เปิดชีวิตนักข่าวภาคสนามกับการทำงานบนความขัดแย้งทางการเมือง

@ เปิดชีวิตนักข่าวภาคสนามกับการทำงานบนความขัดแย้งทางการเมือง
       
        @ ค้นหาความจริง-รายงานเป็นกลาง-ไร้อคติ สิ่งสำคัญในการทำงาน
       
        @ ใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยภาพบวกความเป็นธรรมชาติในการรายงานจนแจ้งเกิดในวงการ
       
        @ เตรียมสานต่ออาชีพเข้าสู่เส้นทางการเมือง ทำให้คนในเมืองนี้มีความสุข

       
        สุผจญ กลิ่นสุวรรณ หรือ เต้ หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพราะเขาไม่ใช่เพียงนักข่าวภาคสนาม แต่ยังสวมหมวกอีกสองใบในฐานะผู้ประกาศข่าว และพิธีกรรายการ English Breakfast
       
       แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น คือ การรายงานข่าวสถานการณ์ม็อบกลุ่มพันธมิตรที่ยาวนานมาเป็นเวลา 100 กว่าวัน ด้วยวิธีการรายงานที่เป็นธรรมชาติ และเป็นกลางจนเตะตาผู้ใหญ่หลายคนในวงการสื่อสารมวลชน
       
        ด้วยอายุเพียง 27 ปี แต่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้
       
        เต้ บอกว่า “ถ้าไม่มีการปิดไอทีวี แล้วเปลี่ยนมาเป็นไทยพีบีเอส เต้คงทำรายการเล็กๆ กิ๊กก๊อกอยู่ เพราะชื่อในตารางผู้ประกาศคงแน่นเอียด จริงๆ ตามคิวเต้ยังไม่เป็นผู้ประกาศ แต่ไอทีวีปิด ผู้ประกาศออกไปมาก เขาจึงดึงเราขึ้นมา ตอนนั้นยอมรับว่ายังไม่พร้อมก็ต้องพัฒนาไปโดยอาศัยเวลาบนหน้าจอ ซึ่งก็สงสารคนดูนะ แต่อย่างที่เขาบอกว่าสถานการณ์สร้างวีระบุรุษ”
       
        นี่คือคำบอกเล่าของชายหนุ่มผู้แจ้งเกิดจากสถานการณ์ “Smart job” ฉบับนี้จะพาไปเรียนรู้ชีวิตนักข่าวภาคสนามกับการทำข่าวม็อบที่คนมองว่าน่ากลัวผ่านคนรุ่นใหม่ของวงการ “นกน้อยในไร่ส้ม” ที่พร้อมมาถ่ายทอดให้เห็นว่าการทำงานได้อะไรมากกว่าที่คิด และเส้นทางของการเข้ามาสู่อาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ
       
       ความรู้ภาษาอังกฤษ
       สร้างอาชีพปัจจุบัน

       
       จุดสำคัญที่ทำให้มาเป็นนักข่าวเกิดจากเพื่อนแนะนำว่าที่เนชั่นต้องการนักข่าวสายการเมืองที่เป็นผู้ชาย สื่อสารภาษาอังกฤษ จึงลองไปสมัครดู เพราะเคยเรียนที่ต่างประเทศเมื่อตอนเด็ก ภาษาจึงไม่ใช่ปัญหาและมองว่าเป็นจุดแข็ง
       
        แม้ภาษาจะไม่ใช่ปัญหา แต่ความที่เรียนจบทางด้านรัฐศาสตร์ การปกครอง ทำให้ไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาก่อน แรกๆ ก็มึนๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วงานเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพเมื่อครั้งที่ผ่านมาก็ช่วยสร้างประสบการณ์ในการทำงานให้มากขึ้น
       
       แต่ก็เหมือนกับโชคชะตาเล่นตลกเนชั่นยกเลิกรายการข่าวภาคภาษาอังกฤษ เต้จึงตัดสินใจรับเงินล่วงหน้า และออกจากเนชั่น พร้อมมาสานต่อเส้นทางอาชีพอีกครั้งที่สายข่าวต่างประเทศของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีขณะนั้น
       
        เต้ทำงานสายข่าวต่างประเทศได้เพียง 3 เดือนก่อน ก็เปลี่ยนมาทำงานสายข่าวการเมือง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า “อยากลองเปลี่ยนแนว” ที่สำคัญงานข่าวสายต่างประเทศจะเป็นการแปลข่าวที่ซื้อจากสำนักข่างต่างประเทศอย่างเอพีและรอยเตอร์ จะมีทำข่าวเองบ้างก็น้อย ขณะที่สายการเมืองข่าวที่ได้มาไม่ใช่หลุดรอยกระเด็นมาเข้าตา หรือเป็นข่าวที่คัดกรองมาแล้ว แต่คือ “ข่าวดิบ” อยู่ที่ว่าจะจับประเด็นแบบใด และสานต่ออย่างไร
       
       จากนักข่าวฯ สู่ผู้ประกาศ
       ถึงเส้นทางงานพิธีกร
       
       “ความบังเอิญ”
เป็นเส้นทางที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางนักข่าวภาคสนาม และผู้ประกาศในเวลาต่อมา
       
        “พี่ๆ ที่อยู่โต๊ะการเมืองลาออกไป พูดจริงๆ คือคนไม่พอ ช่วงนั้นคนที่โต๊ะรายงานสดได้ไม่กี่คน จังหวะนั้นก็เลยตกเป็นของเต้กับเพื่อนอีก 2-3 คนแบ่งกันรับหน้าเสื่อไป”
       
       “การทำข่าวตรงนี้ไม่ต่างจากข่าวทั่วไป คือ ค้นหาความจริง แล้วรายงานออกไป นั้นคือสิ่งที่นักข่าวทุกคนต้องคำนึงเพียงแค่นั้น แต่บังเอิญสิ่งที่เต้หาความจริงแล้วรายงานเป็นสิ่งที่คนสนใจ ทำให้จังหวะนี้เป็นบันไดที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น”
เต้บอกเล่าถึงบันไดขั้นสำคัญที่ทำให้ได้แจ้งเกิด
       
       ส่วนการมาเป็นพิธีกร ในรายการ English Breakfast เกิดจากไอเดียของเขาที่นำเสนอต่อผู้บริหารไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นนโยบายขององค์กรแห่งนี้ที่เปิดรับไอเดียใหม่ๆ จากคนทำงาน
       
       เต้ บอกอีกว่า การเป็นพิธีกรเข้ากับตัวเขามากที่สุด และเป็นวิธีการปลดปล่อยอย่างหนึ่ง เพราะมีความเป็นตัวเองทำให้มีความมั่นใจ เชี่ยวชาญ แม้ว่าจะชอบมาก แต่ก็ไม่ความคิดที่จะเลิกทำข่าว เพราะแต่ละอย่างมีความสุขไม่เหมือนกัน และจะทำทั้งสองอย่างต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งตลอดสัปดาห์เขาใช้เวลาไปกับการทำงาน
       
        หากถามว่า ที่มาถึงวันนี้ได้เป็นเพราะ “โชค” หรือ “ความสามารถ”
       
       เต้ ตอบอย่างมั่นใจว่า “ช่วยๆ ส่งเสริมกันไป เต้ว่ามาตรงนี้ได้ยังไงไม่สำคัญ เท่ากับที่เรามาอยู่ตรงนี้จะเอาอะไรมากกว่าและทำตรงนี้ให้ดีที่สุดอย่างไร”
       
       ทำใจให้สบาย-ไม่กดดัน
       คือการเตรียมตัวที่ดีที่สุด

       
       สำหรับการเตรียมตัวในการทำงาน โดยเฉพาะการรายงานข่าวม็อบพันธมิตร คือทำให้ตัวเองสบายใจ ไม่กดดันตัวเอง และโชคดีที่มีพื้นฐานจากที่เรียนรัฐศาสตร์ทำให้สามารถนำความรู้ประกอบการการเขียนข่าวเพื่อทำสกู๊ปหรือรายงานข่าว
       
       โดยรูปแบบการทำงานข่าวมีทั้งบรรณาธิการ (บก.) เป็นคนสั่งให้ทำประเด็นต่างๆ และงานที่สร้างสรรค์เองหรือเห็นว่าเป็นเรื่องหรือมีประเด็นที่น่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่บก.สั่ง ยกเว้นเรื่องไหนที่เข้าตาจริงๆ ก็ทำข่าวส่ง สำหรับเต้เขาชอบการทำงานแบบที่แบ่งกันคนละครึ่งทางที่สุด
       
       ซึ่งรายละเอียดในการทำงานนั้น ชิ้นงานที่เป็นสกู๊ปผู้สื่อข่าวต้องคุ้มการตัดต่อเองเพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการ ส่วนเนื้อหาหรือการเขียนข่าวเพื่อรายงานนั้นไม่มีถูกหรือผิดแต่ต้องรายงานตามจริงและนำเสนอที่ตรงประเด็น ส่วนจะลงเสียงเองหรือไม่ก็ได้
       
       แต่ถ้าเป็นรายงานสดจากสถานที่นั้นๆ แต่ละคนก็มีรูปแบบการรายงานของตัวเองแต่สิ่งสำคัญที่เป็นนโยบายของบริษัท คือห้ามรายงานตัวเลขคนที่มาม็อบ
       
       โดยวิธีที่เขาจะทำให้ผู้ชมรู้ว่ามีคนมามากหรือน้อย จะใช้คำพูดในการรายงานว่า “คนจำนวนหนึ่งยังคงเดินทางมามัฆวาน ซึ่งกิจกรรมบนเวทียังคงมีอยู่ต่อเนื่องสลับกับดนตรี คนจะตีความว่า ดนตรีคือความสนุกสนาน อย่างต่อเนื่องคือความคึกคักหรือเปล่าคนจะคิดเอง พร้อมทั้งให้กล้องแพนไปทางซ้าย-ขวาเพื่อให้ภาพเล่าเรื่อง”
       
       เต้ บอกว่า นี้เป็นข้อดีของสื่อทีวี เพราะสื่อภาพได้ หรือถ้าเป็นเรื่องถกเถียงก็จะใช้การปล่อยเสียงแหล่งข่าว ส่วนการหันหลังแล้วชี้ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้คนดูได้เห็นด้วยตัวเองเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว เมื่อกลับมาถึงออฟฟิศจะนั่งดูตัวเองว่าสภาพที่ออกจอเป็นอย่างไร ก้มเร็วไปหรือไม่ ตาหลอกแหลกหรือเปล่า น้ำเสียงใช้ได้ไหม หน้ามันไปหรือเปล่า
       
       สำหรับการเตรียมความพร้อมเมื่อต้องไปทำข่าวม็อบ เขา บอกว่า ไม่ต้องเตรียมอะไรเลย ถ้าเงื่อนไขยิ่งมากจะทำให้การทำงานลำบาก ด้านปัญหาการทำงานจะเป็นเรื่องการสื่อสารในองค์กรระหว่างลูกทีมที่อาจสื่อสารไม่ตรงกัน ไม่เข้าใจกันมากกว่า ส่วนความประทับใจ คือ การที่ได้นำเสนอความจริง ณ เวลานั้นและไม่เอนเอียง
       
       หลายคนอาจจะมองว่าการที่เขามาตรงนี้โตเร็วเกินหรือเปล่า สำหรับเขามองว่าโตเร็วกว่าที่คาดไว้ แต่กว่าคนอื่นหรือเปล่าไม่กล้าเทียบ เพราะวางแผนไว้อยู่แล้วว่ามาสายนี้ก็น่าจะได้เป็นผู้ประกาศเหมือนเป็นปลัดสักวันก็น่าจะเป็นนายอำเภอ
       
        คนแบบไหนที่เหมาะสม กับอาชีพนักข่าวภาคสนาม เต้ บอกว่า ต้องรู้จักแก้ไขสถานการณ์ล่วงหน้า ไม่ตกใจง่าย มีประสบการณ์ระดับหนึ่งในการสื่อสารกับช่างเทคนิคในรถโอบี รวมทั้งสามารถมองภาพรวมของข่าวได้ว่าเล่นประเด็นนี้จะไม่ซ้ำกับใคร เพราะนี้คือสิ่งที่คนดูต้องการมากที่สุด
       
       รวมทั้งรู้จักใช้แหล่งข่าวให้เป็นประโยชน์หรือเวลาเลือกสัมภาษณ์จะปล่อยเสียงทุกคนไม่ได้ อย่างบางคนให้สัมภาษณ์พูดแรงเกินก็ต้องดู ต้องให้มีความพอดี ซึ่งกองบก.ต้องมีส่วนช่วยสร้างความบาลาซ์ด้วย และต้องทำใจไม่อคติไม่ใส่ความคิดเห็นตัวเอง
       
        “เราอยู่หน้างานพันธมิตร เราก็ต้องรายงานพันธมิตร อยู่หน้างานนปก. ก็ต้องรายงานนปก. ขาดเหลือกว่านี้กองบก.ต้องเปิดลำดับคิวข่าวดู โอ้โห ตายแล้วไม่มีข่าวพันธมิตรก็ต้องหามา ไม่มีข่าวพลังประชาชนเลยก็ต้องหามา มีรัฐบาลไม่มีฝ่ายค้าน มีสส.ไม่มีสว.ก็ต้องหา ต้องให้คานกันให้ได้”
       
       เลือกทำสิ่งที่ชอบ
       เป้าหมายสูงสุด

       
       เต้ บอกต่อว่า สิ่งที่ยังอยากทำในสายอาชีพข่าว คือ การทำข่าวภาคภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในไทยได้เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นในประเทศ นี่คือเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ในการทำงาน
       
       และวันนี้ความสุขของเขา คือ การอยู่ในวงการสื่อมวลชน แม้จะมีคนด่าบ้าง ชมบ้าง กับเงินเดือนอันน้อยนิดก็ตาม
       
        แต่ใช่ว่าเส้นทางอาชีพของเขาจะหยุดอยู่แค่การทำงานสื่อ เพราะอีก 5 ปีข้างหน้าเป้าหมายในชีวิตของเต้จะเปลี่ยนเส้นทางใหม่ เป็นเส้นทางสายนักการเมือง
       
        เพราะเขามั่นใจว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีเหตุผลไปโกงหรือเอื้อให้กับใคร และมุ่งทำโครงการดีๆ ที่ทำให้คนในบ้านเมืองนี้มีความสุขมากยิ่งขึ้นได้
       
        นี่คือบทหนึ่งในชีวิตของคนหนุ่มไฟแรง ที่ต้องจับตาว่าจากนี้อีก 5 ปี ทำเนียบนักการเมืองรุ่นใหม่จะมีชื่อของ เต้...สุผจญ กลิ่นสุวรรณ หรือไม่!
       
       เรื่อง : อรพรรณ สกุลเลิศผาสุข
       ภาพ : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน