เด็กทีวี เรียนเหนื่อย แต่ก็สุขใจ !!

ORNVERA ASSAWATERAKIAT
TV MAJOR ENTERTAINMENT MEDIA
Mahidol University International College
ก็จะได้เรียนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเรื่องเกี่ยวกับสตูดิโอ ทั้งด้านการบันเทิงและการสื่อสาร อาจจะเป็นการทำละคร 1 เรื่องหรือการทำสารคดี โดยเราไม่ใช่ว่าเราจะเรียนเป็นแต่ทฤษฎีนะ เราจะต้องทำเป็นทุกอย่างทุกขั้นตอน ใช้เครื่องมือเป็นทุกชนิด
วิชาที่เราจะได้เรียน
TV Technic วิชานี้เราก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทุกชนิด กล้องแต่ละแบบมีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง ต่อมาก็จะเป็นองค์ประกอบการถ่ายจะต้องจัดแสงอย่างไร ต้องจัดองค์ภาพอย่างไร เอาคนไปไว้ตรงไหนถึงจะได้ภาพออกมาดูดี รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษากล้องดูค่ะ ต่อมาก็Camera : Studio Base หลักจากเราเรียนเรื่องกล้องมาแล้วเราก็จะเรียนถึงการทำงานใน Studio ว่าการทำงานในนี้จะต้องใช้กล้อง 2-3 ตัวขึ้นไปเราจะต้องจัดการวางองค์ประกอบอย่างไรบ้าน
หลังจากนั้นเราก็จะต้องเรียนรู้หน้าที่ของแต่ฝ่ายในกองถ่าย ทั้ง ผู้กำกับ , ผู้ประสานการทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง , ผู้กำกับเวที หลังจากนั้นเราก็จะได้เรียนเกี่ยวกับเบื่องหลังมากขึ้นก็เช่น Production Design โดยอาจารย์จะให้ โจทย์มาว่าจะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง จะต้องจัดสถานที่อย่างไร ตัวละครเป็นอย่างไร เหมือนกับว่าเราได้อ่านบทแล้วเราก็ต้องแปลออกมาเป็นชิ้นงาน สำหรับ Project ใหญ่ที่เคยทำ มีโจทย์ให้มา 5 หน้า แต่เราจะต้องแปลงออกมาถ่ายเป็นภาพ ภายใน 3 นาที อันนี้เราก็จะต้องทำทุกอย่างเลย หุ หุ และยังได้เรียนวิชา พวกเขียนบท รวมไปถึงวิชาที่ว่าด้วยการแสดง แม้หน้าตาไม่ให้ก็ต้องเรียน 55 อันนี้ที่เล่ามายังแค่น้ำจิ้มนะ ลองเข้ามาเรียนกันนะ
เรียนหนัก จริงหรอ !!??
ก็ถ้าใครสนใจด้านนี้จริง ๆ คิดว่าเรียนสายอาร์ตมันง่าย คิดผิดอย่างแรง เวลาตอนทำ Project ถ้าคิดอะไรตื้นมาส่งอาจารย์ก็จะโดนอาจารย์ตอกกลับ อย่างแรง 55+ และคนที่เรียนในสายนี้ขอบอกว่าเราต้องใช้เวลาเยอะมาก สมมุติว่าเราต้องกาผลงาน 15 นาทีแต่กว่าจะมาเป็นผลงานแค่ 15 นาที นั้นเราใช้เวลาถ่ายทำบางครั้งถึง 1 วัน ก็อย่างเมื่อคืนต้องทำรายงาน นอนตี 2 ตื่น 6 โมงมาเรียนต่อ ถ้าไม่รักจริงไม่แนะนำ แต่ถ้าคนไหนชอบ พอได้ทำงานถึงจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข
Team Work
การถ่ายทำผลงานชิ้นหนึ่งเราจะต้องเตรียมงานทุกอย่าง อย่างหนูเองเคยถ่ายทำงานที่ โรงเบียร์แห่งหนึ่ง เราก็ต้องติดต่อขออนุญาติเอง และเราก็ต้องมากระจายงานให้เพื่อนๆ คนนี้เป็นกล้อง คนนี้เป็นพิธีกร คนนี้ดูแลเรื่องเสียง และเราก็ต้องประสานงานกับทั้งอาจารย์ของเราเอง
ค่าใช้จ่าย
ก็ของคณะหนูเองก็กึ่งๆบังคับ ทุกคนต้องใช้ Macbook Pro แต่ก็ยังดีที่ว่าได้มาในราคานักศึกษาหุหุ และเราก็ต้องมีกล้องเป็นของตัวเองด้วยเพราะ Project เราชิ้นใหญ่
“หนูไม่อยากบอกค่าเทอมกลัวไม่มีคนมาเรียน”
“บอกมาได้เลยครับยิ่งไม่บออกยิ่งอยากรู้ 55”
วิชา Lab ก็ 2 หมื่นกว่า ราคาต่อเทอมก็แสนสาหัส เพราะตกเทอมละเป็นแสนเลย ก็แต่เมื่อเราจ่ายค่าเทอมแสนสาหัสไปแล้ว อุปกรณ์ที่ MUIC ขอบอกว่าทันสมัย 5555+ แต่อาจารย์ก็บอกมาว่ามันไม่ได้อยู่ที่กล้อง มันอยู่ที่ฝีมือคุณด้วย แป่ว !!
จบไปแล้วทำงานอะไร
ก็ทุกอย่างที่เกี่ยวกับในทีวี เพราะทั้งแต่เราเรียนเค้าก็สอนให้เราทำเป็นทุกอย่างในกองถ่าย ทักผู้กำกับ นักแสดง ตัดต่อ ถ่ายทำ เราเรียนทุกอย่างทั้งแต่เป็นลูกน้องเค้าจนเป็นหัวหน้าเค้าได้ โดยตอนปี 4 ก็จะมีให้ไปฝึกงานทาง MUIC ส่งเราไปฝึกงานตามที่ต่างๆ 3 5 7 9 11 13 อ๋อ 13 ไม่มีนะอิอิ อันตรงจุดนี้ก็จะทำให้เรามีประสบการณ์ถ้าผลการฝึกงานดีการเข้าทำงานที่ต่างๆก็ไม่ใช่เรื่องยาก ล้วนแล้วแต่ความสามารถส่วนบุคล ที่ MUIC ก็มีไปฝึกงานต่างประเทศแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่ราคาก็ถูกกว่าปกติมาก
ความรู้สึกก่อนเข้า กับเมื่อได้เรียนแล้ว
“ทำไมงานเยอะจัง !!”
ตอนแรกก็รู้ว่ามันเยอะนะครับแต่ไม่คิดว่ามันจะเยอะขนาดนี้ แต่เราได้ทำงานถึงแม้เราจะเหนื่อยแต่ก็สนุกกับงาน และเมื่อผลงานของเราเสร็จออกมา เราก็ภูมิใจ เมื่อเรานำผลงานแรกๆที่เคยได้ทำ และผลงานล่าสุดก็เห็นถึงการพัฒนาของเรา แบบว่าดีใจมาก เราทำได้ เหอะ ๆ
สอบเข้า MUIC
ก็นอกจาก ภาษาที่ยากแล้วก็ต้องมีสอบพิเศษสำหรับคณะนี้ โดยข้อสอบสมัยนี้ก็จะเป็น มีภาพมาแล้วให้น้องๆเรียงมาแล้วมาเล่าเป็นเรื่อง อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับดวง และความคิดสร้างสรรค์ว่าเราจะผูกเรื่องอย่างไร โดยรูปมีให้ประมาณ 10 รูป ต่อมาก็จะมาเจอสัมภาษณ์ด่านต่อไป

