มารู้จักกับ สาขาความผิดปกติของการสื่อสารความหมาย
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต
สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย
ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย เป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ดำเนินการโดยหน่วยโสตสัมผัสและแก้ไขการพูด ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งอยู่ ณ อาคารปัจจุบันพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ได้เริ่มเปิดสอนนักศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 เพื่อผลิตบุคลากรที่ชำนาญด้านทดสอบการได้ยินและแก้ไขการพูดแก่ผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโสต ศอ นาสิก วิทยา ในสถาบันแพทย์และโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน
ความมุ่งมั่นของหลักสูตร
- ผลิตนักแก้ไขการพูดและนักการแก้ไขการได้ยิน ที่มีความเชี่ยวชาญและมีคุณธรรม จริยธรรม
- หน่วยโสตสัมผัสและแก้ไขการพูด ก้าวขึ้นเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้านความผิดปกติของการสื่อความหมาย
จำนวนนักศึกษาที่เปิดรับ
เปิดรับสมัครนักศึกษาปีละประมาณ 30 คน (จำนวนนักศึกษาที่รับเข้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ในระบบแอดมิชชั่น ผ่านสกอ. โดยแบ่งเป็นวิชาเอก โสตสัมผัสวิทยา 15 คน และวิชาเอกการแก้ไขการพูด 15 คน
เนื้อหาของหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย มี 2 วิชาเอก คือ วิชาเอกโสตสัมผัสวิทยา และวิชาเอกการแก้ไขการพูด จัดกิจกรรมให้มีการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในคลินิก และชุมชน โดยคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม การตัดสินใจทางคลินิก และส่งเสริมการทำงานเป็นทีม มีเนื้อหาหลักดังนี้
- การเรียนความรู้พื้นฐานเรื่องวิทยาศาสตร์การได้ยินและการพูด
- การตรวจการได้ยินแบบคัดกรอง และตรวจความผิดปกติการได้ยินขั้นพื้นฐาน
- การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการได้ยินและการพูด ในเด็กพูดไม่ชัดที่ไม่มีพยาธิสภาพหรือโครงสร้างผิดปกติ
- การติดต่อสื่อความหมายขั้นพื้นฐานกับผู้ป่วยหูพิการได้เหมาะสม
- การกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาและการพูด ในเด็กพูดช้าที่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม
นอกจากนั้นบัณฑิตวิชาเอกโสตสัมผัสวิทยา ยังสามารถประเมินการใช้เครื่องช่วยฟัง ให้แก่ผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีปัญหาไม่ซับซ้อนและสามารถปฏิบัติงานตรวจวัดการได้ยินในชุมชนได้
ส่วนบัณฑิตวิชาเอกการแก้ไขการพูด สามารถกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาของเด็ก ที่มีปัญหาการพูดล่าช้า จากสาเหตุต่างๆ เช่น ประสาทการได้ยินผิดปกติ เชาว์ปัญญาต่ำ สมองพิการ กลุ่มเด็กออทิสติก และปัญหาด้านอารมณ์


สถานที่ศึกษาและแหล่งฝึกปฏิบัติ
- ชั้นปีที่ 1-2 เรียนที่ คณะวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม
- ชั้นปีที่ 3-4 เรียนที่คลินิกโสตสัมผัสและการพูด ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
กิจกรรมเสริมหลักสูตร
คณะฯ สนับสนุนกิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ของนักศึกษา โดยมีสโมสรนักศึกษารามาธิบดี (สนร.) เป็นแกนนำในการจัดกิจกรรม เช่น
- กิจกรรมไหว้ครู
- โครงการสืบสานอนุรักษ์มรดกไทย
คณะฯ จัดให้มีศูนย์กีฬา อาคารสวัสดิการ ซึ่งนักศึกษาและบุคลากรสามารถใช้บริการได้
ค่าใช้จ่ายและสวัสดิการนักศึกษา
- ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทะเบียนเรียนตลอดหลักสูตร 4 ปี ประมาณ 60,000 บาท
- สำหรับนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน สามารถสมัครกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาของรัฐบาลได้ที่งานกิจการนักศึกษา

ลักษณะงานที่ทำและความก้าวหน้า
เมื่อสำเร็จการศึกษา สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพเป็นนักแก้ไขการพูดและนักแก้ไขการได้ยิน โดยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนี้มีสิทธิ์ขอสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบโรคศิลปะเป็นวิชาชีพอิสระ ได้ที่กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนงานบริการกระทรวงสาธารณสุข
ในด้านความก้าวหน้าของวิชาชีพสามารถศึกษาต่อ ในระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย เป็นอาจารย์ นักวิชาการ และนักวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาการสื่อความหมาย หรือศึกษาต่อต่างประเทศในระดับสูง
เอกสารประชาสัมพันธ์ แนะนำให้ โหลดอ่าน
...............................................
akira_ked@hotmail.com <<< p'เกด
pingz_pongz@hotmail.com <<< p'ปิงปอง
~คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย~ หรือเรียกสั้นๆว่า OT
ไม่ได้มาจากว่า Over time นะคะ - -" แต่มาจากคำว่า Otolaryngology
(แปลตาม dictionary หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับโรคของหู คอและจมูก)
(แต่ชื่อภาษาอังกฤษของเราจริงๆ คือ Communication Disorders แปลว่า ความผิดปกติของการสื่อความหมายค่ะ แต่คณะเราเพิ่ง
เปิดใหม่ก็เลยไปอยู่กับภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา (Department of Otolaryngology)ซึ่งวิชาชีพเราเกี่ยวข้องกับทางด้านนี้น่ะค่ะ )
ส่วนน้องๆที่คิดว่า โอ้! หนูจะได้เป็นหมอเหรอคะ ก็บอกได้เลยค่ะว่าไม่ใช่(แต่ก็ใกล้ๆกันแหละค่ะ อิ_อิ)
เพราะว่าคณะของเราจบแล้วจะได้วิทยาศาสตร์บัณฑิต(วทบ.)สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย
ไม่ใช่แพทยศาสตรบัณฑิต(พบ.)ค่ะ
(แต่ถ้าน้องๆจะต่อพบ. ก็ได้นะค่ะ แต่ต้องดูระเบียบการที่ม.นั้น ว่ารายละเอียดเป็นยังไงอ่าค่ะ)
แล้วที่มันเป็น ~คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีฯ~ ก็เพราะว่าคณะของเราอยู่ในสังกัดของโรงพยาบาลรามาธิบดี
ซึ่งก็มีด้วยกันทั้งหมดด้วยกัน 3 คณะ คือ คณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ แล้วก็ความผิดปกติของการสื่อความหมาย
หยุดก่อนค่ะ! อย่าเพิ่งปิดหนี! แค่ไม่ได้เป็นหมออย่าเพิ่งเสียใจแล้วปิดทิ้งไม่อ่านต่อ(คนเขียนเสียใจนะเนี่ย T^T)
ถึงคณะเราจะได้ไม่เป็นหมอแต่คณะเราก็มีความสำคัญมากนะคะเพราะเนื่องจากในปัจจุบันนี้มีบุคคลทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นจํานวนมาก
ที่มีความผิดปกติทางด้านการพูดและการได้ยิน (ความผิดปกติของการสื่อความหมาย)
โดยมีสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคที่ทําให้เกิดความผิดปกติในระบบการได้ยินและหรือการพูด
โรคจากการทํางานในที่ๆ มีเสียงดัง และโรคจากกรรมพันธุ์ เป็นต้น จึงมีความจําเป็นในการตรวจวินิจฉัยหาความผิดปกติดังกล่าว
หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านการตรวจวินิจฉัย
การแก้ไข การฟื้นฟู การค้นคว้าวิจัย การฝึกอบรม การเผยแผ่ความรู้ และการป้องกันความผิดปกติของการพูดและการได้ยินให้แก่
ประชากรกลุ่มเสี่ยง ตลอดจนประชาชนทั่วไป (อันนี้ลอกเขามาทั้งหมดเลย -///- อายจัง) ซึ่งบุคลากรทางด้านเรานี้นะคะ มีน้อยมากๆๆๆค่ะ
เมื่อเทียบกับประชากรทั่วประเทศไทยค่ะ ก็อยากให้น้องๆที่สนใจ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเราค่ะ
แล้วอีกอย่างนึงนะคะ สาขาเรามีที่เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยนะค่ะ อิอิ (ภูมิใจๆ)
ฮั่นแน่! อ่านมาถึงนี้แล้วแสดงว่าชักสนใจแล้วล่ะสิ(ปลื้มสุดๆ)
เอาล่ะ งั้นเรามาเล่นถาม-ตอบกันดีกว่า(เล่นคนเดียวอ่ะ)
Q. "พี่คะๆ แล้วหลักสูตรนี้เรียนกี่ปีคะ 6 ปีแบบหมอเลยป่าวอ่ะ"
Ans. "ป่าวค่ะ หลักสูตรของเราเรียนแค่ 4 ปีจบ แล้วก็ทำงานได้เลย ไม่ต้องนั่งใช้หนี้เหมือนหมอ
หรือถ้าน้องจะเรียนต่อก็ไม่ขัดศรัทธานะคะ ^_^ "
Q. "แล้วตกลงคณะนี้มีมานานรึยังคะ ทำไมไม่เห็นรู้จักเลยอ่ะคะ"
Ans. "อ๋อ! ตอนนี้ก็มี 4 รุ่นแล้วจ้า พี่เป็นรุ่นที่ 4 ปีนี้ก็จะมีพี่บัณฑิตเป็นปีแรกแล้ว(ตื่นเต้นๆ ^_^)"
Q. "ง่ะ! 4 ปี ทำไมน้อยจังอ่ะ - -" "
Ans. "แหม! ถึงคณะเราจะเพิ่งเปิดเป็นหลักสูตรปริญญาตรีมาแค่ 4 ปี แต่ว่าอันที่จริงแล้ว
สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมายเนี่ยมีในประเทศไทยตั้งนานแล้วเป็น10ๆปีแน่ะ
ซึ่งก่อนหน้าเนี้ยเค้าเปิดมาเป็นหลักสูตรอนุปริญญา กับปริญญาโท ดังนั้นสบายใจได้ค่ะ"
Q. "พี่ค่ะๆ แล้วหนูจะได้เรียนภาษามือรึป่าวคะ แบบว่าอยากเรียนม๊ากมาก~"
Ans. "ได้สิจ๊ะ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะตอนปี 3 อ่ะนะ"
Q. "ง่า! นึกคำถามไม่ออก หมดมุขแล้ว - -" "
Ans. "ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่โม้ต่อเอง (อิ_อิ)"
พูดถึงเรื่องเรียนนะคะปี 1 เราก็จะเรียนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานกับเพื่อนๆคณะอื่นๆที่มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่ศาลายา(นครปฐม)ค่ะ วิชาที่เรียนในปีนี้จะแตกต่างจากรุ่นพี่ทั้ง 3 ปีนะคะ เพราะว่ามีการปรับหลักสูตรใหม่
เราจึงไม่ต้องเรียนแคลคูลัสกับสถิติ(เย้! T^T) แต่ก็ยังต้องเรียนคณิตอยู่นะคะ(แต่เรียนแค่ สมการเชิงเส้น
เมตริกซ์ เซต การเรียงสับเปลี่ยนและการจัดหมู่ ความน่าจะเป็น และการตัดสินใจ) ส่วนวิชาอื่นๆ พวก ฟิสิกส์
ชีวะ เคมี ก็เรียนเหมือนๆกับคณะอื่นอ่ะค่ะ แต่รู้สึกจะน้อยกว่าหน่อยเพราะไม่มีแลปเคมีอ่ะนะ แล้วก็ไม่มีสอบแลปกริ๊ง
แต่ต้องสอบไบโอ 2 ตัวแทน ซึ่งเป็นอะไรที่โหดมากๆเลย เพราะเราต้องอ่านไบโอตั้ง 2 ตัวแนะ(ในขณะที่คนอื่นเขาสอบแลปกริ้งกันไปแล้ว)
อ้อ! แล้วก็ต้องเรียนคอมพิวเตอร์ด้วยนะ เป็นคอมฯแบบเน้นทฤษฎีอย่างเดียว(หมายความว่าคุณจะไม่ได้แตะคอมฯในคาบเรียนนี้แน่นอน)
อืม! แล้วก็ยังมีวิชาใหม่ที่เพิ่งเปิดสอนที่มหิดลด้วยนะ คือ วิชาการศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์ หรือเรียกสั้นๆว่า MUGE
วิชานี้พูดง่ายๆก็คือวิชาสังคมศึกษานั้นแหละ ซึ่งในคลาสเรียนนี้เราจะได้เรียนรวมกับเพื่อนๆจากคณะอื่น อาทิเช่น
หมอ พยาบาล เภสัช วิทยาฯ ฯลฯ ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนๆต่างคณะ(และได้เหล่หนุ่มๆคณะอื่นด้วย อิ_อิ)
ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ในวิชานี้เราจะเน้นนอนกันเป็นส่วนใหญ่อ่ะค่ะ(ถึงไม่ใช่วิชานี้ก็นอนเป็นส่วนใหญ่เหมือนเดิมแหละ - -")
วิชาแต่ละวิชาที่เราเรียนนี้ก็จะเหมือนกับม.ปลายเลยค่ะ แต่ว่าจะลึกกว่ามากๆ ถ้าน้องๆคนไหนแม่นอยู่แล้วก็สบายไป
แต่ถ้าไม่ ล่ะก็...(หึหึหึ ^-^*)
ในเทอม 2 น้องๆจะได้เจอกับวิชาที่เฝ้ารอคอย(รึป่าวหว่า?) นั้นก็คือ วิชากายวิภาคศาสตร์(Anatomy)
น้องๆจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ค่ะ จะเป็นยังไงนั้นพี่ก็บอกไม่ได้หรอกค่ะ เพราะตอนที่เขียนอยู่เนี่ย
พี่ยังไม่ได้เรียนวิชานี้เลย (แหะๆ ^^")
แล้วพอปี 2 ขึ้นไปน้องๆก็ต้องไปเรียนวิชาคณะกันที่โรงพยาบาลรามาธิบดีค่ะ
แต่ในปี 2 เราก็ยังไม่ได้ไปที่รามาฯอย่างเต็มตัว เพราะยังต้องไป-กลับ รามาฯ-ศาลายาอยู่
ส่วนวิชาในปี 2 นั้นก็รู้สึกว่าจะต้องเรียนวิชาเกี่ยวกับการฟังและออกเสียงที่ถูกต้อง อ้อ! แล้วก็จิตวิทยาด้วยนะ
ส่วนพี่ปีสูงก็จะเรียนเกี่ยวกับคลินิก มีการฝึกปฏิบัติจริง โดยจะมีการแยกวิชาเอก คือ แก้ไขการพูด และแก้ไขการฟัง
ก็แล้วแต่นะคะว่าแต่ละคนจะถนัดด้านไหน ซึ่งทั้ง 2 ด้านนั้นก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยทีเดียว
เพราะไม่ว่าจะการพูดหรือฟัง ถ้าเราสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็เท่ากับว่าตายทั้งเป็นเลยทีเดียว น้องๆลองคิดว่าตัวเองพูดไม่ได้
หรือไม่สามารถได้ยินอะไรได้เลยจะเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น ให้สามารถ
พูดหรือฟังได้อีกครั้ง ถึงจะไม่เหมือนปกติก็ตาม(มีหลักการน่าดูเลยเนอะ!)
เนื่องด้วยคณะของเราเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน ก็เลยมีคนค่อนข้างน้อย แต่นั้นก็ถือเป็นข้อดีนะคะ ^-^
เพราะว่าทำให้คนในคณะค่อนข้างสนิทกันเร็ว แล้วก็รู้จักกันเกือบทุกคน(แหะๆ พอดีจำรุ่นบางคนไม่ค่อยได้เพราะไม่ได้เจออ่ะ >/|<)
เป็นคณะที่อบอุ่นทีเดียวล่ะค่ะ เพราะคณะเราเนี่ยก็บอกแล้วว่ามีคนน้อยดังนั้นก็มักจะอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่
(ก็มันมีกันแค่นั้นแหละ - -") ไปไหนไปกัน เฮฮาสนุกสนาน ไม่เหมือนบางคณะที่คนเยอะๆ แล้วก็รู้สึกเหมือนเจอเพื่อนใหม่ทุกวัน
แถมบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่คณะเดียวกัน(ถ้ามันจำได้ทั้งหมด100กว่าคนก็เทพไปแล้ว - -")
.....................................................................................................................................
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Q. จะได้เงินเดือนเท่าไหร่?
A. เงินเดือนขั้นต่ำจบป.ตรีเท่ากันกับคณะอื่นๆค่ะ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานของรัฐหรือเอกชนด้วยนะ
(แล้วก็ขึ้นอยู่กับความขยันและเราเลือกงานรึป่าว?)
Q. จะมีงานทำไหม?
A. งานมีแน่นอนค่ะ เพราะตอนนี้บุคลาการทางด้านของเรากำลังขาดแคลน และสามารถผลิตบุคลากรได้จำนวนน้อยต่อปี ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีงานทำ ถ้าจะไม่มีก็อาจจะเป็นเพราะน้องๆเลือกงานอย่างเดียวแหละค่ะ
Q. จะต่อเป็นหมอได้ไหม?
A. ขอย้ำอีกครั้งนะคะว่าคณะเราไม่ใช่แพทย์ เป็นแค่เพียงบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ตำแหน่งของเราก็คือสายงานเวชศาสตร์การสื่อความหมายค่ะ ดังนั้นถ้าน้องๆอยากจะต่อแพทย์ก็ต้องเรียนหลักสูตรแพทย์ต่อเนื่อง โดยดูจากระเบียบการของมหาลัยนั้นๆได้แต่ถ้าให้พี่แนะนำ ถ้าน้องๆอยากเป็นหมอ พี่ว่าเรียนแพทย์ไปเลยดีกว่า เพราะน้องๆต้องมาเสียเวลาเรียนตั้ง 4 ปีแน่ะถึงจะได้ไปเรียนในสิ่งที่ต้องการจริงๆ พี่ว่าให้คนที่เค้าอยากเรียนจริงๆเรียนดีกว่าค่ะ
Q. คณะนี้เรียนกี่ปี?
A. เรียน 4 ปีค่ะ
Q. ต้องใช้คะแนนความถนัดแพทย์ไหม?
A. ไม่ใช้ค่ะ (เพราะอยู่เราอยู่ในหลักสูตรวท.บ. แต่ไม่ใช่หลักสูตรพ.บ.)
Q. จบไปแล้วทำอาชีพอะไรได้บ้าง?
A. นักแก้ไขการพูด นักแก้ไขการได้ยิน
Credit http://writer.dek-d.com/akira_ked_sa
|
มารู้จักกับ สาขาความผิดปกติของการสื่อสารความหมาย |
|
|
โพสต์เมื่อ
07/03/2010 17:05
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
16/03/2010 19:55
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
27/03/2010 15:34
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/04/2010 12:05
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/05/2010 01:01
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
10/05/2010 11:52
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
20/09/2010 20:30
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
19/01/2011 17:41
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
19/09/2011 23:20
|
0
|
|


