คณะเภสัชศาสตร์เฟื่อง มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งเตรียมเปิดสอนในปีการศึกษา 53 ขณะที่สภาเภสัชฯเตือนให้นักเรียนเลือกเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐดีที่สุด หากสอบไม่ได้ให้เลือกเรียนคณะอื่นแทน เผยมหาวิทยาลัยเอกชนมีเพียง 3 แห่ง ที่ได้รับการรับรองแต่ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าอนาคตจะได้รับการเพิกถอนหรือไม่ ขณะที่ผลสอบผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมชี้ชัดม.เอกชนน่าห่วง
       
       คณะเภสัชศาสตร์ เป็นอีกคณะหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักเรียนจากทั่วประเทศเนื่องจากเป็นคณะที่เมื่อเรียนจบแล้วโอกาสที่จะตกงานแทบไม่มีเลยอีกทั้งยังสามารถเปิดดำเนินธุรกิจประเภทร้านขายยาได้อีกด้วย ฉะนั้นคณะเภสัชศาสตร์จึงเป็นอีกคณะหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเอกชนหลายๆแห่งเตรียมเปิดการเรียนการสอน
       
       เปิดสอนได้แต่ต้องให้สภาเภสัชฯรับรอง
       
       ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรแห่งประเทศไทยเพียง 3 แห่งประกอบไปด้วย มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติและมหาวิทยาลัยสยาม โดยที่ผ่านมาสภาเภสัชกรรมจะอนุญาตให้ผู้จบการศึกษาจากทุกๆสถาบันมาทำการสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวนหนึ่งได้เปิดทำการเรียนการสอนหลักสูตรคณะเภสัชศาสตร์แต่เมื่อเด็กจบการศึกษาแล้วต้องสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กลับสอบไม่ผ่านตามที่สภาฯกำหนด
       
       ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตประธานสภาเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย บอกกับ "ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์"ว่ากรณีดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจริงและทางสภาเภสัชกรรมก็มีความเป็นห่วงนักเรียนที่ไปเรียนต่อคณะดังกล่าวนี้มากเพราะในปี 2553 นี้ ได้มีมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย จะทำการเปิดสอนคณะเภสัชศาสตร์จากเดิมที่มหาวิทยาลัยเอกชน 3 แห่งที่ได้ทำการเปิดสอนไปแล้วคือ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และมหาวิทยาลัยสยาม แต่ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเอกชนทั้ง 3 แห่งจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาฯว่าผู้ที่จบหลักสูตรของทางมหาวิทยาลัยแล้วมาสอบใบประกอบวิชาชีพจะต้องผ่านการสอบคัดเลือกไม่ต่ำกว่า 25% ภายใน 2 ปี ซึ่งหากสอบแล้วได้ต่ำกว่านี้ทางสภาฯจะรับรองอย่างมีเงื่อนไขโดยกำหนดให้มีการพัฒนาไม่เกิน 3 ปี หากพ้น 3 ปีแล้วยังไม่สามารถทำได้ทางสภาฯจะเพิกใบอนุญาตของมหาวิทยาลัยได้ทันที
       
       สำหรับนักเรียนที่ต้องการที่จะเข้าเรียนในคณะเภสัชศาสตร์จึงควรที่จะสอบให้ติดมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งปัจจุบันได้เปิดทำการสอนหลักสูตรนี้อยู่หลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยบูรพาและ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       แนะให้ "ตัดใจ"เลือกเรียนคณะใหม่แทน
       
       อย่างไรก็ตามหากนักเรียนมีความแน่วแน่ที่จะเข้าศึกษาต่อในคณะเภสัชศาสตร์จริงๆแต่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัยของรัฐก็ควรจะ "ตัดใจ"และตัดสินใจเลือกเรียนคณะอื่นๆซึ่งจะทำให้ไม่เสียเวลา เสียความรู้สึกเพราะการเข้าไปศึกษาในคณะที่เราชอบแต่เมื่อจบมาแล้วสอบไม่ผ่านและไม่มีใบประกอบวิชาชีพก็ไม่มีความหมายอะไรเพราะเราจะเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน
       
       "ที่ผ่านมาได้มีการสอบเพื่อใบประกอบวิชาชีพปรากฏว่านักศึกษาที่เรียนจากมหาวิทยาลัยเอกชนสอบผ่านน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งจะสอบผ่านในอัตราเฉลี่ยเกือบ 60% อีกทั้งเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งใช้เวลาสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพมาแล้วถึง 20 ครั้งแต่ก็สอบไม่ผ่านเลยสักครั้งเดียว อย่างนี้มันหมายถึงคุณภาพของการศึกษาที่ไม่ดีใช่หรือไม่"
       
       ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ระบุอีกว่า ที่ออกมาให้ข่าวนั้นไม่ได้ทำเพราะมีอคติแต่ที่ต้องพูดเพราะเป็นห่วงเด็กๆซึ่งอาจจะไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง หากยังคงปล่อยให้เขาเรียนทั้งๆที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะสอบผ่านหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่เป็นอันตรายต่อคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยและคุณภาพของคนๆหนึ่งที่ต้องออกไปประกอบวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนในสังคม เพราะผลการสอบใบประกอบวิชาชีพนี้ปีล่าสุดของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมปี 2552 สำหรับผู้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2547 สะท้อนภาพได้ชัดเจนอยู่แล้วว่านักศึกษาที่ไหนมีคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างไร
       
       ผลสอบชี้ชัดเภสัชฯม.เอกชนน่าห่วง
       
       จากผลการสอบเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมประจำปีการศึกษา 2551 ซึ่งสอบเมื่อวันที่ 4-6 มีนาคม 2552 และประกาศผลในเว็บไซต์ของสภาเภสัชกรรม http://www.pharmacycouncil.org เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552 ปีล่าสุด ผู้ผ่านการสอบ
       
       อันดับ 1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 95.3% (ผ่าน 142 ตก 7)
       
       อันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 88.9% (ผ่าน 144 ตก 18)
       
       อันดับ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น 82.8% (ผ่าน 111 ตก 23)
       
       อันดับ 4 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 80.4% (ผ่าน 41 ตก 10)
       
       อันดับ 5 มหาวิทยาลัยมหิดล 79.8% (ผ่าน 83 ตก 21)
       
       อันดับ 6 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 76.3% (ผ่าน 100 ตก 31)
       
       อันดับ 7 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 74% (ผ่าน 74 ตก 26)
       
       อันดับ 8 มหาวิทยาลัยนเรศวร 67.4% (ผ่าน 95 ตก 46)
       
       อันดับ 9 มหาวิทยาลัยศิลปากร 65.4% (ผ่าน 89 ตก 47)
       
       อันดับ 10 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 50 % (ผ่าน 25 ตก 25)
       
       อันดับ 11 มหาวิทยาลัยรังสิต 38.1% (ผ่าน 67 ตก 109)
       
       อันดับ 12มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 27.9 % (ผ่าน 50 ตก 129)
       
       โดยมีบัณฑิตเภสัชศาสตร์กว่า 1,474 คนจาก 12 มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะเภสัชศาสตร์เข้าสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพทั้งนี้ จำนวนนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สอบผ่านเป็นภาพรวมของ 2 หลักสูตร ซึ่งหากแยกจำนวนตามหลักสูตร 5 ปี และ 6 ปี พบว่า หลักสูตร 5 ปีเข้าสอบจำนวน 115 คน สอบผ่าน 110 คน ส่วนหลักสูตร 6 ปีเข้าสอบจำนวน 29 คน และสอบผ่านทุกคน นอกจากนั้น นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลักสูตร 6 ปี ยังสอบได้คะแนนเฉลี่ยรายหลักสูตรสูงสุดของประเทศ โดยสอบข้อเขียน ได้ 77.7 คะแนน และสอบปฏิบัติ ได้ 87.6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน
       
       "อยากให้นักเรียนที่ต้องการเรียนคณะนี้ศึกษารายละเอียดต่างๆให้รอบคอบ อย่าเชื่อในสิ่งที่เขาป้อนให้ที่สำคัญเราต้องดูความสามารถของตัวเองด้วยว่าจะสามารถเลือกเรียนคณะนี้ได้หรือไม่ และเมื่อเข้าเรียนแล้วเราจะเรียนจบหรือไม่ เมื่อเรียนจบแล้วเราจะสอบใบประกอบวิชาชีพได้หรือไม่เพราะสิ่งเหล่านี้มันคืออนาคตของเรา" ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช กล่าว

 

Credit  http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9530000016670