แบ่งปันประสบการณ์อาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Industrial designer)

จากเมื่อวันที่เริ่มมีนามบัตรเป็นของตัวเองที่ระบุตำแหน่งงานไว้ว่า Industrial Designer ก็ผ่านมาสามปีแล้ว

เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางในสายอาชีพนี้ยังไม่ได้นานเท่าไหร่ แม้จะไม่มีประสบการณ์ที่จะเล่าโอ้อวดในเรื่องของงาน

แต่สิ่งที่อยากเขียนบันทึกไว้คือ มุมมองที่มีต่อวิชาชีพนี้ที่เปลี่ยนไป

 

จากตำแหน่ง Operator เป็น Junior designer จนวันนี้ได้เป็น Senior designer รับผิดชอบในฐานะ Project manager ดูแลงานหลังบ้านในส่วนของดีไซน์ มุมมองที่มีต่อวิชาชีพ ความรู้สึกที่มีต่อวิชาชีพ ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเมื่อวันที่เรียนจบ คิดว่าเป็นเหมือนคนละคนกันเลยทีเดียว

ที่ตอนนี้ได้มีโอกาสมาคิดเรื่องเหล่านี้ เพราะด้วยวัยที่ถึงเวลาแล้วที่ต้องตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง ว่าจะใช้ชีวิต เลี้ยงชีวิต รับผิดชอบครอบครัว หรือมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และต้องตอบคำถามตัวเองที่ว่า จะเป็นนักออกแบบเพื่ออะไร และจะเป็นนักออกแบบต่อไปหรือไม่

ไม่เหมือนกับเมื่อตอนเป็นเด็กที่ยังไม่มีความรับผิดชอบอะไร จะฝันหรือเลือกอะไรก็เพื่อตัวเองคนเดียว แต่เมื่อโตขึ้นไม่ว่าใครก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบดูแลทุกๆความสัมพันธ์ในชีวิตด้วย ไม่ว่าจะญาติ เพื่อนฝูง หรือเพื่อนร่วมงาน ไม่มีทางที่ทางเลือกของเราจะไม่สร้างผลกระทบให้กับใคร

 

หวังว่า Search engine หรือ รุ่นน้องที่ได้อ่านบทความนี้ จะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย

 

ตั้งแต่เรียนจบสาขาออกแบบสิ่งทอ ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องเปลี่ยนจาก Textile designer เป็น Industrial Designer

แน่นอน ตอนสมัยเรียนมันก็ได้เรียนหมด ไม่ว่าจะวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ Textile ceramic Graphic metal furniture

 

แต่ตำแหน่งงานที่ได้คืองานออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์นิทรรศการวิทยาศาสตร์

ในต่างประเทศตำแหน่งงานประเภทนี้ก็คือ Industrial designer (ในดูในยูทูปสัมภาษณ์ของ Jonathan Ive นักออกแบบ Iphone เค้าจะเขียนกำกับไว้ว่า Industrial designer ไม่ใช่ Product designer) ทำงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อิเล็กโทรนิกส์และกลไก

ตอนเริ่มต้นก็คิดง่ายๆ ทำแบบที่อ.เคยสอนไว้ และเคยเรียนมา

แน่นอนมันไม่พอ

 

อาทิตย์แรกของการทำงานคือ อาทิตย์แห่งการทำใจ.... ทำใจที่ Skill ไม่พอ ใช้โปรแกรมคอมดีไซน์ไม่เป็น เรื่องการผลิตก็งูๆปลาๆ ไม่พอจะไปคุยกับ Supplier งานโครงสร้างก็ไม่เก่งพอจะไปสัญญากับใครได้ว่า ถ้าสร้างแล้วจะไม่ล้มมาทับเด็กตายขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

รู้สึกตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยซักกะอย่างเดียว เป็นความรู้สึกที่เจ็บใจมาก และสัญญากับตัวเองว่าจะต้องเรียนรู้ให้ได้

โยนทิ้งความคิดโง่ๆเรื่องเกียรตินิยมอันดับสองและทีสิสที่เคยภาคภูมิใจไป และเริ่มต้นใหม่ให้พี่ๆด่า ให้ Supplier ด่า ให้เซลล์ด่า

เพื่อเรียนรู้ให้มากที่สุด กลับบ้านมาก็เอาหนังสือ Tutorial ที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่มมานั่งแกะ และเรียนหัดขึ้น Model ตามในยูทูป

 

 

จำได้ว่า ความรู้สึกในตอนนั้น ต้องเรียกตำแหน่งตัวเองว่า Draft man

ไม่ได้ออกแบบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ทำงานเคลียร์แบบ และแก้ไขปัญหาในแบบไปทีละเรื่องเท่าที่ทำได้

ทำไม่ได้ก็ต้องวิ่งไปถามหาคำตอบ ไม่ว่าจะหนังสือ รุ่นพี่ หรือแม้กระทั่งเพื่อนสมัยมัธยม (ตอนนั้นทำนิทรรศการวิทยาศาสตร์ ต้องโทรหาเพื่อนที่เรียนวิศวะให้ช่วยอธิบายเรื่องของเสียงให้ฟัง)

 

 

ไม่ได้จะโทษโรงเรียน ที่สอนมาไม่พอ เพราะในโลกความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าวิชาการออกแบบพัฒนาไปทุกวัน มี Tools และความรู้ใหม่ๆทุกวัน สิ่่งที่โรงเรียนสอนอาจจะมี Gap กับโลกแห่งความจริง แต่ต้องยอมรับว่าเวลา 5 ปีในโรงเรียน เป็นเวลาของการค้นหาตัวเอง เพือตอบคำถามที่ว่าจะเลือกไปเป็นนักออกแบบแบบไหน

และถึงแม้สิ่งที่เรียนมาในโรงเรียนจะไม่พอ แต่สิ่งหนึ่งที่โรงเรียนสอนออกแบบสอนมาและมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการทำงานคือ สายตาการมองแบบนักออกแบบ

 

 

ตั้งแต่ทำงานมาได้เรียนรู้ว่า Product Design มีหลายแบบ และแต่ละแบบ ก็มีทฤษฏีและปรัชญาการออกแบบที่แตกต่างกัน

เช่นนักออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า จะต้องใช้ทฤษฎีของการใช้งาน การทดสอบ มาตราฐาน Human center Behavioral ความรู้เชิงวิศวกรรมและการผลิต Economic เป็นองค์ประกอบ

ในขณะนักออกแบบผลิตภัณฑ์ของแต่งบ้าน น่าจะเน้นมองในเรื่องการใช้งาน Interface Perception Signature Iconic Collection CI Branding

แม้จะพอบอกได้ว่ามีเส้นแบ่งบางๆอยู่ แต่ศาสตร์ของการออกแบบและปรัชญาเหล่านี้ก็ไขว้ไปไข้วมา แล้วแต่ผลิตภัณฑ์ และความถนัดของคนออกแบบเป็นหลัก

เรียกได้ว่า ถ้าจะให้แบ่งกันจริงๆ ก็คงจะยาก

แต่สิ่งหนึ่งที่พูดได้แน่ๆก็คือ ทุกผลิตภัณฑ์ต้องใช้ทฤษฎีและปรัชญาในการออกแบบที่แตกต่างกัน ต่อให้แม้จะเป็นประเภทเดียวกัน แต่ถ้าจุดประสงค์ หรือวัตถุประสงค์แตกต่าง ก็ไม่เหมือนกันแล้ว

 

 

ดังนั้นนักออกแบบผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ของ วิทยาศาสตร์ หรือปรัชญา งานศิลป์ และมีสายตาแบบนักออกแบบที่ก็ึคือ การมีวิสัยทัศน์ในการตัดสินใจเลือกใช้องค์ความรู้ให้เหมาะสมกับการออกแบบนั้นๆ

ตัวอย่างง่ายๆเช่น แม้จะออกแบบขวดแป้งเด็ก แต่คนเลือกซื้อมาใช้คือคุณแม่ เพราะฉะนั้นก็ต้องเลือกที่จะมองแบบคนเป็นแม่เพื่อตอบโจทย์ความเป็นเด็กในสายตาของคุณแม่ ไม่ใช่ไปเลือกทฤษฏีการมองเห็นรับรู้สีของเด็กเล็ก มาออกแบบ ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นผู้ใช้โดยตรง (แต่ถ้ากะให้เด็กใช้ขวดแป้งด้วยก็จะเป็นละครอีกเรื่อง)

 

 

จำคำพูดของพี่ Senior คนนึงได้ว่า หน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันให้ความหน้าตาดี(Aesthetic)กับการใช้งาน(Functional) ไปให้ไกลที่สุด เท่าที่เงินลงทุนและเวลาที่จำกัด จะสามารถทำได้ ยิ่งเก๋า มีทักษะ ความรู้ ความชำนาญก็ยิ่งผลักดันให้ไปไกลได้มาก(ในเวลาและเงินที่มีเท่าเดิม)

และไอ้สิ่งที่ทำให้ผลักพวกนั้นได้นั่นแหละ คือมูลค่า(ค่าตัว)ของนักออกแบบ เรียกได้ว่าเป็น Know - how ของวิชาชีพที่มีมูลค่าในการแข่งขัน

ดังนั้นนักเรียนออกแบบที่มีการจัดการดี แต่ Styling ไม่ได้แย่ ก็สามารถแข่งขันในวิชาชีพกับนักเรียนออกแบบที่มี Styling เทพได้

 

 

และคำพูดอีกอย่างนึงที่จำได้ดีจนทุกวันนี้จากพี่ Senior อีกคนคือ เมื่อเราจบใหม่ เปรียบเทียบกับมีประสบการณ์ทำงาน 1 ปี ความรู้ความสามารถก็ต่างกันมาก

แต่เมื่อทำงานไป ประสบการณ์ 5 ปี กับ 10 ปีเริ่มไม่แตกต่างกันแล้ว จะต่างก็อยู่ที่ตรงว่า ใครเคยออกแบบอะไร และมีประสบการณ์อะไรมาก่อน

ดังนั้นเมื่อถามเรื่องประสบการณ์กับนักออกแบบด้วยกัน จะไม่ตั้งคำถามว่าทำงานมากี่ปีแล้ว แต่จะถามว่าเคยออกแบบอะไรมาบ้าง และรู้อะไรบ้าง

 

 

เพราะต่อให้เป็นคนที่มีประสบการณ์ออกแบบรถยนต์มามาก ก็ไม่สามารถออกแบบพัดลมได้ดี(สวยและใช้งานได้ในเวลา+เงินลงทุนเท่ากัน)เท่ากับคนที่เคยออกแบบพัดลมมาแล้วครั้งนึง

 

 

ดังนั้นข้อสรุปแบบเราๆ ก็คิดว่า นักออกแบบคงไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ว่าใครเก่งกว่าใคร หรือใครมีความสามารถในการออกแบบมากกว่าใคร

เพราะข้อจำกัดในการออกแบบมีหลายแบบ (แต่ใครดังกว่าใครนี้ตอบได้นะ กรั๊กๆ)

 

 

กับสิ่งที่เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งในฐานะของ Junior designer ที่เป็นเรื่องตลกมากๆก็คือ วาดรูปไม่เก่ง Photoshop ไม่ได้ 3D ไม่เป็น ก็เป็นนักออกแบบได้ แต่ถ้าสร้างสรรค์ของให้สวยไม่ได้ ก็ไปเรียนอย่างอื่นดีกว่านะจ๊ะ หมายความว่าไงฟระ นักเรียนออกแบบต้องสอบความถนัดหรือโชว์การวาดรูปอะไรซักอย่าง

แต่ตอนทำงานต้องยอมรับว่า แม้จะวาดรูปไม่เอาห่วยเอาซะเลย แต่ขย้ำก้อนกระดาษให้สวย และใช้งานคนอื่นให้วาดรูปตามได้ คุณก็ทำงานออกแบบได้แล้ว แน่นอน การขาด Skill ในการวาดรูปเพื่อแสดงความคิด ก็ต้องถูกทดแทนด้วยอะไรซักอย่าง จะปั้น ตัด พับ กระดาษ แกะสลัก หรือคอมพิวเตอร์ 3D แม้กระทั่งทักษะในการพูด(แต่ต้องโม้ได้จนทุกคนเห็นภาพเป็นแบบเดียวกัน) ถ้าไม่มีอะไรซักอย่าง ก็ต้องจากไป(ทำอาชีพอื่น)เหมือนกัน

 

 

เรื่องของการเรียนทักษะเพื่อการเป็นนักออกแบบ จริงๆต้องตอบตามตรงว่าไม่มีหลักสูตรที่ตายตัว และสมบูรณ์ หมายถึงไม่มีนักออกแบบที่รู้ทุกเรื่อง และทำได้ทุกอย่าง หรือแม้กระทั่งรู้ทุกเรื่องแต่ไม่ชำนาญซักอย่าง ชีวิตลำบากเหมือนกัน 

อ้าว แล้วงี้จะเรียนรู้อะไรหละทีนี้ ถ้าไม่รู้ว่าต้องเรียนอะไรบ้าง(จะสมัครเรียนถูกได้ไงวะค่ะ)

 

 

ถ้าบอกว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกับการออกแบบ ก็คงจะเป็นคำตอบที่ประมาณว่า งี้มึงอย่าเขียนให้คนอ่านดีกว่า

เอาเป็นว่า เริ่มต้นที่ว่าอยากเป็นนักออกแบบแบบไหนดีกว่า

 

 

ยกตัวอย่างจากเรื่องของเรา

เป็นเด็กสายวิทย์ ที่อ่านนิยายวิทยาศาสตร์และโอตาคุ(บ้าการ์ตูน) อย่างจริงจัง ที่เลือกเรียนสิ่งทอ เพราะชอบงานโครงสร้าง มี Passion ประหลาดกับการสร้างให้เส้นใยที่ต่างชนิดกัน ถักทอกันจนได้คุณสมบัติที่ต่างกัน (ยืดมากน้อย มีรู เกี่ยวแขน สอดขาได้จะดีมาก) เคยอยากไปคุกเข่าขอเป็นศิษย์(อ่านนิยายจีนด้วย)หน้าบ้าน Junichi Arai ปรมจารย์สิ่งทอที่ญี่ปุ่น ที่Fashion Designer คนไหนบุกบ้านแกแล้วได้ผ้าแกมา Fashion show นั้นจะถือว่าประสบความสำเร็จไปแล้ว50% ทั้งๆที่ยังไม่ได้ออกแบบ ชอบ Computer เขียนเกมส์เล่นเอง(C++,Pascal) ได้ตั้งแต่ม.2 และลงวิชาเขียนแผ่นวงจร(PCB)แทนวิชาจัดดอกไม้ตอนม.ปลาย แน่นอนปัจุบัน เลยเลือกที่จะเป็นนักออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าเพ้อเจ้อซับซ้อนที่ใช้ทักษะ Computer เป็น Base ในการ Deliver งานดีไซน์ สิ่งที่เรียนรู้ในตลอด 2 ปีในปีที่เริ่มต้นทำงานคือ Program computer ที่เกี่ยวข้องกับงาน Design+Design process ที่มี Computer เป็นสื่อ และ จิตวิทยาการออกแบบ (อ่านงานวิเคราะห์งานวิจัยทางการตลาดและการรับรู้)

 

 

ต้องบอกว่าตัวเองโชคดีมาก เพราะทำงานใกล้กับคนที่มีความรู้ และเป็นคนที่ใช้ทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้เรื่องพวกนี้(เป็นคนเข้าใจเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง)

การที่ได้เรียนจากประสบการณ์ของรุ่นพี่ ทำให้ไม่ได้เสียเวลาเดินค้นหาในบางเรื่อง และถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจได้ทันที

เรียกได้ว่าตัวตน ความรู้ ทุกวันนี้ ก็มาจากการสร้างจากรุ่นพี่และเพื่อนร่วมงาน

เลยสัญญากับตัวเองว่า จะต้องสอนคนอื่นให้เป็นให้ได้ และถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจให้รุ่นต่อไป จะไม่เก็บไว้ เป็นปรมจารย์ที่ไร้ผู้สืบทอด ให้ความรู้ตายไป

 

 

และเมื่อทำงานไปได้ซักพัก ก็ค้นพบว่า Designer ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้

ไม่ได้หมายถึงมี Designer หลายคน แต่หมายถึงจะต้องร่วมทำงานกับคนอื่นๆอีกหลายอาชีพ

 

 

ทุกครั้งที่ทำงานกับลูกค้า ตัวเองมักจะเห็นภาพว่า เราเรียกคุณลูกค้า วิศวกรที่ทำโครงสร้างข้างใน คนขายของ คนผลิต เสมียร คุณวินมอร์เตอร์ไซค์ เจ้ข้าวแกงหน้าออฟฟิต เจ้าหน้าที่บุคคล หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องให้โครงการมันเดินหน้าต่อไปได้ว่า "สมาชิกทีมออกแบบ"

 

 

อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อหนัก แต่ถ้าในวินาทีที่ชิ้นงานสุดท้ายพึ่งขึ้นต้นแบบเสร็จ พี่วินไม่บึ่งไปเอาเพื่อมาประกอบให้ทันส่งในวันพรุ่งนี้

หรือ คุณลูกค้าไม่ร่วมมือ เอาแต่โต้งเถียงมองเป็นฝั่งตรงข้ามที่ต้องเล่นเกมส์จิตวิทยาใส่กัน

ชีวิตทำงานออกแบบของคุณจะเป็นวินาศภัยที่แสนบัดซบมาก

 

 

มีอยู่ครั้งนึง พี่การเงิน เอาเอกสารเบิกค่าเดินทางมาให้เซ็นต์ที่โต๊ะ เห็นเรากำลังสเก็ตงานอยู่ ก็เลยเดินมาแซวแก้เครียส แต่สิ่งที่พี่เค้าแซวๆนั่นแหละ สเก็ตให้ลูกค้าไป ดันถูกใจ ปิดงานได้ หรือมีอีกครั้งที่คุณวิศวกรที่ไม่เข้าใจความงามเลย ทำเครื่องจักรถึกๆ แล้วก็บอกให้หาไรครอบให้มันดูดีให้หน่อยสิ แต่พอได้คุยกันเลยค้นพบว่า เครื่องจักรถึกๆ ก็มีความงามและคุณค่าเชิงวิศวกรรมอยู่ ดังนั้นถ้าโชว์โครงสร้างอันนี้ไว้ด้านนอก จะเป็นภาษาบอกให้คุณลูกค้าได้รู้ว่า เครื่องมันเทพมาก แน่นอน กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็ต้องแลกมาด้วยการนั่งเม้าท์กินข้าวกันเป็นเดือนๆ

 

 

ดังนั้นอีกข้อสรุปนึง ในความเห็นของเราเองก็คือ ความสัมพันธ์ในทีมที่ดี จะนำมาซึ่งการออกแบบที่ดี

คงจะหมดยุคแล้วมั้ง(คือไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อก่อนเป็นยังไง) ที่นักออกแบบนั่งบนเก้าอี้ และมีอีโก้ เหนือล้ำ กวนตีน คนอื่นๆ

แต่ตั้งแต่ทำงานและสังเกตุรุ่นพี่หลายๆคนมา นักออกแบบผลิตภัณฑ์(Industrial design) จะมีนิสัยประนีประนอม และพยายามทำความเข้าใจคนอื่นๆ

และรวบรวมความคิดคนอื่นๆประยุกต์เข้ามาในงานออกแบบ

 

ดังนั้นในปีหลังๆ ของการเรียนรู้คือ การเรียนรู้ที่จะทำงานกับคน และทำความเข้าใจกับคน

แน่นอน ว่าเรื่องพวกนี้ก็ยังใหม่สำหรับเรา แต่ต้องขอบคุณโรงเรียนที่ได้ทำงานในองค์กรนักศึกษา

ได้เรียนรู้ที่จะถ่อมตัว อดทนฟังคนอื่น

ไม่ใช่ตะโกนใส่คนอื่นว่า ก็กูมันอาร์ต แล้วก็หันหลังเดินจากไป

แต่พยายามที่เรียนรู้เหตุผลและเบื้องหลังความคิดอยู่คนอื่น พร้อมกับเรียนรู้การอธิบายเหตุผลความคิดของตัวเองให้คนอื่นเข้าใจไปด้วย

 

และด้วยการที่เป็นอาชีพ Design service ไม่มีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองแต่เป็นงานบริการการออกแบบ ดังนั้น ต้องออกแบบในมุมมอง ความเป็นลูกค้าแต่ละเจ้าที่แสนจะแตกต่างเป็นหนังคนละม้วนโดยสิ้นเชิง นอกจากพยายามเรียนรู้ ยังต้องรู้จักให้เร็ว สร้างและผูกมิตรในเวลาอันสั้น เพื่อที่จะสามารถทำงานได้

ต้องพบปะกับระบบงานแบบตะวันตก และตะวันออก ต้องเร็วบ้าง ช้าบ้าง คาดเดาความคาดหวังทางการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปด้วยกัน

 

หลังจากผ่านมาหลายโปรเจค พบว่า ทุกโปรเจคที่เข้ามา เมื่อจบลงก็จะได้เพื่อนมาเพิ่มมาหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นตัวลูกค้าเอง หรือพนักงานบริษัท เพื่อนร่วมงาน ที่เกี่ยวข้องกับงาน หล่อบ้าง ไม่หล่อบ้าง (ส่วนตัวสุดๆ) แต่ค้นพบว่า ถ้าเป็นคนที่มีใจอยากทำงานเหมือนกัน(ตั้งใจทุ่มเท) ก็จะคุยกันและเป็นเพื่อนกันได้ไม่ยาก(และยิ่งเพ้อเจ้อเหมือนกันก็จะเม้าท์กันกระจาย) ส่วนใหญ่เมื่อเลิกราจบงานเลี้ยงแล้ว แม้จะไม่ได้เจอกันอีก แต่ก็จะยังมีความรู้สึกอยากร่วมงานกันอีกทิ้งเอาไว้ ไม่ใช่เพราะว่างานสำเร็จ(ผลิตภัณฑ์หลายตัวออกแบบแล้วก็ไม่ได้ผลิตออกขาย) แต่เพราะได้ร่วมลำบากมาด้วยกัน ถ้ายอมได้นิดหน่อย เบียดนิดเป็นภาระกันหน่อย ก็ยอมๆและทนๆกันไป จนเมื่อสุดท้าย ก็จบกันด้วยความสัมพันธ์ที่ดี

 

ได้บริหารงานโปรเจคได้ไม่นาน และมีลูกน้องในสังกัดมาได้ไม่นานก็จริง แต่ก็รู้สึกว่า ไม่ว่าใคร ที่อยู่ล่างเราลงไป หรืออยู่เหนือเราขึ้นไป ก็อยากจะทำงานในแบบที่ เป็นเพื่อนร่วมทีมกันมากกว่าที่จะมานั่งตัดสินว่าใครใหญ่ใครเล็ก ดูกันที่การบริหารแบ่งงานกันมากกว่า ที่จะมานั่งคิดว่าใครด้อยใครเด่น

 

แน่นอน ด้วยความที่เป็นงาน ก็ต้องมีบทบาทและความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ได้ และมาตราฐานของงานก็คือผลลัพท์ของงานที่ต้องไปให้ถึง

แต่เมื่อทำงานร่วมกันแล้ว ความผิดพลาดก็คือสิ่งที่เราทุกคนในทีมจะยอมรับด้วยกัน (พี่หัวหน้าบอกไว้แบบนี้ ว่ากล้าตัดสินใจไปเถอะ ถ้ามีความผิดพลาด เราจะแก้ไข และยอมรับ เรียนรู้ด้วยกัน)

 

มีเรื่องให้เรียนรู้อีกมาก ไม่ว่าเรื่องการฝึกการตัดสินใจ เพราะการทำงานออกแบบคือ การเลือกที่จะทำอย่างนึง และไม่ทำอีกอย่างนึง

ไม่ว่าเวลาจะน้อยแค่ไหน ก็ต้องตัดสินใจเลือก เพื่อที่จะให้มีบางอย่างเกิดออกมา

 

สรุปได้ว่า อาชีพออกแบบไม่ง่าย และก็ไม่ได้มีรายได้เยอะ ก็คือไม่ได้เป็นอาชีพที่จะทำให้กลายเป็นเศรษฐีได้ (ดูอย่าง Jonathan Ive สิ คนที่รวยคือสตีฟ จ๊อบ แต่คนออกแบบ เหงาๆอยู่เงียบๆ) คือมีฐานะได้ แต่สูงสุดของอาชีพ(ถ้ามีขายของมีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง) ก็ถือว่า ยังมีรายได้น้อยกว่าสายอาชีพอื่นๆ ที่เป็น Professional เช่นทนายความหรือนักการตลาด เศรษฐศาสตร์

 

ไม่ก็ต้องผันตัวเองไปเป็นนักออกแบบที่ทำงานบริหาร วางแผน

Life Style ของนักออกแบบในออฟฟิตเรา ก็เสื้อยืด กางเกงยืน ใช้มือถือโนเกีย(รุ่นกดปุ่มไม่ใช่Touch Screen) มีรุ่นพี่บ้างที่เก็บเงิน ถอยไอโฟนมาใช้ แต่ก็ต้องยอมใช้คอมเก่าๆต่อไป ติดหนี้บัตรเครดิตและซื้อของเงินผ่อนแบบพนักงานออฟฟิตทั่วไป

 

เรียนรู้หนัก ใช้สมอง และรายได้ปานกลาง ถ้าไม่รักในวิชาชีพนี้ก็เสนอให้ไปทำงานอย่างอื่น หรือผันตัวไปเป็นนักออกแบบกึ่งบริหาร การตลาด ขาย หรืออะไรที่เกี่ยวกับงานหน้าบ้าน(วางแผนสร้างรายได้) ไม่ใช่งานหลังบ้าน(การผลิตหรือส่วนรายจ่าย)

 

มาถึงตัวเอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอาชีพนี้ต่อไปมั้ย หรือจะทำไปได้อีกนานแค่ไหน ต้องยอมรับว่าตำแหน่งงานแบบที่ทำอยู่ก็ไม่ได้มีมากในประเทศไทย

แต่ความจริงก็คือ ทางเลือกหรือโอกาสเกิดขึ้นหรือหมดไปตลอดเวลาในทุกๆวัน วันนี้เหมือนจะไม่มีโอกาส แต่พรุ่งนี้ก็เกิดขึ้นได้

 

เลยคิดว่า ในตอนนี้แค่ตอบคำถามตัวเองให้ได้แค่ว่า รักอาชีพนี้มากพอที่จะอดทนหรือเปล่าก็พอ


 


 

บทความดีดีจาก http://atgenda.exteen.com/20111002/industrial-designer