เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนไป โรครุมโลกไม่หยุดหย่อน ยิ่งวันนี้ข่าวคราวการคุกคามและแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้น เพราะสัตว์ทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ และถือเป็นตัวนำและแพร่เชื้อมาสู่คนได้ ซึ่งโรคติดเชื้อในคน 70-80 เปอร์เซ็นต์ มาจากโรคติดเชื้อในสัตว์ และในจำนวนนี้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคที่มาจากสัตว์ป่า ฉะนั้นเราจะมีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ อย่างไรก็ดีโรคในคนจะควบคุมไม่ได้เลยถ้าไม่มีสัตวแพทย์ร่วมด้วย ดังนั้นสัตวแพทย์คือวิชาชีพหนึ่งที่จะช่วยดูแลมนุษย์ผ่านทางการดูแลสุขภาพสัตว์ที่ดีนั่นเอง
       
       ครั้งนี้ “Life On Campus” มีโอกาสพูดคุย กับ รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร นายสัตวแพทย์ชื่อดังจากม.มหิดล ผู้สามารถรักษาสัตว์ได้ทุกชนิด ทั้งนก ลิง สัตว์เลื้อยคลาน เรื่อยไปจนถึงช้าง เพื่อจะมาให้มุมมองและบอกกล่าวถึงอาชีพสัตวแพทย์ และสิ่งที่นักศึกษาสัตวแพทย์ต้องเจอะเจอตลอด 6 ปีก่อนจะไปเป็นผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ
 
       **สถานการณ์สัตวแพทย์
       รศ.น.สพ.ปานเทพ บอกถึงสถานการณ์ความต้องการสัตวแพทย์ในประเทศไทยว่า สัตวแพทย์เป็นคณะที่ยังนิยมในหมู่นักศึกษาอยู่ โดยภาพรวมถือว่าไม่ขาดแคลน แต่ในจำนวนนี้เลือกที่จะเป็นหมอสัตว์เลี้ยงมากกว่า ทำให้ลักษณะงานบางอย่างขาดแคลน เช่น นักวิจัยสัตว์ทดลอง ในสาขาการผลิตอาหารสัตว์ แพทย์สัตว์ป่า สัตว์น้ำ และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ แต่ประเทศไทยยังไม่มีบุคลากรที่จะเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์นี้อย่างเพียงพอ
       
       “จำนวนคนที่เข้ามาเรียนถือว่าไม่ขาดแคลน จะมีบางสาขาเท่านั้นที่ขาดแคลน บางลักษณะงานก็มีมากหรือน้อยเกินไป เช่น สัตวแพทย์สัตว์เลี้ยงมีค่อนข้างมากเพราะเด็กทุ่มเรียนตรงนั้นมาก ซึ่งจะขาดแคลนในแขนงงานวิจัย การแปรรูปอาหาร สัตว์น้ำ เรื่องการเรียนการสอนมีน้อยลง คนทำงานก็น้อยลง”
       
       นายสัตวแพทย์ชื่อดัง บอกว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้สาขาเหล่านี้มีคนเรียนน้อยเพราะงานวิจัยในบ้านเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสัตวแพทย์เท่าที่ควร ทำให้นักศึกษาไม่มั่นใจว่าการเป็นนักวิจัยหรือการทำงานเพื่อสนับสนุนงานวิจัยนั้น มีโอกาสเติบโตในสายงานมากน้อยเพียงใด และส่วนหนึ่งยังอาจเข้าใจผิดว่าหมอสัตว์ต้องรักษาแต่เพียงสัตว์เท่านั้น ไม่สามารถเป็นอะไรได้มากกว่านี้ ทั้งที่ความจริงตลาดที่รองรับสายงานนี้กว้างมากกว่าที่คิด
 
รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร
       “ประเทศเรากำลังพัฒนาซึ่งเริ่มผลิตยาเอง และมีการทดสอบในสัตว์ งานวิจัยจำเป็นจะต้องมีสัตวแพทย์เกี่ยวข้องอย่างมาก แต่กลับถูกมองข้าม เมื่ออุปสงค์ไม่มี อุปทานจึงไม่เกิด เด็กจึงเหทิศไปเป็นสัตวแพทย์สัตว์เลี้ยงเสียหมด นั่นเพราะบ้านเรายังขาดการเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของสัตว์และคน ส่วนใหญ่มุ่งแต่รักษาแต่คนซึ่งเป็นปลายเหตุ หรือไม่ก็มีแต่หมอที่นั่งรอแต่จะรักษาสัตว์โดยไม่คำนึงถึงการนำโรคไปสู่คน ยังมีส่วนน้อยที่เข้าใจว่าการรักษาสัตว์ให้สุขภาพดีนั้น เป็นการช่วยป้องกันโรคให้คนด้วย” รศ.น.สพ.ปานเทพ ให้ภาพ
       
       **เตรียมเป็นหมอสัตว์
       ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดอาชีพ อะไรเป็นสิ่งที่เด็กสัตวแพทย์ต้องเจอะเจอในรั้วมหาวิทยาลัย ศ.น.สพ.ปานเทพ ในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาแพทย์จนตอนนี้เป็นอาจารย์หมอแล้ว ให้คำตอบว่า เมื่อเข้ามาในคณะสัตวแพทย์ศาสตร์แล้ว ต้องเริ่มเรียนรู้สัตว์ทุกชนิด โดยมีเกณฑ์ไม่ต่างจากหมอคน คือ เรียนพื้นฐาน 6 ปี แล้วค่อยไปหาความเชี่ยวชาญทีหลัง
       
       “คนที่จะมาเรียนต้องไม่รังเกียจสัตว์ มีความอ่อนโยน เมตตา มีความเข้มแข็งและแข็งแรงพอสมควร เพราะจะต้องมีการจับ ควบคุมสัตว์ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนขนาดใหญ่ เล็กที่สุดก็ต้องมีความอ่อนโยน ขนาดใหญ่ก็ต้องมีความแข็งแรง เช่น ปศุสัตว์ หรือสัตว์ป่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องมีความทุ่มเท ตั้งใจ เพราะว่าเราเลือกเรียนเฉพาะชนิดไม่ได้ เราต้องเรียนพื้นฐานสัตว์ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มนั้นๆ ก็จะต้องรู้จักที่จะเปรียบเทียบ หาจุดเด่นที่จะจดจำหรือนำไปประยุกต์ใช้ในวิชาชีพ”
       
       ส่วนเหตุการณ์ที่นักศึกษาแพทย์ในคณะสัตวแพทย์ต้องเจอคือการทำเมตตาฆาตหรือในทางแพทย์เรียกว่าการุณฆาต เป็นการทำให้สัตว์จากไปอย่างสงบ ปราศจากความทุกข์ทรมาน ทุรนทุรายโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพราะหัวใจของการเป็นสัตวแพทย์ก็คือ มุ่งให้เกิดสวัสดิภาพทั้งกายและใจแก่สัตว์ ดังนั้นการเจ็บปวดทรมานจะต้องไม่เกิดขึ้น การทำเมตตาฆาตก็เท่ากับเป็นการทำให้สัตว์หลับอย่างสบายโดยไม่ต้องทรมาน ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมของนักสัตวแพทย์
       
       “คนเป็นสัตวแพทย์ต้องรู้ ถ้าถึงจุดหนึ่งที่เราดูแลรักษาไม่ได้เราต้องเป็นคนพิจารณาว่าสัตว์ตัวนั้นจะต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปหรือไม่ คืออำนาจหน้าที่ เป็นเกียรติของสัตวแพทย์ในการพิจารณาชี้ขาดทำเมตตาฆาตในสัตว์ เพราะการปล่อยให้สัตว์ทนทุกข์ทรมานต่อไปถือว่าผิดจรรยาบรรณของหมอสัตว์ เพราะฉะนั้นสัตวแพทย์จะต้องเจอสิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็นหลักเกณฑ์หนึ่งในการเรียน ทุกคนต้องทำ และต้องทำให้ได้”
 

       **อดทนเข้าไว้
       การเรียนสัตวแพทย์ไม่ใช่เรื่องสนุก หรือฟังแล้วขำๆ ยิ้มๆ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความรับผิดชอบอย่างสูงสุด แต่อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์อันพึงประสงค์ในทัศนะของ ศ.น.สพ.ปานเทพ จะต้องเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี สื่อสารกับคนได้เพราะต้องสื่อสารแทนสัตว์ บอกอารมณ์และความต้องการของสัตว์ได้ ต้องเข้มแข็งและอดทนเพราะต้องเจอกับเจ้าของสัตว์สารพัดรูปแบบ
       
       “ต้องพูดแทนสัตว์ได้ ต้องเข้มแข็ง ทนเรื่องเหนื่อยกายและเหนื่อยใจได้คงพอๆ กัน ต้องเจอกับเจ้าของสัตว์ที่คิดต่อสัตว์แตกต่างกันไป เพราะบางคนไม่ได้รัก บางคนก็คิดแต่เรื่องเงินทอง บางคนก็ใช้แต่อารมณ์ไม่ใช้เหตุผล คุณจะเรียนเก่งหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุด เรื่องเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้ ถ้าขยันหมั่นเพียรและรักที่จะแสวงหาความรู้ โดยต้องไม่ลืมว่าต่อไปเราจะไม่ได้รักษาแค่สัตว์อีกต่อไปแล้ว เพราะโรคที่เกิดกับคนหรือสัตว์ในอนาคตสัตวแพทย์ต้องเข้าไปเอี่ยวด้วย” ศ.น.สพ.ปานเทพ ทิ้งท้าย


Credit  Manager