เรามักได้ยินคนบอกเสมอว่า ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ ส่วนผู้ชายมาจากดาวอังคาร จึงทำให้ทั้งคู่มีลักษณะนิสัย และความถนัดที่แตกต่างกัน หลายคนโต้เถียงว่านี่เป็นเพียงการเหมารวม เพื่อกำหนดกรอบบทบาททางเพศเท่านั้น

ผลวิจัยด้านสมองล่าสุดของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาสนับสนุน การเหมารวมของผู้ชายและผู้หญิงยิ่งขึ้น โดยผลวิจัยเผยว่า กระแสไฟฟ้าในสมองของผู้ชายและผู้หญิงทำงานต่างกัน จึงทำให้มีความถนัดที่ต่างกัน

หลังจากที่ทำการสแกนสมองของผู้เข้าร่วมวิจัยกว่า 1,000 คน นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปผลวิจัยว่า เป็นไปตามสมมติฐานของหลายๆคน คือ กระแสไฟฟ้าในสมองของผู้ชายและผู้หญิงมีรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สมองของผู้หญิงโดยทั่วไปมีการทำงานร่วมกันของสมองซีกซ้ายและขวาอย่างเห็นได้ชัด

ในทางกลับกัน สมองผู้ชายปกติจะทำงานเป็นซีกๆไป และเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างสมองส่วนหน้าและส่วนหลังมากกว่า มีเพียงส่วนเดียวที่สมองของผู้ชายเชื่อมโยงกันระหว่างซีกซ้ายและขวาคือ ส่วน"เซเรเบลลัม" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย

จากผลการศึกษาแผนภาพกระแสไฟฟ้าในสมองของผู้หญิงและผู้ชายนี้ ทำให้สรุปได้ว่า สมองของผู้หญิงเหมาะกับทักษะทางสังคม และการจำสิ่งต่างๆดีกว่าผู้ชาย จึงทำให้ผู้หญิงสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ในขณะที่ สมองผู้ชายช่วยให้ประสาทการรับรู้ด้านต่างๆ และความสัมพันธ์ในการทำงานของอวัยวะต่างๆดีกว่าผู้หญิง

ราจินี เวอร์มา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย อธิบายว่า ตามหลักแล้ว สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่เกี่ยวกับตรรกะ การใช้เหตุผล ส่วนสมองซีกขวาจะเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ดังนั้น ถ้างานไหนที่ต้องใช้ทักษะทั้งสองด้าน ผู้หญิงจะทำได้ดีกว่า และผู้หญิงมีความคิดริเริ่มและการจดจำที่ดีกว่า เนื่องจากสมองทั้งสองซีกของผู้หญิงทำงานเชื่อมโยงกันมากกว่า ขณะที่เชฟและช่างทำผมที่ดี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย เนื่องจาก ผู้ชายมีประสาทการรับรู้ที่ดีกว่า และผู้ชายมักเล่นกีฬาเก่งกว่า เพราะควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีกว่า

นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของสมองของผู้หญิงและผู้ชายจะมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ในวัยเด็กจนถึงอายุประมาณ 13 ปี และจะเริ่มทำงานแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้นในช่วงอายุ 14-17 ปี

จากการศึกษาเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าในสมองของหญิงชายที่มีสุขภาพจิตดี นักวิทยาศาสตร์ได้เห็น และเข้าใจการทำงานที่ปกติของสมองทั้งสองเพศในช่วงวัยต่างๆมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงหวังว่า อีกไม่นาน จะสามารถหาคำตอบได้ว่า การทำงานที่ผิดปกติของกระไฟฟ้าในสมองจะทำให้เกิดความผิดปกติทางสมอง อย่างโรคจิตเภท หรือโรคซึมเศร้าหรือไม่

Credit  http://www.voicetv.co.th/