เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
รากเดิม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏคือโรงเรียนฝึกหัดครู เป็นระบบการเรียนการสอนเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่เป็นวิชาเมื่อเรียนสำเร็จแล้วได้รับประกาศ นียบัตรวิชาการศึกษา(ป.กศ.) ออกไปประ กอบอาชีพครูประถมศึกษาได้ทันที
ต่อมาเมื่อมีการปรับสถานภาพ ขึ้นเป็นวิทยาลัยครู เพิ่มการเรียนการสอนขึ้นไปถึงระดับอนุปริญญา เมื่อสำเร็จแล้วได้รับประ กาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) ออกไปประกอบอาชีพครูมัธยมศึกษาเป็นรายวิชา เพราะในระดับนี้มีการเรียนวิชาเอกและวิชาโท
ต่อมา ปรับสถานภาพอีกครั้งหนึ่ง ให้วิทยาลัยครูเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญา และเพิ่มหมวดวิชานอกเหนือจากวิชาครูอีก 3 สาขาวิชา หลังจากเพิ่มรายวิชาในระดับปริญญา การจะเป็นวิทยาลัยครูต่อไป ทำให้ผู้ที่เข้าเรียนสำคัญผิดว่าวิทยาลัยครูมีการเรียนการสอนเฉพาะผู้ที่จะ ไปเป็นครู เพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาที่ประสิทธิ์ประสาทปริญญาบัตรในระดับอุดมศึกษา จึงได้รับพระราชทานให้ปรับเปลี่ยนชื่อเป็น "สถาบันราชภัฏ"
การ เรียนการสอนวิชาครูแต่เดิมจึงเป็นคณะครุศาสตร์ หรือวิชาการศึกษา หรือศึกษาศาสตร์ คณะหนึ่งในสถาบันที่ภายหลังสถาบันราชภัฏทุกแห่งปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย เพื่อให้เปิดการเรียนการสอนได้มากรายวิชาขึ้น และเพิ่มพูนการเรียนการสอนจากปริญญาตรีขึ้นไปถึงปริญญาเอกได้เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยทั่วไป ซึ่งในต่างประเทศมีหลายมหาวิทยาลัยที่เติบโตขึ้นมาจากวิทยาลัยครู
เฉพาะ การเรียนการสอนวิชาครูในคณะครุศาสตร์ ซึ่งมีจำนวนนักศึกษาน้อยกว่า คณะอื่น เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะนักศึกษาวิชาครูต้องเรียนถึง 5 ปี เพื่อให้เป็นวิชาชีพเช่นเดียวกับวิชาชีพบางสาขา ทั้งต้องมีการออกไปปฏิบัติคือฝึกสอนใน 1 ปี ซึ่งเมื่อก่อนต้องออกฝึกสอน 1 ภาคเรียน จึงจะครบถ้วนตามหลักสูตรในการเรียนวิชาครูปัจจุบันเป็นหลักสูตรที่ระบุสาขา วิชาไว้ชัดเจน คือปฐม วัยศึกษา ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งในส่วนของมัธยมศึกษาจะเป็นการเรียนในวิชาเอกเฉพาะเพื่อไปสอนตามรายวิชา ที่เรียน
หยิบยกเรื่องการเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์ขึ้นมา เพราะเมื่อวันพฤหัสบดีก่อนในหน้าเดียวกันนี้มีรายงานพิเศษเรื่อง สสวท. แนะครูใช้สื่อใกล้ตัวสอนเด็ก จึงขอนำมาขยายความเพิ่มเติม
สสวท. คือ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ของผู้สอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ใน 10 จังหวัดนำร่อง โดยดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2550
ในรายงาน ดร.สุพจน์ สีบุตร อาจารย์จากภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญของโครงการบอกถึงการนำสื่อการเรียนการสอนที่ มีจำกัดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร เช่น วิชาคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องของกิจกรรมที่ครูมักจะบ่นว่าไม่รู้จะจัดกิจกรรมอย่างไรดี ว่าการเรียนคณิตศาสตร์มีกิจกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น ให้เด็กไปซื้อของแล้วสอดแทรกเนื้อหาคณิศาสตร์เข้าไปซึ่งเด็กก็ชอบ เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมที่ดีอยู่แล้ว
ดร.สุพจน์ให้ความเห็นว่า ในมุมมองของครูหลายคนมักเข้าใจว่า สื่อการสอนที่ดีต้องเป็นสื่อการสอนที่ทันสมัย สื่ออิเล็กทรอ นิกส์ น่าจะเป็นสื่อที่ดีที่สุดที่นักเรียนน่าจะได้เรียนรู้เทียบเท่ากับโรงเรียน ใหญ่อื่นๆ แต่ที่จริงสื่อซึ่งอยู่รอบตัวในโรงเรียนง่ายๆ เป็นสื่อที่ดีที่สุด เพราะเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันใกล้ตัวเด็ก ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งแตกต่างจากสื่อแปลกปลอม เช่น สื่อ IT ที่ไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตของเขา
"แทนที่ครูจะมองสื่ออื่นๆ ไกลตัว ก็ควรหันมามองสื่อรอบๆ ตัวที่เกี่ยวข้องกับบริบทจริงในโรงเรียนหรือชุมชน จะเป็นสิ่งที่ดีกว่า และเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือการเชื่อมโยงเนื้อหาให้เข้ากับชีวิตประจำวัน และการปรับใช้กับสิ่งรอบตัวเด็ก จะเกิดประ โยชน์กับตัวเด็กมากกว่า ทำให้เด็กเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น" ดร.สุพจน์สรุป
มหาวิทยาลัย ราชภัฏแต่ละแห่งย่อมมีบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงสมควรนำความคิดนี้ไปปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับนักศึกษาวิชาครูต่อไป