พลพัฒน์ อัศวประภา Personal Stylist คนแรกของไทย
๐ จาก 'พลพัฒน์ อัศวประภา' ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นระดับแถวหน้าของไทย ๐ ตอบคำถามบทบาทและคุณค่าที่แท้จริงของงาน ๐ เปลี่ยนแฟชั่นจากเรื่องโง่ๆ กลายเป็นเรื่องฉลาดๆ ได้อย่างไร 'พลพัฒน์ อัศวประภา' Personal Stylistคนแรกของไทย ปัจจุบันกลายเป็นไอดอลของเด็กรุ่นใหม่ที่หลงใหลในแฟชั่น เขากลับเมืองไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพื่อมารับช่วงธุรกิจของครอบครัว ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้ามานานกว่า 30 ปี แต่เพราะในตอนที่อยู่นิวยอร์กมีโอกาสได้ร่วมงานกับนิตยสารหลายฉบับ เพราะเรียนจบและมีประสบการณ์ด้านแฟชั่น เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงได้เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องแฟชั่นในนิตยสารต่างๆ แต่จุดเปลี่ยนมาจากเมื่อศูนย์การค้าสยามพารากอนต้องการมี Personal Stylist หรือที่ปรึกษาด้านการแต่งกาย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย เพราะ Fashion Stylist ที่มีอยู่นั้นทำงานให้กับนิตยสารและทีวี เป็นการแต่งให้กับนางแบบหรือการถ่ายแบบในลักษณะของ mock up ซึ่งเป็นงานแบบOne Way แตกต่างกับPersonal Stylist ที่แต่งตัวให้กับคนที่ต้องการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ และใช้ได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นงานแบบReal Way เพราะคนที่มาปรึกษามีส่วนที่ต้องการจะแก้ไขปรับปรุง หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนลักษณะการแต่งตัวเมื่อเปลี่ยนสายงาน เช่น จากทำด้านการเงินมาเป็นงานด้านบันเทิง หรือกำลังจะกลับมาทำงานอีกครั้งหลังจากไปเลี้ยงลูกมา 3-4 ปี หรือมีงานอีเว้นต์ที่มีความเป็นทางการมาก หรือต้องไปงานกาล่าดินเนอร์ซึ่งไม่เคยไปมาก่อน ฯลฯ |
|||
เขาบอกว่า หลังจาก 4 ปีแล้วที่เริ่มบุกเบิกให้กับสยามพารากอน การทำงานในตอนนี้ในส่วนของการรับลูกค้าเป็นรายบุคคลนั้นน้อยลงไป แต่งานที่ยังคงรับบทบาทมากคือในแต่ละฤดูกาลหรือช่วงที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกค้าวีไอพีมาอบรม เพราะสยามพารากอนมีทีม Personal Stylistและมีงานที่องค์กรต่างๆ ต้องการให้ไปพัฒนาบุคลิกภาพของพนักงานมากขึ้น และกำลังจะทำรายการทีวีเกี่ยวกับแฟชั่นเพื่อให้ความรู้อย่างมีสีสัน การที่คนทำงานแฟชั่นหลุดโลกเพราะต้องใช้จินตนาการและความเพ้อฝันสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี แต่ในการทำงานศิลปะเชิงพาณิชย์จำเป็นต้องคำนึงถึงงานที่ออกมาแล้วจับต้องได้และใช้ประโยชน์ได้ เช่น การออกแบบเสื้อผ้าต้องทำเพื่อโชว์บนคนจริงและสวมใส่ได้จริง ไม่ใช่บนหุ่น หรือคนที่มีรูปร่างเป็นนางแบบเสมอไป เช่น ผู้หญิงทำงานทั่วไปต้องตื่นเช้า ทำอาหารให้ลูก ต้องไปส่งลูก ต้องทำงานถึงดึก ไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันไม่มีเวลามาสนใจการแต่งตัวมากนัก เพราะฉะนั้น ในบทบาทของ Personal Stylistต้องรู้ว่าในชีวิตจริงควรจะจัดการให้ไลฟ์สไตล์ของคนกับแฟชั่นไปด้วยกันได้อย่างไร ซึ่งในบริบทของผู้หญิงคนหนึ่งนั้นอาจจะมองไม่เห็นว่าสามารถใส่เสื้อแบบนี้ได้เลย เป็นหน้าที่ของPersonal Stylistที่จะตอบโจทย์หรือหาความสมดุลของความสวยงามและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน “เราเป็นเหมือนหมอ เพราะเคยมีผู้หญิงที่บอกว่าไม่เคยรู้สึกสนุกกับแฟชั่นหรือแต่งตัวเลย แต่เมื่อเจอเราจุดประกายให้เขาสนใจแฟชั่นในแบบใหม่ๆ สิ่งที่เราทำคือต้องเริ่มจากการอุ่นเครื่อง เพราะคนที่จะแต่งตัวแล้วมีความสุขได้ต้องรู้สึกมีความสุขกับตัวเองก่อน แต่คนไทยบอกตรงๆ ไม่ได้ ต้องบอกให้ลองปรับเปลี่ยนหรือใส่แบบนั้นแบบนี้ ให้รู้สึกพอใจกับตัวเอง ต้องบอกว่าคนที่ดูดีได้ไม่ได้จำเป็นต้องมีรูปร่างมาตรฐาน ถึงจะอ้วนไป เตี้ยไป ก็ยังเป็นที่ชื่นชมของคนเวลาแต่งตัว เทคนิคที่ใช้ได้ผลเสมอคือมักจะบอกให้ทดลองใส่ก่อน เพราะเมื่อลองแล้วสวยจะตอบรับดี เพื่อจะทำลายกรอบที่แต่ละคนเคยมี คือ ชุดแบบนั้นแบบนี้ใส่ไม่ได้ เพราะคิดว่าใส่แล้วไม่สวย” ๐ เจาะแก่น-กรอบแนวคิด หลายคนมักจะคิดว่าการแต่งตัวเป็นเรื่องโง่ๆ ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่อันที่จริงจะแต่งแบบฉลาดๆ ก็ได้ เพราะการแต่งตัวนั้นเป็นการสะท้อนภาพของตัวเอง และการไม่ตกเป็นทาสของแฟชั่นเกินไป เพราะรู้จักตัวเองว่าอะไรที่เหมาะสม ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าคนที่แต่งตัวเก่งๆ มีภาพที่ชัดเจนของตัวเอง บางทีใส่ของแบบง่ายๆ ไม่ต้องแพง แต่วิธีที่ผสมผสานออกมาดูดี เห็นตัวตนชัด “สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พยายามผลักดันให้คนไทยได้เห็น เราเป็น Personal Stylist เราไม่เร้าให้ลูกค้าใส่ของที่ดูไม่เหมาะกับตัวเขาเอง เราไม่ได้ทำงานแบบตีหัวเข้าบ้าน แต่อยากให้เขากลับมาใช้บริการเราอีก ไม่ได้อยากให้เขาซื้อของแพงๆ เพื่อเราจะขายได้มากๆ แต่ให้ไว้ใจกับคำแนะนำที่ให้ไป” กรอบแนวคิดการมองโลกแฟชั่นของเขาคือการมองแบบ practical และ realistic คือเป็นไปได้จริง เพราะการเติบโตที่นิวยอร์กซึ่งเชื่อในสิ่งที่เป็นไปได้จริง เพราะฉะนั้น กับงาน Personal Stylist จึงต้องให้ของที่ลูกค้าซื้อไปสามารถใช้ได้จริงในระยะยาว และสามารถผสมผสานกับวิถีชีวิตของเขา ไม่ใช่ใช้แล้วรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้น Personal Stylistต้องคิดแทนลูกค้า ซึ่งก่อนที่ลูกค้าจะได้รับคำปรึกษา เขาต้องกรอกแบบสอบถามยาวมาก เช่น สัดส่วน เสื้อผ้าแบบที่ไม่ชอบ ไม่ใส่ยี่ห้ออะไร เพราะอะไร งบประมาณที่จะใช้ จุดประสงค์ในการมารับคำแนะนำ ฯลฯ เพราะต้องทำความรู้จักกับลูกค้าให้มากที่สุดก่อนที่ลูกค้าจะมาจริง |
|||
แต่คนไทยมักจะกรอกแบบสอบถามในสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองเป็นจริงๆ เพราะฉะนั้น ก่อนที่ลูกค้าจะมาจำเป็นต้องไปเลือกของมาไว้ที่เดียวกัน และต้องใช้เวลาอีกครึ่งวันเพื่อไปเดินหาของและหมายตาเอาไว้ก่อน เพราะการมาเจอกันแค่ 3-4 ชั่วโมงถือว่าน้อยมาก และต้องอ่านที่ลูกค้ากรอกและดูว่าสิ่งที่กรอกกับสิ่งที่เป็นตรงกันหรือเปล่า อาจจะต้องคิดใหม่หมด เพราะฉะนั้น ความเป็นไปได้เป็นสิ่งสำคัญ
Credit ผู้จัดการรายสัปดาห์ |
|
พลพัฒน์ อัศวประภา Personal Stylist คนแรกของไทย |
|
|
โพสต์เมื่อ
16/07/2010 23:13
|
0
|
|

