สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ครู”

เนื่องด้วยในเอนทรีก่อน อันตัวข้าพเจ้าเองมิได้มีจุดประสงค์จะปิดบังถึงสถานะที่แท้จริงของตัวเองแต่อย่างใด...ก็เข้าใจนะคะ ว่าการเป็นคนดังมันก็วางตัวลำบาก ต้องดูลึกลับนิดส์นึง...แหม๋  ไปตลาดที่ไร ก็ทักกันเกรียว...รับใบกะเพรากับถั่วฝักยาวเพิ่มไหมคะ ?...บางคราวเจอแบบรุมทึ้งถึงเนื้อถึงตัว วิ่งมาเกาะแข็งเกาะขา...พี่คะ พี่ยังไม่ได้จ่ายค่าสะระแหน่หนูเลยคะ....-*-....คนดังแถวชายแดนก็ดังได้ประมาณนี้ละคะ 55+                  

 

                    อะกลับมาที่ประเด็นหลักกันคะ (ข้าพเจ้าก็พาออกนอกลู่นอกทางอยู่เรื่อย) จริงๆ ก็ตั้งใจว่าจะมิบอกนะว่า แท้จริงแล้วคนห่ามๆ บ้าๆ บอๆ แบบข้าพเจ้าเนี๊ยะ ทำมาหากินอะไร แต่บังเอิญเอนทรีที่แล้ว อินไปหน่อย...เลยเผลอนิ้ว จิ้มแป้นคีย์บอร์ด บอกออกไป...ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่ทราบข่าวก็ตกอกตกใจกันเป็นแถบๆ....55+.....สารรูปกันมาซะดีๆ ว่า คาดไม่ถึงใช่มะคะ ?...มิเป็นไรมิได้...ขนาดคนที่เคยเห็นตัวเป็นๆ กันมาก็ยังออกอาการไม่ค่อยจะเชื่อนัก ว่าข้าพเจ้าประกอบวิชาชีพนี้อยู่ .....กระทั่งสมัยเรียน เล่นทายชื่อคณะที่สังกัดกับโหงวเฮ้งของคุณ.....ร้อยละ 90 ลงความเห็นว่าข้าพเจ้าเหมาะจะสังกัดคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ มากที่สุด (โอ ก็อด...นี่เราสันถึกและบึกบึนขนาดนั้นเลยรี ? -*- )            

   

                      ย้อนเหตุการณ์กลับไปสมัยราชวงศ์ถัง....เย้ยยย นานเกิน....เมื่อหลายปีที่แล้วข้าพเจ้าได้พบเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตากันมาชาติเศษ เมื่อได้เจอกันอีกที คุณเพื่อนก็อดจะถามถึง อาชีพการงานของข้าพเจ้าไม่ได้.... 

เพื่อน : ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ?
ข้าพเจ้า  : เป็นครู
เพื่อน :  (สีหน้าของคุณเพื่อน ณ ตอนนั้น คล้ายๆ กับมันกำลังสับสนในชีวิตอย่างมาก....พร้อมกับเปล่งเสียงอุทานนน)....หาาาาาาาาาาาาาาาาาา....(ออกมาดังๆ ยาวๆ)
ข้าพเจ้า  :  ทำไมเหรอ ? (ทำหน้าไร้เดียงสา....ตีหน้าซื้อ)
เพื่อน  :  แล้วนักเรียนเชื่อแกเหรอวะ 555555555555555+ (ตามมาด้วยเลขห้าต่อท้ายบานเลย)
ข้าพเจ้า  :  (ทำอะไรไม่ได้นอกจาก...ขำ...เพื่อเป็นการกอบกู้สถาณการณ์)  55+ ไม่รู้ดิ ก็ทำลงไปแล้วอะ แต่ฉันก็ภูมิใจกับอาชีพสุจริตของฉันนะเว้ย!!                

 

                     เอาเถอะค่ะ...เรื่องดังกล่าวข้างต้นก็ปล่อยให้มันเป็นปัญหาของข้าพเจ้าไปแล้วกัน....ไหนๆ ก็ไหนๆ .....วันนี้ขอพูดถึงเรื่อง ครู ๆ แบบ ข้างๆ คูๆ ในฐานะที่ เป็นครู หน่อยได้ไหมคะ ? (ถ้าพร้อมจะฟังก็เชิญไปหยิบ หมอน หยิบผ้าห่มมานั่งอ่านได้เลยคะ เผื่ออ่านไปแล้วเผลอหลับไปจะได้สบายๆ หน่อย) ถ้าพร้อมแล้วเราก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า.....อ๋อ ต้องออกตัวก่อนคะว่า...สิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ มันมาจากมุมมองของข้าพเจ้าล้วนๆ ดังนั้นอาจตรงบ้างไม่ตรงบ้างในมุมมองของคุณๆ คงจะไม่ว่ากันนะคะ เพราะประสบการณ์เดิมของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันชิมิเคอะ....พร้อมๆๆ.... 

 

* ครู กับ นักเรียน อะไรง่ายกว่ากัน ?                 

                      ถ้ามองในแง่ของ นักเรียน แน่นอนว่าการดำรงฐานะครู นับว่าเป็นเรื่องสบายจริง .....เอะ อะ อะไรก็สั่งการบ้าน เอ๊ะ อะ อะไรก็สอบ ประเดี๋ยวก็มีเก็บคะแนนนู่นนี่....สั่งจังเลย....เป็นนักเรียนมันเหนื่อยนะว้อยครู....วันหนึ่งเรียนตั้งกี่วิชา....ทำการบ้านจนหัวโต ไหนจะทำโครงงาน  โครงการวิทย์ คณิต ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ  เดี๋ยวมีแข่งกีฬาสี แข่งกีฬาโรงเรียนอะไรมากมายไปหมด....

                       อืมมม....เป็นนักเรียนฟังดูเหนื่อยจริง...แต่ไม่ว่าใคร ไม่ว่าครูหรือนักเรียนจะทำกิจกรรมมามากมายหรือเหนื่อยแค่ไหน  (คือครูก็ต้องมีกิจกรรมของครูเหมือนกันใช่มะคะ ประชุม อบรม ทำอาจารย์สาม อาจารย์แปด เก้า สิบ ฯลฯ สังคายนานู่นนี่ตามประสา) แต่ท้ายที่สุดเมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินเข้าห้องเรียน....คนเป็นนักเรียนสามารถเดินเข้าห้องได้แบบสมองโล่งโจ้ง เดินแบบงัวเงีย เดินเข้าห้องแบบเบลอ ชิลล์ ก็ย่อมได้....แต่คนเป็นครูมิสามารถทำเช่นนั้นได้....เดินเข้าห้องสมองต้องเต็ม พร้อมที่จะเอาความรู้ไปถ่ายทอดให้นักเรียน หน้าตาต้องดูสดชื่น กระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน....เพราะครูเป็นผู้ให้....ส่วนนักเรียนนั้นเป็นผู้รับ....มันก็ต่างกันแค่ตรงนี้ละคะ....เอ แล้วสรุปอะไรง่ายกว่ากันนะ ฝากไปพิจารณาต่อแล้วกันคะ 

 

* ครู VS พระ               

                       สมัยยังเป็นนิสิต....เพื่อนคนหนึ่งเคยมานั่งปรับทุกข์กับข้าพเจ้า....เป็นครูนี่ก็เหมือนเป็นพระ แกว่าจริงไหม ? ก็ไม่ทั้งหมด อย่างน้อยๆ แกก็ไม่ต้องบิณฑบาตตอนเช้าละ...แต่โดยรวมยอมรับว่าคล้าย....ก่อนที่นิสิตจะออกฝึกสอน ถึงขั้นมีการบอกกล่าวกันไว้ล่วงหน้า (ต้องเข้าใจกันนิดส์นะคะ คือคนทั้งคนกำลังจะเปลี่ยนจากเด็กมหาลัยกะโปโล ไปเป็นครูของเด็กตาดำๆ หลายสิบชีวิต มันต้องมีการเตี๊ยมกันหน่อย) กล่าวคือ....เป็นครูห้ามวิ่ง ห้ามกิน (หมายถึงต่อหน้าเด็กนะคะ) ห้ามหาว ห้ามใส่กระโปรงเอวต่ำ ห้ามใส่เสื้อฟิตเปรี๊ยะ ห้ามมัดผมเหมือนแม่บ้าน ห้ามพูดจามึงมาพาโวย ห้ามไปกินข้าวกับนักเรียน ห้ามสนิทสนมกับเด็กเกินควร และอีกหลายห้ามที่เขียนไปที่คงไม่พอ....สรุปง่ายๆ คือ เป็นครูต้องสำรวม เสมือนหนึ่งเนื้อนาบุญของโลก....

                        จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องบังคับกัน แต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ....ตามขอบเขตที่สมควร....ถามกันมานักต่อนัก ทำไมเป็นครูแล้วห้ามวิ่ง....จริงๆ ก็ไม่ได้ห้ามแต่ถ้าวิ่งแล้วหกล้ม...มันคือยังไง....นึกภาพ นักเรียนคนหนึ่งเห็นครูคนหนึ่งวิ่งแล้วหกล้มต่อหน้าต่อตา....คุณคิดว่านักเรียนจะรู้สึกอย่างไร ? สงสาร ขำ สะใจ หรือเฉยๆ ? 

 

* ครูคือครู ครูไม่ใช่พี่               

                       คุณเชื่อไหมว่า คำสองคำนี้ให้ผลแห่งการกระทำที่แต่งต่างกันโดยสิ้นเชิง....ย้อนความไปสมัยไปออกค่ายของคณะ....คณะเราเป็นคณะครู เราจึงเน้นสอน ไม่เน้นสร้าง แต่ก็มีบ้างตามความเหมาะสม....ดังนั้นน้องใหม่ ที่ไปค่ายจะโดนกำชับไว้ก่อน เรียกว่าออกเป็นกฎค่ายจริงจังกันเลย...ห้ามเด็กนักเรียนเรียกพี่เด็ดขาด! ที่ต้องกำชับกันเพราะน้องใหม่ อาจยังไม่รู้สึกถึงความเป็นครูมาก่อน การที่โดนใครสักคนเรียกครูอาจฟังดูเขินอยู่สักหน่อย แต่มันจำเป็นต้องฝึก เพราะต่อไปเราจะไปเป็นครูจริง นะสิ (เว้นแต่บางคน หลังเรียนจบไปแล้วรู้ตัวว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ก็ต้องไปแสวงหาเส้นทางของตนกันต่อไป )

                        ....คำว่าครูมันเหมือนเป็นคำศักดิ์สิทธิ์นะคะ คนที่เรียกเราว่าครู มักจะแนบความเคารพ นับถือ ให้เกียรติ และเชื่อฟังมาด้วย และที่สำคัญ...คนที่ถูกเรียก ก็ต้องประพฤติตัวให้สมควรแกคำเรียกนั้นด้วย....แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่นักเรียนเรียกเราว่าพี่....ผลที่ออกมาก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะจะส่อไปในทาง...เล่นหัวกันได้ไม่มีคำว่าเกรงใจ ก็ทำให้การปกครองและความซาบซี้งมันไม่เกิด...และคำว่าพี่ มันก็ทำให้สำนึกแห่งความรับผิดชอบน้อยลงตามไปด้วย...

                           ดังนั้นต้องฝากไว้ ครูคือครู ครูไม่ใช่พี่...(แต่ปกติในโรงเรียนก็ เรียกครูกันอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่น่ามีปัญหา ^ ^ แต่อยู่แถวนี้เรียกกันธรรมดาก็ได้นะคะ มันแอบเขิลล์ ก็เราไม่ได้เป็นครูกะนักเรียนกันซ้ากหน่อย 55+ ข้าน้อยฯ มิบังอาจ...) 

 

* เงียบ หน่อยนักเรียน!                 

                       อาชีพที่ต้องใช้เส้นเสียงมากพอ กับอาชีพนักร้อง หนึ่งในนั้นคงไม่พ้นอาชีพครู  ดังนั้นเราต้องรักษาเครื่องมือทำมาหากินของเราไว้ให้ดีๆ สมัยนี้ก็พัฒนากันไปตามสภาพ...เมื่อก่อนมือจับชอล์คเพียว เดี๋ยวนี้หันมาจับไมค์ร่วมด้วยเป็นแถบ ถ้าที่ไหนครูยังสอนโดยไม่มีไมค์  ต้องขอคารวะด้วยใจจริง....

                       ลองคิดกันดูเล่นๆ เวลาคุณได้ยินใครสักคนแอบคุยโทรศัพท์ในโรงหนัง คุณรู้สึกยังไง....แล้วลองจินตนาการต่อไปคะ....สมัยนี้ห้องเรียนหนึ่งเด็กๆ เรียนเฉลี่ย 40 – 50 คนต่อห้อง พระเจ้า! เวลาที่คนสี่สิบห้าสิบคน ซุบซิบคุยกันกระหนุ่งกระหนิง  กระจุ๋งกระจิ๋ง....ขึ้นชื่อว่าซุบซิบ เสียงมันก็เบา ๆ ความถี่ประมาณเสียงแมงหวี่แมงวัน แต่ถ้าเกิดซุบซิบขึ้นมาพร้อมๆ กัน สี่ซ้าห้าสิบคน ก็คอนเสริต์พี่ป๊อดดี นี่เอง...อยากบอกว่าคนที่ยืนเป็นหัวหลักหัวตอหน้าห้องนั่น....สู้เสียงไม่ไหวจริงๆ นะคะ....ถ้าครูลงทุนตะโกนป่าวๆ แข่งกับเสียงนักเรียนแล้วละก็....เด็ก ที่เรียนชั่วโมงถัดไปก็ไม่ต้องได้ยินเสียงครูกันละวันนี้....เพราะ ครูคอแตกแล้ว! อารมณ์ครูก็จะเหมือนกรุงแตกขึ้นมาทันทีจริงๆ นะ....

                       ว่าแต่...เด็กนักเรียนไทยนี่ก็แปลก...เวลาให้ฟังกลับพูด...เวลาให้พูดแสดงความเห็นนู่นนี่...ใบ้รับประทานขึ้นมาในบัดดล 55+ 

 

* ผิดเป็นครู 

                       ครูไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่จะเสกประสาทงามให้เธอ ไม่มีฤทธิ์เดช ไม่มีราชรถเลิศเลอ แต่ครูมีสิทธิ์พิเศษ ที่จะแจกหรือจะลดคะแนนของเธอ เฮ้อ เฮอ  55+ (พราะเนอะ เพลงนี้อะ ^ ^)

                        ก็อย่างที่เกริ่นไปคะ ครูไม่ใช่ผู้วิเศษ...ครูไม่ใช่คนที่รู้ไปทุกอย่าง....ข้าพเจ้าเองยึดคติ รู้บอกรู้ ไม่รู้บอกไม่รู้ (ไว้รู้แล้วก็จะนำมาบอกทีหลัง) บางครั้งคนเป็นครูมันก็ผิดกันได้ ไม่รู้กันได้....แต่ก็มิใช่ว่า ถามกี่ที ถามอะไรก็ไม่รู้ไปเสียหมด....อันนี้ก็มากไปหน่อย....ถ้าถามว่าข้าพเจ้า...สอนเด็กผิด เคยไหม ?...ก็เคยคะ ยอมรับกันซึ่ง หน้านี่ละ....แต่ผิดแล้วต้องแก้ให้ถูก แล้วก็อย่าให้ผิดซ้ำเดิมอีกครั้ง....(คนทำงาน มีใครไม่เคยทำงานผิดพลาดนะ...ออกแนวหาพวก 55+)

                       สำหรับคนเป็นครูเอง การป้องกันการผิดพลาด ก็ด้วยการเตรียมการสอนนี่ละคะ.... คืองานครู มันไม่ได้หมดแค่เลิกเรียนอะคะ....ตอนเลิกเรียนครูอาจดูลั่นล้า แต่ตอนครูกลับบ้านก็ต้องมานั่งเตรียมการสอนของพรุ่งนี้ต่อไป....สำหรับครูท่านใดที่ไม่ต้องเตรียมการสอน...เข้าห้องก็ดำเนินการสอนได้เลย....กรณีอย่างนี้ข้าพเจ้ายอมรับเลยว่าเทพฯมาก มากจริงๆ....ถ้าประสบการณ์ไม่ถึง รับรองว่าทำไม่ได้....แต่เหนื่ออื่นใด...อย่าลืมคำสอนของพระพุทธเจ้าในบทที่ว่า....อย่าเชื่อเพราะฟังตาม กันมา อย่าเชื่อเพราะอ้างตามตำรา และอย่าเชื่อเพราะนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา.....ฯลฯ.... 

 

* จินตนา กับ ประวิทย์  

                       อืมม...ข้าพเจ้าเคยได้ยินเด็กคุยกัน....แก วันนี้เรียนกับประวิทย์ โคตรจะง่วงเลยวะ ?....เฮ้ย  ทำรายงานจินตนา เสร็จยังวะ?...เออ ลูกศิษย์คะ จินตนากับประวิทย์นี่เป็นเพื่อนฝ่ายไหนของเธอหรือคะ ? ก็เข้าใจนะคะ ว่าเป็นการคุยกันฉันท์เพื่อน คุยกันวงใน แต่ก็น่าจะให้เกียรติคุณครูกันสักนิดส์นะคะ แค่เติมคำว่าครู หรือคำว่า อาจารย์ เข้าไปอีกพยางค์สองพยางค์มันลำบากมากใช่ไหมคะ ยังไงท่านก็เป็นครูของเรานะ และที่สำคัญท่านก็วัยวุฒิมากกว่าเราด้วย....เติมคำนำหน้าเข้าไปหน่อย ไม่มีอะไรเสียหายเลยสักนิดเดียว....นะจ๊ะ (หมายเหตุ จินตนา กับประวิทย์นี่เป็นนามสมมุตินะคะ มีได้กล่าวถึงบุคคลใดเฉพาะนะคะ แหะ แหะ ^ ^ ) 

 

* เด็กหน้าห้อง - หลังห้อง สองมาตรฐานหรือเปล่า ?                  

                      บ่นกันเสมอเลย...ทำไม ครูไม่ค่อยสนใจเด็กหลังห้อง...สอนแต่เด็กที่นั่งหน้านั่นนะ  ครูเห็นเด็กที่นั่งหลังห้องเป็นปลิงหรือเปล่า....เออ จะเริ่มอธิบายยังไงดีนะ....อืมม...โดยปรกติฮวงจุ้ยที่เหมาะแก่การเรียนรู้ที่สุดก็คือโซนหน้าห้องใช่ไหมคะ อยู่ใกล้ไม้ใกล้มือครู ครูพูดอะไรสัญญาณก็ชัดเจน สงสัยอะไรถาม ตอบกันได้รวดเร็ว และที่สำคัญวิสัยทัศน์ดีเยี่ยม มองกระดานชัดเจน....แต่ก็ต้องเข้าใจว่า สมัยนี้ห้องเรียนหนึ่งๆ  แน่นซะยิ่งกว่าที่นั่งชมเดี่ยวไมโครโฟนซะอีก....ดังนั้น มันก็เป็นธรรมดาที่การดูแลอาจไม่ทั่วถึง....

                       แต่ต้องถามก่อนว่า คนที่เลือกนั่งหลังห้องคุณมีเหตุผลอะไร....ถ้าเอาไว้ ชิลล์ เอาไว้พักผ่อนหลังเล่นกีฬามาเหนื่อย เอาไว้เขียนงานของชั่วโมงต่อไป เอาไว้นั่งประทินโฉม เอาไว้ส่งเอสเอ็มเอสหาแฟน ฯลฯ ถ้าใช่...คุณก็เลือกทำเลได้ถูกแล้วคะแนะนำว่าไม่ต้องเปลี่ยน ให้ยึดเป็นชัยภูมิถาวรได้เลย....แต่จริง แล้ว ไม่ว่าคุณจะนั่งที่หลืบไหนของห้องถ้าคุณจะเรียนจริงคุณก็เรียนได้นะ....มันอยู่ที่ตัวคุณนั่นแหละ ว่าจะมีสมาธิกับเรื่องตรงหน้าได้หรือเปล่า....ก็เหมือนกับการเปิดเพลงไป อ่านหนังสือไป ประมาณนั้นละคะ....                 

                        ....คือคนเป็นครูเนี๊ยะ เวลายืนอยู่หน้าห้อง จริง แล้วเห็นหมดนะคะ ใครทำอะไร ยังไง  แต่บางครั้งก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็นในสิ่งที่เห็น เพื่อจะได้ไม่เป็นการทำลายน้ำใจคนที่ตั้งใจจะเรียน ข้าพเจ้าเคยเห็นคลิปวีดีโอในยูทูบคลิปหนึ่ง นักเรียนสองคนแอบกินข้าวกล่องกันในห้อง ในขณะที่ ครูก็สอน บลา บลา บลา...อยู่หน้าห้อง แล้วเด็กๆ ก็ขำกันคิกคักสนุกสนาน ประหนึ่งว่าได้ทำวีรกรรมสุดภาคภูมิใจในชีวิตยังไงยังงั้น..เฮ้อ .เห็นแล้วก็สลด หดหู่...เหอะ นักเรียนคิดเหรอคะว่า ครูเขาไม่เห็นจริง นะ....ทำอะไรก็ให้มันสมควรแก่เหตุเถอะคะ....                 

                          ข้าพเจ้าเคยทำโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่โครงการ ทำฮาเป็นการภายใน....เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ให้กับนักเรียน....โครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนหน้าห้อง-หลังห้อง....ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย ให้นักเรียนสัมผัสความรู้สึกเอาเอง....คนหน้าห้องและคนหลังห้องจะได้เข้าใจกันมากขึ้น 55+                  

                          เวลาไปดูคอนเสริต์พี่ต้าร์ พาราด็อกซ์ .....แหม๋ ด้านหน้านี่ว้อนท์กันจัง ยืนชิดเวทีซะจนหน้าจะติดรองเท้าพี่แกอยู่ละ แต่เวลาอยู่ในห้องเรียนเนี๊ยะ เลือกนั่งหลังห้องซะ ราวกับว่าครูจะกระโดดกัดหูงั้นนะ พี่ต้าร์นี่แกก็เป็นครูเหมือนกันนา....จะบอกให้....เค้าเรียกกัน อาจารย์ต้าร์ 55+             

     

 

                         เป็นครูนี่ จริง สนุกนะคะ ฮาดี ไม่มีซีเรียส เครียดบ้างเดี๋ยวก็หาย แค่เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็ก ในสังกัดก็รู้สึกดีขึ้นมาทันตาเห็น  ^ ^                  

 

 

                         ที่เขียนมาซะยืดยาว เพียงแค่อยากจะบอกนักเรียนทุกท่าน (รวมถึงคนที่มีแฟนเป็นครูด้วย เอ๊ะ เกี่ยวไหม ? 55+) ว่า ครู เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความรักและความเอาใจใส่...อยากให้เข้าใจครูสักนิดส์...มันอาจมีบ้าง...บางครั้ง ครูของคุณอาจชอบบ่น บางคราวแอบโมโห หรือ หงุดหงิดเล็ก แต่ใจจริง ก็ไม่ได้มีอะไร....โดยเนื้อแท้แล้วก็รักและหวังดีต่อลูกศิษย์กันถ้วนทั่วทุกตัวตน....เอยฯ (จะสร้อยคำเพื่อ ?)           

         

 

                        จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา  

 

ด้วยความนับถือ
[MV] biZKit

เนื่องด้วยในเอนทรีก่อน อันตัวข้าพเจ้าเองมิได้มีจุดประสงค์จะปิดบังถึงสถานะที่แท้จริงของตัวเองแต่อย่างใด...ก็เข้าใจนะคะ ว่าการเป็นคนดังมันก็วางตัวลำบาก ต้องดูลึกลับนิดส์นึง...แหม๋  ไปตลาดที่ไร ก็ทักกันเกรียว...รับใบกะเพรากับถั่วฝักยาวเพิ่มไหมคะ ?...บางคราวเจอแบบรุมทึ้งถึงเนื้อถึงตัว วิ่งมาเกาะแข็งเกาะขา...พี่คะ พี่ยังไม่ได้จ่ายค่าสะระแหน่หนูเลยคะ....-*-....คนดังแถวชายแดนก็ดังได้ประมาณนี้ละคะ 55+                  

 

                    อะกลับมาที่ประเด็นหลักกันคะ (ข้าพเจ้าก็พาออกนอกลู่นอกทางอยู่เรื่อย) จริงๆ ก็ตั้งใจว่าจะมิบอกนะว่า แท้จริงแล้วคนห่ามๆ บ้าๆ บอๆ แบบข้าพเจ้าเนี๊ยะ ทำมาหากินอะไร แต่บังเอิญเอนทรีที่แล้ว อินไปหน่อย...เลยเผลอนิ้ว จิ้มแป้นคีย์บอร์ด บอกออกไป...ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่ทราบข่าวก็ตกอกตกใจกันเป็นแถบๆ....55+.....สารรูปกันมาซะดีๆ ว่า คาดไม่ถึงใช่มะคะ ?...มิเป็นไรมิได้...ขนาดคนที่เคยเห็นตัวเป็นๆ กันมาก็ยังออกอาการไม่ค่อยจะเชื่อนัก ว่าข้าพเจ้าประกอบวิชาชีพนี้อยู่ .....กระทั่งสมัยเรียน เล่นทายชื่อคณะที่สังกัดกับโหงวเฮ้งของคุณ.....ร้อยละ 90 ลงความเห็นว่าข้าพเจ้าเหมาะจะสังกัดคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ มากที่สุด (โอ ก็อด...นี่เราสันถึกและบึกบึนขนาดนั้นเลยรี ? -*- )            

   

                      ย้อนเหตุการณ์กลับไปสมัยราชวงศ์ถัง....เย้ยยย นานเกิน....เมื่อหลายปีที่แล้วข้าพเจ้าได้พบเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตากันมาชาติเศษ เมื่อได้เจอกันอีกที คุณเพื่อนก็อดจะถามถึง อาชีพการงานของข้าพเจ้าไม่ได้.... 

เพื่อน : ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ?
ข้าพเจ้า  : เป็นครู
เพื่อน :  (สีหน้าของคุณเพื่อน ณ ตอนนั้น คล้ายๆ กับมันกำลังสับสนในชีวิตอย่างมาก....พร้อมกับเปล่งเสียงอุทานนน)....หาาาาาาาาาาาาาาาาาา....(ออกมาดังๆ ยาวๆ)
ข้าพเจ้า  :  ทำไมเหรอ ? (ทำหน้าไร้เดียงสา....ตีหน้าซื้อ)
เพื่อน  :  แล้วนักเรียนเชื่อแกเหรอวะ 555555555555555+ (ตามมาด้วยเลขห้าต่อท้ายบานเลย)
ข้าพเจ้า  :  (ทำอะไรไม่ได้นอกจาก...ขำ...เพื่อเป็นการกอบกู้สถาณการณ์)  55+ ไม่รู้ดิ ก็ทำลงไปแล้วอะ แต่ฉันก็ภูมิใจกับอาชีพสุจริตของฉันนะเว้ย!!                

 

                     เอาเถอะค่ะ...เรื่องดังกล่าวข้างต้นก็ปล่อยให้มันเป็นปัญหาของข้าพเจ้าไปแล้วกัน....ไหนๆ ก็ไหนๆ .....วันนี้ขอพูดถึงเรื่อง ครู ๆ แบบ ข้างๆ คูๆ ในฐานะที่ เป็นครู หน่อยได้ไหมคะ ? (ถ้าพร้อมจะฟังก็เชิญไปหยิบ หมอน หยิบผ้าห่มมานั่งอ่านได้เลยคะ เผื่ออ่านไปแล้วเผลอหลับไปจะได้สบายๆ หน่อย) ถ้าพร้อมแล้วเราก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า.....อ๋อ ต้องออกตัวก่อนคะว่า...สิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ มันมาจากมุมมองของข้าพเจ้าล้วนๆ ดังนั้นอาจตรงบ้างไม่ตรงบ้างในมุมมองของคุณๆ คงจะไม่ว่ากันนะคะ เพราะประสบการณ์เดิมของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันชิมิเคอะ....พร้อมๆๆ.... 

 

* ครู กับ นักเรียน อะไรง่ายกว่ากัน ?                 

                      ถ้ามองในแง่ของ นักเรียน แน่นอนว่าการดำรงฐานะครู นับว่าเป็นเรื่องสบายจริง .....เอะ อะ อะไรก็สั่งการบ้าน เอ๊ะ อะ อะไรก็สอบ ประเดี๋ยวก็มีเก็บคะแนนนู่นนี่....สั่งจังเลย....เป็นนักเรียนมันเหนื่อยนะว้อยครู....วันหนึ่งเรียนตั้งกี่วิชา....ทำการบ้านจนหัวโต ไหนจะทำโครงงาน  โครงการวิทย์ คณิต ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ  เดี๋ยวมีแข่งกีฬาสี แข่งกีฬาโรงเรียนอะไรมากมายไปหมด....

                       อืมมม....เป็นนักเรียนฟังดูเหนื่อยจริง...แต่ไม่ว่าใคร ไม่ว่าครูหรือนักเรียนจะทำกิจกรรมมามากมายหรือเหนื่อยแค่ไหน  (คือครูก็ต้องมีกิจกรรมของครูเหมือนกันใช่มะคะ ประชุม อบรม ทำอาจารย์สาม อาจารย์แปด เก้า สิบ ฯลฯ สังคายนานู่นนี่ตามประสา) แต่ท้ายที่สุดเมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินเข้าห้องเรียน....คนเป็นนักเรียนสามารถเดินเข้าห้องได้แบบสมองโล่งโจ้ง เดินแบบงัวเงีย เดินเข้าห้องแบบเบลอ ชิลล์ ก็ย่อมได้....แต่คนเป็นครูมิสามารถทำเช่นนั้นได้....เดินเข้าห้องสมองต้องเต็ม พร้อมที่จะเอาความรู้ไปถ่ายทอดให้นักเรียน หน้าตาต้องดูสดชื่น กระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน....เพราะครูเป็นผู้ให้....ส่วนนักเรียนนั้นเป็นผู้รับ....มันก็ต่างกันแค่ตรงนี้ละคะ....เอ แล้วสรุปอะไรง่ายกว่ากันนะ ฝากไปพิจารณาต่อแล้วกันคะ 

 

* ครู VS พระ               

                       สมัยยังเป็นนิสิต....เพื่อนคนหนึ่งเคยมานั่งปรับทุกข์กับข้าพเจ้า....เป็นครูนี่ก็เหมือนเป็นพระ แกว่าจริงไหม ? ก็ไม่ทั้งหมด อย่างน้อยๆ แกก็ไม่ต้องบิณฑบาตตอนเช้าละ...แต่โดยรวมยอมรับว่าคล้าย....ก่อนที่นิสิตจะออกฝึกสอน ถึงขั้นมีการบอกกล่าวกันไว้ล่วงหน้า (ต้องเข้าใจกันนิดส์นะคะ คือคนทั้งคนกำลังจะเปลี่ยนจากเด็กมหาลัยกะโปโล ไปเป็นครูของเด็กตาดำๆ หลายสิบชีวิต มันต้องมีการเตี๊ยมกันหน่อย) กล่าวคือ....เป็นครูห้ามวิ่ง ห้ามกิน (หมายถึงต่อหน้าเด็กนะคะ) ห้ามหาว ห้ามใส่กระโปรงเอวต่ำ ห้ามใส่เสื้อฟิตเปรี๊ยะ ห้ามมัดผมเหมือนแม่บ้าน ห้ามพูดจามึงมาพาโวย ห้ามไปกินข้าวกับนักเรียน ห้ามสนิทสนมกับเด็กเกินควร และอีกหลายห้ามที่เขียนไปที่คงไม่พอ....สรุปง่ายๆ คือ เป็นครูต้องสำรวม เสมือนหนึ่งเนื้อนาบุญของโลก....

                        จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องบังคับกัน แต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ....ตามขอบเขตที่สมควร....ถามกันมานักต่อนัก ทำไมเป็นครูแล้วห้ามวิ่ง....จริงๆ ก็ไม่ได้ห้ามแต่ถ้าวิ่งแล้วหกล้ม...มันคือยังไง....นึกภาพ นักเรียนคนหนึ่งเห็นครูคนหนึ่งวิ่งแล้วหกล้มต่อหน้าต่อตา....คุณคิดว่านักเรียนจะรู้สึกอย่างไร ? สงสาร ขำ สะใจ หรือเฉยๆ ? 

 

* ครูคือครู ครูไม่ใช่พี่               

                       คุณเชื่อไหมว่า คำสองคำนี้ให้ผลแห่งการกระทำที่แต่งต่างกันโดยสิ้นเชิง....ย้อนความไปสมัยไปออกค่ายของคณะ....คณะเราเป็นคณะครู เราจึงเน้นสอน ไม่เน้นสร้าง แต่ก็มีบ้างตามความเหมาะสม....ดังนั้นน้องใหม่ ที่ไปค่ายจะโดนกำชับไว้ก่อน เรียกว่าออกเป็นกฎค่ายจริงจังกันเลย...ห้ามเด็กนักเรียนเรียกพี่เด็ดขาด! ที่ต้องกำชับกันเพราะน้องใหม่ อาจยังไม่รู้สึกถึงความเป็นครูมาก่อน การที่โดนใครสักคนเรียกครูอาจฟังดูเขินอยู่สักหน่อย แต่มันจำเป็นต้องฝึก เพราะต่อไปเราจะไปเป็นครูจริง นะสิ (เว้นแต่บางคน หลังเรียนจบไปแล้วรู้ตัวว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ก็ต้องไปแสวงหาเส้นทางของตนกันต่อไป )

                        ....คำว่าครูมันเหมือนเป็นคำศักดิ์สิทธิ์นะคะ คนที่เรียกเราว่าครู มักจะแนบความเคารพ นับถือ ให้เกียรติ และเชื่อฟังมาด้วย และที่สำคัญ...คนที่ถูกเรียก ก็ต้องประพฤติตัวให้สมควรแกคำเรียกนั้นด้วย....แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่นักเรียนเรียกเราว่าพี่....ผลที่ออกมาก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะจะส่อไปในทาง...เล่นหัวกันได้ไม่มีคำว่าเกรงใจ ก็ทำให้การปกครองและความซาบซี้งมันไม่เกิด...และคำว่าพี่ มันก็ทำให้สำนึกแห่งความรับผิดชอบน้อยลงตามไปด้วย...

                           ดังนั้นต้องฝากไว้ ครูคือครู ครูไม่ใช่พี่...(แต่ปกติในโรงเรียนก็ เรียกครูกันอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่น่ามีปัญหา ^ ^ แต่อยู่แถวนี้เรียกกันธรรมดาก็ได้นะคะ มันแอบเขิลล์ ก็เราไม่ได้เป็นครูกะนักเรียนกันซ้ากหน่อย 55+ ข้าน้อยฯ มิบังอาจ...) 

 

* เงียบ หน่อยนักเรียน!                 

                       อาชีพที่ต้องใช้เส้นเสียงมากพอ กับอาชีพนักร้อง หนึ่งในนั้นคงไม่พ้นอาชีพครู  ดังนั้นเราต้องรักษาเครื่องมือทำมาหากินของเราไว้ให้ดีๆ สมัยนี้ก็พัฒนากันไปตามสภาพ...เมื่อก่อนมือจับชอล์คเพียว เดี๋ยวนี้หันมาจับไมค์ร่วมด้วยเป็นแถบ ถ้าที่ไหนครูยังสอนโดยไม่มีไมค์  ต้องขอคารวะด้วยใจจริง....

                       ลองคิดกันดูเล่นๆ เวลาคุณได้ยินใครสักคนแอบคุยโทรศัพท์ในโรงหนัง คุณรู้สึกยังไง....แล้วลองจินตนาการต่อไปคะ....สมัยนี้ห้องเรียนหนึ่งเด็กๆ เรียนเฉลี่ย 40 – 50 คนต่อห้อง พระเจ้า! เวลาที่คนสี่สิบห้าสิบคน ซุบซิบคุยกันกระหนุ่งกระหนิง  กระจุ๋งกระจิ๋ง....ขึ้นชื่อว่าซุบซิบ เสียงมันก็เบา ๆ ความถี่ประมาณเสียงแมงหวี่แมงวัน แต่ถ้าเกิดซุบซิบขึ้นมาพร้อมๆ กัน สี่ซ้าห้าสิบคน ก็คอนเสริต์พี่ป๊อดดี นี่เอง...อยากบอกว่าคนที่ยืนเป็นหัวหลักหัวตอหน้าห้องนั่น....สู้เสียงไม่ไหวจริงๆ นะคะ....ถ้าครูลงทุนตะโกนป่าวๆ แข่งกับเสียงนักเรียนแล้วละก็....เด็ก ที่เรียนชั่วโมงถัดไปก็ไม่ต้องได้ยินเสียงครูกันละวันนี้....เพราะ ครูคอแตกแล้ว! อารมณ์ครูก็จะเหมือนกรุงแตกขึ้นมาทันทีจริงๆ นะ....

                       ว่าแต่...เด็กนักเรียนไทยนี่ก็แปลก...เวลาให้ฟังกลับพูด...เวลาให้พูดแสดงความเห็นนู่นนี่...ใบ้รับประทานขึ้นมาในบัดดล 55+ 

 

* ผิดเป็นครู 

                       ครูไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่จะเสกประสาทงามให้เธอ ไม่มีฤทธิ์เดช ไม่มีราชรถเลิศเลอ แต่ครูมีสิทธิ์พิเศษ ที่จะแจกหรือจะลดคะแนนของเธอ เฮ้อ เฮอ  55+ (พราะเนอะ เพลงนี้อะ ^ ^)

                        ก็อย่างที่เกริ่นไปคะ ครูไม่ใช่ผู้วิเศษ...ครูไม่ใช่คนที่รู้ไปทุกอย่าง....ข้าพเจ้าเองยึดคติ รู้บอกรู้ ไม่รู้บอกไม่รู้ (ไว้รู้แล้วก็จะนำมาบอกทีหลัง) บางครั้งคนเป็นครูมันก็ผิดกันได้ ไม่รู้กันได้....แต่ก็มิใช่ว่า ถามกี่ที ถามอะไรก็ไม่รู้ไปเสียหมด....อันนี้ก็มากไปหน่อย....ถ้าถามว่าข้าพเจ้า...สอนเด็กผิด เคยไหม ?...ก็เคยคะ ยอมรับกันซึ่ง หน้านี่ละ....แต่ผิดแล้วต้องแก้ให้ถูก แล้วก็อย่าให้ผิดซ้ำเดิมอีกครั้ง....(คนทำงาน มีใครไม่เคยทำงานผิดพลาดนะ...ออกแนวหาพวก 55+)

                       สำหรับคนเป็นครูเอง การป้องกันการผิดพลาด ก็ด้วยการเตรียมการสอนนี่ละคะ.... คืองานครู มันไม่ได้หมดแค่เลิกเรียนอะคะ....ตอนเลิกเรียนครูอาจดูลั่นล้า แต่ตอนครูกลับบ้านก็ต้องมานั่งเตรียมการสอนของพรุ่งนี้ต่อไป....สำหรับครูท่านใดที่ไม่ต้องเตรียมการสอน...เข้าห้องก็ดำเนินการสอนได้เลย....กรณีอย่างนี้ข้าพเจ้ายอมรับเลยว่าเทพฯมาก มากจริงๆ....ถ้าประสบการณ์ไม่ถึง รับรองว่าทำไม่ได้....แต่เหนื่ออื่นใด...อย่าลืมคำสอนของพระพุทธเจ้าในบทที่ว่า....อย่าเชื่อเพราะฟังตาม กันมา อย่าเชื่อเพราะอ้างตามตำรา และอย่าเชื่อเพราะนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา.....ฯลฯ.... 

 

* จินตนา กับ ประวิทย์  

                       อืมม...ข้าพเจ้าเคยได้ยินเด็กคุยกัน....แก วันนี้เรียนกับประวิทย์ โคตรจะง่วงเลยวะ ?....เฮ้ย  ทำรายงานจินตนา เสร็จยังวะ?...เออ ลูกศิษย์คะ จินตนากับประวิทย์นี่เป็นเพื่อนฝ่ายไหนของเธอหรือคะ ? ก็เข้าใจนะคะ ว่าเป็นการคุยกันฉันท์เพื่อน คุยกันวงใน แต่ก็น่าจะให้เกียรติคุณครูกันสักนิดส์นะคะ แค่เติมคำว่าครู หรือคำว่า อาจารย์ เข้าไปอีกพยางค์สองพยางค์มันลำบากมากใช่ไหมคะ ยังไงท่านก็เป็นครูของเรานะ และที่สำคัญท่านก็วัยวุฒิมากกว่าเราด้วย....เติมคำนำหน้าเข้าไปหน่อย ไม่มีอะไรเสียหายเลยสักนิดเดียว....นะจ๊ะ (หมายเหตุ จินตนา กับประวิทย์นี่เป็นนามสมมุตินะคะ มีได้กล่าวถึงบุคคลใดเฉพาะนะคะ แหะ แหะ ^ ^ ) 

 

* เด็กหน้าห้อง - หลังห้อง สองมาตรฐานหรือเปล่า ?                  

                      บ่นกันเสมอเลย...ทำไม ครูไม่ค่อยสนใจเด็กหลังห้อง...สอนแต่เด็กที่นั่งหน้านั่นนะ  ครูเห็นเด็กที่นั่งหลังห้องเป็นปลิงหรือเปล่า....เออ จะเริ่มอธิบายยังไงดีนะ....อืมม...โดยปรกติฮวงจุ้ยที่เหมาะแก่การเรียนรู้ที่สุดก็คือโซนหน้าห้องใช่ไหมคะ อยู่ใกล้ไม้ใกล้มือครู ครูพูดอะไรสัญญาณก็ชัดเจน สงสัยอะไรถาม ตอบกันได้รวดเร็ว และที่สำคัญวิสัยทัศน์ดีเยี่ยม มองกระดานชัดเจน....แต่ก็ต้องเข้าใจว่า สมัยนี้ห้องเรียนหนึ่งๆ  แน่นซะยิ่งกว่าที่นั่งชมเดี่ยวไมโครโฟนซะอีก....ดังนั้น มันก็เป็นธรรมดาที่การดูแลอาจไม่ทั่วถึง....

                       แต่ต้องถามก่อนว่า คนที่เลือกนั่งหลังห้องคุณมีเหตุผลอะไร....ถ้าเอาไว้ ชิลล์ เอาไว้พักผ่อนหลังเล่นกีฬามาเหนื่อย เอาไว้เขียนงานของชั่วโมงต่อไป เอาไว้นั่งประทินโฉม เอาไว้ส่งเอสเอ็มเอสหาแฟน ฯลฯ ถ้าใช่...คุณก็เลือกทำเลได้ถูกแล้วคะแนะนำว่าไม่ต้องเปลี่ยน ให้ยึดเป็นชัยภูมิถาวรได้เลย....แต่จริง แล้ว ไม่ว่าคุณจะนั่งที่หลืบไหนของห้องถ้าคุณจะเรียนจริงคุณก็เรียนได้นะ....มันอยู่ที่ตัวคุณนั่นแหละ ว่าจะมีสมาธิกับเรื่องตรงหน้าได้หรือเปล่า....ก็เหมือนกับการเปิดเพลงไป อ่านหนังสือไป ประมาณนั้นละคะ....                 

                        ....คือคนเป็นครูเนี๊ยะ เวลายืนอยู่หน้าห้อง จริง แล้วเห็นหมดนะคะ ใครทำอะไร ยังไง  แต่บางครั้งก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็นในสิ่งที่เห็น เพื่อจะได้ไม่เป็นการทำลายน้ำใจคนที่ตั้งใจจะเรียน ข้าพเจ้าเคยเห็นคลิปวีดีโอในยูทูบคลิปหนึ่ง นักเรียนสองคนแอบกินข้าวกล่องกันในห้อง ในขณะที่ ครูก็สอน บลา บลา บลา...อยู่หน้าห้อง แล้วเด็กๆ ก็ขำกันคิกคักสนุกสนาน ประหนึ่งว่าได้ทำวีรกรรมสุดภาคภูมิใจในชีวิตยังไงยังงั้น..เฮ้อ .เห็นแล้วก็สลด หดหู่...เหอะ นักเรียนคิดเหรอคะว่า ครูเขาไม่เห็นจริง นะ....ทำอะไรก็ให้มันสมควรแก่เหตุเถอะคะ....                 

                          ข้าพเจ้าเคยทำโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่โครงการ ทำฮาเป็นการภายใน....เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ให้กับนักเรียน....โครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนหน้าห้อง-หลังห้อง....ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย ให้นักเรียนสัมผัสความรู้สึกเอาเอง....คนหน้าห้องและคนหลังห้องจะได้เข้าใจกันมากขึ้น 55+                  

                          เวลาไปดูคอนเสริต์พี่ต้าร์ พาราด็อกซ์ .....แหม๋ ด้านหน้านี่ว้อนท์กันจัง ยืนชิดเวทีซะจนหน้าจะติดรองเท้าพี่แกอยู่ละ แต่เวลาอยู่ในห้องเรียนเนี๊ยะ เลือกนั่งหลังห้องซะ ราวกับว่าครูจะกระโดดกัดหูงั้นนะ พี่ต้าร์นี่แกก็เป็นครูเหมือนกันนา....จะบอกให้....เค้าเรียกกัน อาจารย์ต้าร์ 55+             

     

 

                         เป็นครูนี่ จริง สนุกนะคะ ฮาดี ไม่มีซีเรียส เครียดบ้างเดี๋ยวก็หาย แค่เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็ก ในสังกัดก็รู้สึกดีขึ้นมาทันตาเห็น  ^ ^                  

 

 

                         ที่เขียนมาซะยืดยาว เพียงแค่อยากจะบอกนักเรียนทุกท่าน (รวมถึงคนที่มีแฟนเป็นครูด้วย เอ๊ะ เกี่ยวไหม ? 55+) ว่า ครู เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความรักและความเอาใจใส่...อยากให้เข้าใจครูสักนิดส์...มันอาจมีบ้าง...บางครั้ง ครูของคุณอาจชอบบ่น บางคราวแอบโมโห หรือ หงุดหงิดเล็ก แต่ใจจริง ก็ไม่ได้มีอะไร....โดยเนื้อแท้แล้วก็รักและหวังดีต่อลูกศิษย์กันถ้วนทั่วทุกตัวตน....เอยฯ (จะสร้อยคำเพื่อ ?)           

         

 

                        จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา  

 

ด้วยความนับถือ
[MV] biZKit

 

 

Credit mvbizkit.exteen.com