต้องเปลี่ยนคำถามว่าจะให้ลูกทำอย่างไรต่อไป
       
       แล้วคุณได้คำตอบไหม
       ได้...ส่วนมากครับ คือโลกเราไม่ได้เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ เราต้องยึดมั่นอยู่เสมอว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ถ้าแก้ไขทางโลกการแก่ปัญหาแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน บางครั้งมันจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดี ก็จะกลับไปที่คำสอนของพระเจ้าว่าเราต้องรักแบบไม่มีเงื่อนไข รักเพื่อนมนุษย์รักแม้กระทั่งศัตรู...ตรงนี้ยากนะ แต่ว่าทำอย่างไรที่จะไม่แก้แค้นเขาก่อนดีกว่า
       
       คุณปฏิบัติได้หรือเปล่า
       ก็ต้องใช้สันติสุขในใจเยอะๆ ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ผมไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแต่ว่ามันก็จะมีความเข้าใจผิดอะไรบ้าง
       
       ความนับถือพระเจ้าเลยให้ความสำคัญในเรื่องความรักเป็นพิเศษ
       ใช่ครับ ความรักของพระเจ้า เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และแน่นอนว่าความรักเป็นสิ่งที่ดีที่สุดถ้าเปรียบเทียบกับทุกสิ่งอย่างบนโลก ถ้าคนเรามีทุกอย่างแต่ขาดความรักก็เหมือนเขาไม่มีอะไรเลย และอีกอย่างก็ห้ามโกหกตัวเอง เพราะชีวิตผมก็ผ่านอะไรมาเยอะ แล้วก็รู้สึกว่าการอยู่บนโลกมนุษย์ด้วยความสุขจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องข้าวของเงินทอง แต่เป็นเรื่อของความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ฉะนั้นความรักกับเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน การให้อภัย การมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมันจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยดี
       
       ผมเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า ต้องเล่าก่อนปู่ผมเป็นคนจีนนะเป็นจีนคริสเตียน พ่อผมก็พาเข้าโบสถ์ตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยแตกฉาน ทำเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง แต่พอมารูจักพระเจ้าจริงๆ ชีวิตเริ่มเปลี่ยนแปลง หลังจากที่เราผ่านอะไรมาต่างๆ ก็เริ่มได้นำความเชื่อมาใช้ ผมเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้ เป็นคนแปลคำสอนให้อาจารย์ เพราะบางทีอาจารย์เป็นฝรั่งเราก็แปลให้พี่น้องที่ไม่ค่อยคล่องภาษาอังกฤษฟัง สอนศาสนาจารย์ เป็นเหรัญญิก เรามาสังสรรค์มาฟังพระธรรมร่วมกัน เพื่อพระเกียรติคุณของพระเจ้าจะได้เป็นที่เข้าใจ เพราะในไบเบิลบางจุดมันก็ยากที่จะเข้าใจเราต้องแบ่งปันกันก็เลยมีการสอน ผมในฐานะก่อตั้งโบถส์นี้แรกๆ ต้องมีส่วนในการรับใช้ร่วมกัน
       
       คุณมีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือเปล่า
       การเรียนรู้ ผมเชื่อว่าชีวิตเราเป็นเหมือนกับช่วงอยู่ระหว่างการเติบโตตลอดเวลา อย่างอาจารย์คนที่ผมนับถืออายุ 70 ปีแล้วแต่เขายังบอกว่าต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน ทั้งในเรื่องการงาน ทั้งในเรื่องทัศนคติการดำเนินชีวิต การทำที่เจอคนมากมายมันทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
       
       ผ่านการใช้ชีวิตคู่มาแล้วคุณได้บทเรียนอะไรบ้าง
       ชีวิตคู่ย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังในสิ่งที่เราอยากได้ มันได้ในเรื่องของความรักที่ไม่มีเงื่อนไขที่ไม่รู้ว่าจะต้องเป็นไปอย่างไร หรือแม้กระทั่งการให้อภัย มันไม่ใช่แค่คนที่เป็นคู่กันเรียนรู้กัน
       
       แล้วการตัดสินใจจบความสัมพันธ์มันคือการตัดขาดหรือเปลี่ยนสถานะ
       เป็นการเปลี่ยนสถานะ
       
       ในอนาคตผู้หญิงที่จะเข้ามาดูแลหัวใจคุณต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
       ตอนนี้ผมว่าคนที่เข้ากับเราได้ มีความเข้าใจเรื่องความรักสูง ซื่อสัตย์ อาจไม่จำเป็นต้องสวยมากแต่ว่าจิตใจสวยเข้าใจในเรื่องความรักมาก แม้กระทั่งรักในพระเจ้า...
       >>>>>>>>>>>
       
       ………..
       เรื่อง : นฤมล ประพฤติดี
       ภาพ : อดิศร ฉาบสูงเนิน


Credit http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000033209