คอลัมน์ รู้ไปโม้ด จากหนักสือพิมส์ ข่าวสด
มีคำถาม 1.รัฐประศาสนศาสตร์เป็นสหวิทยาการ หมายความว่าอย่างไร 2.การบริหารภาครัฐ กับ การบริหารธุรกิจ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
น้องณัฐ
ตอบ น้องณัฐ
1. รัฐประศาสนศาสตร์เป็น "สหวิทยาการ" (Interdisplinary) หมายถึง รัฐประศาสนศาสตร์คือการสอนที่มีความรู้จากหลายสาขาวิชา เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา จิตวิทยา เป็นต้น รวมวิชาความรู้ หรือวิทยาการเหล่านั้นประกอบเข้ากันเป็นสหวิทยาการ จัดเป็นสังคมศาสตร์ประยุกต์ เพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ปรับปรุงองค์กร โดยที่รัฐประศาสนศาสตร์ไม่มีฐานะเป็นศาสตร์ หรือเป็นจุดเล็กๆ ที่น่าสนใจในการศึกษา ถ้าต่อกันจะเป็นศาสตร์ที่สมบูรณ์ เนื้อหากว้างขวางซับซ้อน จึงไม่สามารถใช้ศาสตร์เดียวศึกษาได้
2. การบริหารภาครัฐ เรียกตามรูปศัพท์ว่า การบริหารรัฐกิจ (public administration) คือการดำเนินการทั้งปวงของฝ่ายบริหาร (ยกเว้นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ) โดยมีจุดมุ่งหมายให้นโยบายของรัฐที่วางไว้บรรลุผล อาจมองได้ทั้งเป็นการปฏิบัติการ และการเป็นสาขาวิชาแขนงหนึ่ง การบริหารและจัดการภาครัฐจะไม่เหมือนการบริหารธุรกิจที่เน้นกำไรสูงสุด แต่เป็นการเน้นการให้บริการที่ให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยลูกค้าก็คือประชาชนที่มาใช้บริการ และต้องเป็นการให้บริการต่อ (ลูกค้า) ทุกคนอย่างเป็นธรรม
การบริหารธุรกิจ (business administration) คือกระบวนวางแผน การจัดองค์การ การอำนวยการ และการควบคุมการใช้ทรัพยากรของกิจการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจ
สรุปได้ตามคำ รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ภาคีสมาชิกสาขารัฐศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน อธิบายเพิ่มเติมถึงความแตกต่างของการบริหารรัฐกิจ และการบริหารธุรกิจ ว่า หลักการเบื้องต้นของการบริหารรัฐกิจคือ "วิธีการบริหารเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน" ส่วนหลักการเบื้องต้นของการบริหารธุรกิจคือ "วิธีการบริหารเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด"
ความแตกต่างของการบริหารรัฐกิจ และการบริหารธุรกิจแยกเป็นข้อๆ ดังนี้ 1. การบริหารรัฐกิจมีกฎหมายรองรับในการทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนการบริหารธุรกิจไม่มีกฎหมายรองรับ 2. การบริหารรัฐกิจมีการควบคุมทางงบประมาณการใช้จ่ายต่างๆ ตามที่รัฐสภากำหนด เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของรัฐมาจากภาษีของราษฎร 3. การบริหารงานสาธารณะมีขอบเขตกว้างขวางมากกว่า
4. เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการบริหารของรัฐมีมากมายและมักคลุมเครือ ซึ่งยากต่อการวัดผลโดยวิธีการดำเนินการทางเศรษฐศาสตร์ 5.ความพร้อมที่จะได้มีการตรวจสอบและสอดส่องดูแลทางสาธารณะ การบริหารราชการมีข้อเสียคือมีความล่าช้า ข้าราชการยึดระเบียบจึงไม่มีการยืดหยุ่น และมีลักษณะเข้มงวด ซึ่งแตกต่างจากการบริหารธุรกิจที่มีการตรวจสอบเฉพาะในกลุ่มของผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการเท่านั้น
6. การบริหารราชการมีความเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรง การดำเนินการต่างๆ ของรัฐจึงส่งผลกระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียของประชาชนโดยส่วนรวม 7. ทัศนคติของการเป็นข้าราชการที่จะมีเพียงตัวบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานราชการไม่เป็นการเพียงพอระบบราชการที่รวมหลายอย่างเข้าด้วยกัน 8. การบริหารสาธารณกิจเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะมั่นคง และต้องดำเนินในลักษณะต่อเนื่องกันไป
ส่วนข้อคล้ายระหว่างการบริหารรัฐกิจและการบริหารธุรกิจ คือการร่วมมือดำเนินการหรือปฏิบัติของกลุ่มบุคคลที่มุ่งเป้าหมายร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นหัวใจที่สำคัญจึงเป็นเรื่องการกระทำ และความสามารถที่จะรวบรวมทรัพยากรการบริหารโดยดำเนินการให้บรรลุผล