ยุทธศาสตร์ "การถาม" ในชั้นเรียน
ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกในอดีตเมื่อกว่า 1,500 ปีที่แล้วอย่างโสเครติส เคยใช้วิธีตั้งคำถาม เพื่อแสวงหาคำตอบจากข้อสงสัยในเรื่องต่างๆ (Socratic Method) จนถึงทุกวันนี้วิธีแบบโสเครติสก็ยังคงใช้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการแสวงหาความรู้และการทดลองต่างๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์
ในชั้นเรียน การตั้งคำถามที่ดี ไม่ว่าจะเริ่มโดยครู หรือผู้เรียนก็ตาม จะช่วยฝึกทักษะการคิด และช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตัวผู้ถาม และตัวผู้ตอบ ทั้งยังนำมาซึ่งการถกเถียงที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ และช่วยสร้างเสริมนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย
ในสหรัฐอเมริกาเคยมีผู้ทำวิจัยพบว่า ถ้าจะฝึกทักษะการคิดและสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดกับผู้เรียนอย่างสัมฤทธิ์ผลนั้น ครูจะต้องตั้งคำถามในชั้นเรียนราว 1,000 คำถามต่อสัปดาห์
ทั้งนี้ทั้งนั้น การตั้งคำถามมากมายดังกล่าวย่อมต้องมียุทธศาสตร์และเทคนิคพอควร ในการที่จะสร้างทักษะการคิด และสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน ดังจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป
ประเภทของคำถาม
โดยทั่วไป คำถามนั้นมีอยู่ 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ (low-leval question) และระดับสูง (high-leval question)
- คำถามระดับต่ำ ได้แก่การถามถึงข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่บันทึกอยู่ในความจำ เช่น "ไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. ใด ?" "ใครเป็นผู้ค้นพบเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ?" เป็นต้น
- คำถามระดับสูง ได้แก่คำถามที่ผู้ตอบต้องสร้างกระบวนการข้อมูลขึ้นมาใหม่ มากกว่าการท่องจำข้อมูลเดิมโดดๆ แต่เพียงอย่างเดียว หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นคำถามที่ผู้ตอบต้องอาศัยความเข้าใจข้อมูลนั้นๆ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินข้อมูลนั้นได้
คำถามระดับสูงยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คำถามที่ต้องใช้การอธิบาย และใช้การเปรียบเทียบ
การตั้งคำถามเพื่อให้อธิบายนั้น ผู้เรียนจะต้องสังเกตจากสิ่งที่เป็นภาพวาด แผนที่ แผนภูมิ หรือตาราง ตัวอย่างของคำถามประเภทนี้ได้แก่ "นักเรียนสังเกตเห็นอะไรจากจุดนี้บ้าง ?" หรือ "ลองอธิบายของสิ่งนี้ให้ครูฟังหน่อย"
สำหรับการตั้งคำถามเพื่อให้เปรียบเทียบ จะใช้การสังเกตสิ่งของหรือแนวคิดของสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป คำตอบสำหรับคำถามประเภทนี้คือ การอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างสิ่งของดังกล่าว คำถามประเภทนี้นับได้ว่าเป็นคำถามระดับสูงที่มีประสิทธิผลยิ่ง เนื่องจากตัวคำถามจะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้สร้างกระบวนการข้อมูลในลักษณะที่แตกต่างไปจากข้อมูลเดิม โดยผู้เรียนจะต้องสังเคราะห์ข้อมูลนั้นขึ้นมาใหม่ ตัวอย่างของคำถามประเภทนี้ ได้แก่ "ข้อเหมือนและข้อแตกต่างระหว่างสิ่งของ 2 สิ่งนี้คืออะไร ?" และ "จงเปรียบเทียบและให้ข้อตรงข้ามของ 2 สิ่งนี้"
ยุทธศาสตร์และเทคนิคการถาม
ในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชั้นเรียน ครูควรเริ่มต้นตั้งคำถามในระดับความจำหรือความเข้าใจก่อน (คำถามระดับต่ำ) ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่สามารถตอบได้อย่างถูกต้อง เมื่อผู้เรียนตอบถูก ครูควรแสดงความชื่นชมทันทีด้วยคำพูด หรือใช้ภาษาท่าทาง เช่น พยักหน้า ยิ้มให้ สัมผัส หรือการเดินเข้าไปหาผู้ที่ตอบถูก ก่อนที่จะเริ่มคำถามในระดับที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไป
ทั้งนี้ ครูไม่ควรดุหรือตำหนิผู้เรียนที่ตอบคำถามไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงประเด็น เนื่องจากการตำหนิดังกล่าวจะทำให้เด็กเกิดความอับอาย และส่งผลให้เด็กขาดความมั่นใจในตนเองตามมา ในกรณีเช่นนี้ ครูควรจะเปลี่ยนคำถามใหม่ให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนั้นแล้ว ไม่ควรปล่อยให้เด็กคนใดคนหนึ่งผูกขาดการตอบคำถามอยู่เพียงคนเดียว แต่ครูต้องพยายามป้อนคำถามให้กับนักเรียนที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียนด้วย ในกรณีที่ไม่มีผู้เรียนคนใดตอบคำถาม ให้ครูลองเรียกชื่อเป็นรายคน และถามผู้เรียนว่าต้องการตอบคำถามนั้นหรือไม่
ในกรณีที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายตั้งคำถาม แล้วครูไม่เข้าใจคำถามนั้น ครูควรให้นักเรียนถามซ้ำอีกครั้ง และหากยังไม่เข้าใจอีก ลองขอให้นักเรียนคนอื่นๆ วยกันอธิบายคำถาม เนื่องจากการกล่าวคำถามหรือประโยคซ้ำๆ จะช่วยให้นักเรียนคนอื่นๆสามารถเข้าใจคำถามได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น
ครูส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถามที่เกี่ยวเนื่องกับการจดจำรายละเอียดของข้อมูล แต่การที่จะให้เด็กได้พัฒนาการคิดในระดับวิเคราะห์ต่อไปได้นั้น ต้องค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นตามลำดับ โดยเลือกใช้คำถามระดับสูง
ในการหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามที่เน้นเรื่องความจำมากเกินไป ครูจะต้องพัฒนาการตั้งคำถามในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ มียุทธศาสตร์ รวมถึงการฝึกทักษะการเขียน เพราะจะช่วยพัฒนาทักษะการวิเคราะห์และการคิดของนักเรียนด้วยอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้แล้ว ยังมีเทคนิคอื่นๆ อีกหลายประการในการสร้างบรรยากาศเรียนรู้ในห้องเรียนโดยการใช้ยุทธศาสตร์การตั้งคำถาม อาทิเช่น
- สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในชั้นเรียน และกระตุ้นชั้นเรียนให้คึกคักด้วยคำถาม
- ครูพูดให้น้อยลง แต่ตั้งคำถามให้มากขึ้น
- ตั้งคำถามที่เด็กสามารถใช้คำตอบแบบใช้ความเห็นส่วนตัวให้มากขึ้น
- ลดคำถามประเภทที่ตอบแค่ว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"
- หลีกเลี่ยงการตั้งคำถามหลายคำถามในเวลาเดียวกัน
- อย่าปล่อยให้เกิดความเงียบในชั้นเรียน
- ตั้งคำถามให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
- ตั้งคำถามหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ค้นพบเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
- ช่วยเด็กปรับปรุงทักษะการตั้งคำถาม
ยุทธศาสตร์การตั้งคำถามดังกล่าวมานี้ จะเป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับครู ในการวางแผนบทเรียนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นประโยชน์ในการออกแบบการบ้าน และออกข้อสอบ รวมถึงช่วยให้ครูสามารถจัดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการเรียนการ สอน ให้สอดคล้องกับองค์ประกอบของงานที่มอบหมายให้นักเรียนทำ
ดร.จูดี้ แวน วอริส แห่งภาควิชาการศึกษา วิทยาลัยมัสคิงกัม สหรัฐอเมริกา ยังได้กล่าวถึงหน้าที่อื่นๆ ของยุทธศาสตร์การตั้งคำถามว่า จะช่วยสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน และแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจของผู้เรียนในเบื้องต้น นอกจากนั้นแล้ว ยังช่วยให้ครูประเมินผลการเรียนการสอน เข้าใจความสนใจที่แท้จริงของผู้เรียน และวินิจฉัยจุดแข็งจุดอ่อนของผู้เรียนได้ ที่สำคัญคือ จะช่วยสร้างลักษณะนิสัยการชอบครุ่นคิดให้แก่ผู้เรียน และการใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย
ที่มาข้อมูล :newschool.in.th และ myfristbrain.com

