อาชีพ เกษตรกรปลูกพืชแบบผสมผสาน

นิยามอาชีพ
 จัดการงานในฟาร์มเพาะปลูกที่เป็นกิจการของตนเองหรือของนายจ้างเพื่อเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรนานาชนิดรวมกันในสัดส่วนจำเพาะ : กำหนดสัดส่วน จำนวนและรูปแบบของพื้นที่ในการปลูกพืชแบบผสมผสานทั้งปลูกข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับ เลือกชนิดของพืชที่ปลูกให้เหมาะสมกับเงื่อนไขสภาพภูมิอากาศและการตลาด คัดเลือกและซื้อเมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย สัตว์ที่ใช้งาน เครื่องจักรกลที่ใช้ในการทำฟาร์ม ไถ ใส่ปุ๋ย เตรียมที่ดิน และหว่านเมล็ดพืช พรวนดิน แต่งกิ่ง ฉีดหรือพ่นยาฆ่าแมลง เก็บ เกี่ยว นวด และทำงานอื่นๆ เกี่ยวกับการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวพืชผล และดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชอันเนื่องจากสภาพของดินฟ้าอากาศและสัตว์ตามฤดูกาล นำผลิตภัณฑ์ในฟาร์มไปขาย ดูแลรักษาซ่อมโรงเรือน รั้ว และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำฟาร์มให้อยู่ในสภาพที่ดี ควบคุมดูแลและปลดคนงานตามต้องการ ทำบันทึกรายการเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต การดูแลรักษาและการขยายพันธุ์พืช อาจแปรรูปพืชผลทางการเกษตรขั้นต้นก่อนนำส่งออกสู่ตลาด และปฏิบัติงานในหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ลักษณะของการทำงาน
          ผู้ประกอบอาชีพนี้ อาจเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้รับจ้างปฏิบัติงานในภาคเกษตรทั่วๆ ไป ในอดีตการปลูกพืชภาคการเกษตรส่วนใหญ่มักจะปลูกพืชเพียงชนิดเดียวหรือหลายชนิดแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละภูมิภาค แต่ต่อมา เมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกด้าน การปลูกพืชในภาคเกษตรได้มีการแปรเปลี่ยนจากการปลูกเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน หรือแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนใกล้เคียง มาสู่การปลูกหรือซื้อขายในประเทศและส่งออกมากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ต้องประสบกับความเสียหายอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ การทำลายของโรคแมลง การตกต่ำของราคาพืชผลเกษตร และค่าใช้จ่ายการผลิตเพิ่มต่อเนื่องทุกปี เกษตรกรส่วนหนึ่งจึงได้ริเริ่มหันมาปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ของตนเอง จนปัจจุบันได้กลายมาเป็นรูปแบบการปลูกพืชที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น เพราะมีรายได้จากการขายผลผลิตหมุนเวียนต่อเนื่องตลอดปี การปฏิบัติงานของผู้ประกอบอาชีพนี้ มีความหลากหลายแตกต่าง โดยบางพื้นที่ปลูกข้าวควบคู่ไปกับการปลูกพืชผักระยะสั้น  บางพื้นที่ปลูกพืชควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์และการเลี้ยงปลา (ซึ่งเรียกรวมกันว่า เกษตรแบบผสมผสาน) และบางพื้นที่ปลูกพืชระยะสั้นกับไม้ผลไม้ยืนต้น การปลูกพืชแบบผสมผสานมีขบวนการปฏิบัติงานที่สำคัญ ดังนี้
 1. การปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่จากสภาพเดิมที่ลุ่มๆ ดอนๆ และลาดเท มาเป็นการพิจารณาจัดแบ่งพื้นที่ให้มีความเหมาะสมแก่การปลูกพืชหลายชนิดตามต้องการ โดยยึดถือหลักการสำคัญคือ
          -บริเวณที่ลุ่มน้ำท่วมขัง จะใช้สำหรับเก็บกักน้ำโดยการขุดแต่งเป็นบ่อน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
  ?      -บริเวณพื้นที่ต่ำต่อเนื่องจากบ่อน้ำ อาจใช้สำหรับปลูกข้าวเพื่อกินในครอบครัว หรือ ปลูกพืชผักระยะสั้นสำหรับบริโภคและขาย เป็นรายได้หมุนเวียนทุกเดือน
  ?      -บริเวณพื้นที่เนินหรือพื้นที่ราบสูง อาจใช้สำหรับปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้นหลายชนิด เพื่อสร้างรายได้ประจำปีที่มั่นคง
 2. การปรับปรุงดิน โดยการเพิ่มอินทรีย์วัตถุชนิดต่างๆ ลงไปในดินให้มีความเหมาะสมกับการปลูกพืชมากยิ่งขึ้น เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และเศษหญ้า การหว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน การกลับหน้าดินด้วยเครื่องมือขนาดเล็กเพื่อทำลายศัตรูพืชในดิน เป็นต้น
 3. การจัดการน้ำที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากน้ำที่เก็บกักไว้เป็นน้ำฝนที่มีปริมาณจำกัด ดังนั้น จึงต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อช่วยให้การใช้น้ำอย่างประหยัดและรวดเร็วทันเวลา เช่น เครื่องยนต์สูบน้ำขนาดเล็ก ท่อส่งน้ำ ถังเก็บน้ำ ก๊อกหรือวาล์วปิดเปิดน้ำ เป็นต้น การจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการปลูกพืชแบบผสมผสาน จึงต้องปรึกษาหรือเสาะหาความรู้จากนักวิชาการเกษตร หรือเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันในละแวกใกล้เคียง
 4. การคัดเลือกและวางแผนการเพาะปลูก มีข้อควรคำนึงที่สำคัญในการคัดเลือกและวางแผน ดังนี้
          -เลือกชนิดพืชที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น ทนทานต่อโรคแมลงรบกวน ทนทานต่อความแห้งแล้ง เติบโตเร็ว ผลผลิตสูง ดูแลรักษาง่าย เป็นต้น
          -เลือกชนิดพืชจากความต้องการของพ่อค้า หรือผู้บริโภค โดยต้องคำนึงว่าพืชผลที่จะปลูกเพื่อขาย ควรมีตลาดรองรับ ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับแหล่งเพาะปลูก และสามารถปลูกได้ในช่วงเวลาที่ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคต้องการ
          -เลือกพืชที่จะเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ เช่น ปริมาณน้ำฝน การกระจายน้ำของวันฝนตกในรอบปี อุณหภูมิหนาวเย็นแต่ละช่วงเวลา ความชื้น กระแสลม ตลอดจนความสูงต่ำของภูมิประเทศ และต้องคำนึงถึงธรรมชาติและอากาศ เช่น ไม่ควรปลูกพืชเมืองหนาวในเขตร้อน หรือปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นในพื้นที่ราบลุ่ม เป็นต้น
          -เลือกพืชที่ปลูกตามความรู้และประสบการณ์ของตนเอง โดยเริ่มต้นจากการปลูกน้อยๆ แล้วขยาย
มากขึ้นเมื่อมีประสบผลสำเร็จ
 5. การจัดการดูแลรักษาพืชผล ซึ่งได้แก่กิจกรรมการใส่ปุ๋ย การให้น้ำ การพรวนดิน การกำจัดวัชพืช และการป้องกันโรคแมลงรบกวน กิจกรรมเหล่านี้ ต้องปฏิบัติสม่ำเสมอเป็นประจำจนกว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
 6. การเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ การเก็บรวบรวมผลผลิต การคัดแยกสิ่งเจือปนเน่าเสีย การเก็บรักษาผลผลิต
ก่อนขาย การบรรจุหีบห่อเพื่อลำเลียงไปขายหรือบริโภค เป็นต้น

สภาพการจ้างงาน
          เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพนี้ มักจะเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้รับจ้างปฏิบัติงานในภาคเกษตรทั่วๆ ไป ขณะเดียวกันผู้ประกอบอาชีพนี้ก็จะเป็นผู้ว่าจ้างในบางช่วงเวลาที่ต้องการแรงงานเพิ่มเติม โดยอัตราค่าจ้างแตกต่างกันไปตามประเภทกิจกรรมของแต่ละท้องที่ เช่น ภาคกลางเฉลี่ยวันละ 180 – 200 บาท ภาคตะวันออก วันละ 100 – 150 บาท ภาคใต้ วันละ 150 – 180 บาท ภาคเหนือ วันละ 90 – 120 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันละ 70 – 100 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีการจ้างงานในลักษณะการเหมาจ่าย ซึ่งอาจจะเป็นรายวัน หรือค่าจ้างต่อชิ้นงาน เช่น การเก็บผลผลิตอาจจ้างเป็นหน่วยกิโลกรัม การจ้างปรับสภาพพื้นที่มีการจ้างเป็นไร่ การกำจัดวัชพืชอาจจ้างเหมาต่อพื้นที่การเพาะปลูก เป็นต้น ซึ่งอัตราการจ้างเหมาไม่เท่ากันในแต่ละท้องที่ แต่จะยึดถือราคาค่าจ้างบริเวณใกล้เคียงเป็นหลัก
          ชั่วโมงการทำงานของผู้ประกอบอาชีพนี้ อาจจะมากกว่าอาชีพอื่นๆ เพราะต้องเริ่มงานในช่วงเช้าตรู่ก่อนอากาศจะร้อนมากขึ้น ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ จะปฏิบัติงานตลอดวัน และเลิกงานหลังผู้รับจ้างการทำงานอาจไม่มีวันหยุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ยกเว้นเฉพาะช่วงเทศกาลงานบุญประเพณีต่างๆ ส่วนผู้รับจ้างจะปฏิบัติงานวันละประมาณ 8 – 9 ชั่วโมง โดยเริ่มงาน 07.00 – 17.00 น. และมีช่วงพัก 2 – 3 ครั้งในแต่ละวัน การรับจ้างงานเหมารายชิ้นใช้เวลาที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของผู้รับจ้างและความพอใจของผู้ว่าจ้าง

สภาพการทำงาน
 ผู้ประกอบอาชีพนี้ ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้ง ตลอดวัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ปลูกพืชผักหรือไม้ล้มลุก ส่วนพื้นที่ไม้ผลก็จะมีร่มเงาต้นไม้ช่วยให้สภาพการทำงานร่มรื่นเย็นสบาย พื้นที่เพาะปลูกพืชแบบผสมผสานทุกแห่ง จะมีศาลาเล็กๆ ไว้สำหรับพักผ่อนช่วงในเวลาเที่ยงวัน หรือใช้สำหรับเก็บอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งเป็นสถานที่พักอาศัยชั่วคราวด้วย
  
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
 1. เพศหญิง หรือเพศชาย อายุประมาณ 18 ปีขึ้นไป
 2. ระดับการศึกษาไม่จำกัด
 3. มีความอดทน ขยัน ประหยัดและสามารถทำงานหนักกลางแดดได้
 4. มีความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพเกษตร
 5. มีประสบการณ์ในอาชีพเกษตรสาขาต่างๆ ไม่น้อยกว่า 5 ปี
 6. มีที่ดินเป็นของตนเองไม่น้อยกว่า 5 ไร่

ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังนี้
          เป็นผู้ที่มีจิตใจรักในอาชีพการเกษตรมีความขยันหมั่นเพียร โดยเริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกพืชได้จากเอกสาร คำแนะนำ การเยี่ยมชมพื้นที่เพาะปลูกของผู้อื่น ตลอดจนการเข้ารับการฝึกอบรมความรู้เฉพาะเรื่องจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ หรือจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งเริ่มทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง ในพื้นที่เล็กๆ ก่อนขยายจำนวนมากขึ้นเมื่อมีความชำนาญและประสบผลสำเร็จ

โอกาสในการมีงานทำ
          เนื่องจากอาชีพนี้ เป็นอาชีพอิสระ และประชากรทั่วโลกยังคงต้องบริโภคอาหารทุกชนิดจากภาคเกษตร ดังนั้น ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพนี้ จึงสามารถจะเริ่มต้นด้วยตนเองได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาชีพนี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดมา เช่น การจัดทำโครงการที่ดินเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง การก่อสร้าง แหล่งน้ำและถนนชนบทต่างๆ  การอำนวยสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้กู้ยืมเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนในภาคการเกษตร การประกันราคารับซื้อพืชผล หรือการจัดสัปดาห์อาหารไทย เพื่อช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายพืชผล เป็นต้น
          ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ มีโอกาสที่จะสร้างฐานะครอบครัวได้อย่างมั่นคงยั่งยืน หากมีความอดทน ขยัน และหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เนื่องจากสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและผู้ประกอบกิจการส่งออกพืชผลเกษตรอีกมาก

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
          รายได้และความก้าวหน้าของผู้ปลูกพืชแบบผสมผสานจะมีระดับแตกต่างกันไปตามขนาดและชนิดของพืชที่ปลูก ตารางประมาณการรายได้เฉลี่ยในรอบปี (ไร่/บาท)

ชนิดพืช               น้อยกว่า 5 ไร่/บาท                   5 – 15 ไร่/บาท 1                 5 – 20 ไร่/บาท
ข้าว – พืชไร่          12,000 – 20,000               22,000 – 40,000               30,000 – 50,000
ข้าว – พืชผัก         15,000 – 30,000               35,000 – 80,000               75,000 – 100,000
พืชผัก – ไม้ผล      40,000 – 60,000               55,000 – 70,000               80,000 – 200,000
ไม้ผล - ไม้ยืนต้น  50,000 – 70,000                65,000 – 85,000               90,000 – 250,000

          ประมาณการรายได้เฉลี่ยข้างต้นนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของการผลิตพืชในแต่ละปี ดังนั้นมาตรฐานของรายได้ของผู้ประกอบอาชีพนี้ จึงไม่สามารถกำหนดแน่นอนได้ การมีรายได้ดี นอกจากขึ้นอยู่กับความขยันขันแข็งของเกษตรกร ประสบการณ์ ความสามารถในการวางแผนการปฏิบัติงานและการคาดการณ์ต่างๆ ที่ถูกต้องแม่นยำ ตลอดจนขนาดพื้นที่ในการดำเนินงานแล้ว ยังขึ้นอยู่กับเงินลงทุนในช่วงแรกอีกด้วย

อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
          เมื่อผู้ประกอบอาชีพนี้ มีประสบการณ์และความรู้ด้านการเกษตรมากขึ้น สามารถขยายกิจการใหญ่ขึ้นโดยสามารถเพิ่มกิจกรรมด้านปศุสัตว์และการประมง เช่น การเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เป็ด ควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา ซึ่งจะเพิ่มรายได้แก่ครอบครัวมากขึ้นเป็น 2 เท่า ของการเพาะปลูกพืชเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ผลผลิตจากพืชบางชนิดสามารถนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

แหล่งข้อมูลอื่นๆ
กรมวิชาการเกษตร www.doa.go.th
คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ http://www.moac.go.th
ศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาการเกษตรนานาชาติ ขอนแก่น www.itcadkk.org
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ http://www.moac.go.th
ทบวงมหาวิทยาลัย http://www.inter.mua.go.th, http://www.mua.go.th
สถาบันราชภัฏ www.rajabhat.ac.th
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ www.agcd.net
ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร ฝ่ายเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว กลุ่มวิจัยและพัฒนา และกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย www.tistr.or.th
พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร กรมอุตุนิยมวิทยา www.thai.tmd.go.th
เว็บไซต์บริการเพื่อการเกษตร และบริษัทตัวแทนจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์การเกษตรทุกแห่งทั่วประเทศ

 

เนื้อหาดีดีจาก  กรมการจัดหางาน http://www.doe.go.th/

92653

เข้าชม

1

ตอบกลับ

อาชีพ เกษตรกรปลูกพืชแบบผสมผสาน

โพสต์เมื่อ 22/10/2553 15:48 | 0
ประกาศรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ที่เรียนสาย วิทย์-คณิต และมีผลการเรียนเฉลี่ย 2.50ขึ้นไป เข้าสมัครโครงการรับตรง โครงการนิสิตไทยหัวใจเกษตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 12พฤศจิกายน 2553ดูรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ http://www.agr.ku.ac.th
 
หลักสูตรที่เปิดรับสมัคร
 1. หลักสูตรวิทยาศาสตร์เกษตร
 2. หลักสูตรการจัดการศัตรูพืช
 3. หลักสูตรเคมีการเกษตร
 4. หลักสูตรคหกรรมศาสตร์
 5. หลักสูตรอาหารและโภชนาการ
 6. หลักสูตรเกษตรเขตร้อน (นานาชาติ)
** มีทุนการศึกษามากมายรออยู่นะจ๊ะ**
 
ติดต่อสอบถามได้ที่
งานบริการการศึกษา คณะเกษตร คุณวัชราภรณ์ ไตรเสนีย์ โทร 02-579-0588 ต่อ 1201 หรือ 086-509-5670

UniGang Talk

ขอขอบคุณ ดินสอและของขวัญจาก พี่ๆ เด็กรุ่น56 ทุกคนที่ส่งมาให้ผมนะครับ ผมขอรับไปแล้วแจกต่อนะครับ ขอบคุณมากนะครับ