กิจกรรมแจกหนังสือครั้งที่ 2 : นิติศาสตร์



  

ภาพ 1.  จงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง  “คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย”

 

ภาพ 2. รูปจากปกหนังสือ เป็นรูปใคร  และมีความสำคัญ ต่อกฎหมายของไทย อย่างไร?

 

ภาพ 3    ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า  “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม” จงแสดงความคิดเห็น

 

สุดท้ายขอขอบคุณ  ครอบครัวน้องมีนา  มีช่วยกันคิดคำถาม และสนับสนุนของรางวัลในครั้งนี้ด้วยครับ

credit : http://webboard.campus.sanook.com/forum/?topic=3134681

3228

เข้าชม

39

ตอบกลับ

กิจกรรมแจกหนังสือครั้งที่ 2 : นิติศาสตร์

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 10:11 | 0

ตอบคำถามข้อที่ 2

บุคคลในรูปภาพ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย                                                                                  -  เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ทางด้านกฎหมายไทยเป็นอย่างมาก ทรงจัดทำกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายไทยฉบับแรก ซึ่งถือเป็นต้นแบบกระบวนกฎหมายอาญา                   

-  ทรงเห็นว่าประเทศไทยนี้ต้องมีผู้รู้กฎหมายมากขึ้น จึงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2440 เป็นการเปิดการเรียนการสอนกฎหมายครั้งแรก

-   ทรงเปิดให้มีการสอบไล่เนติบัณฑิต

-   ทรงทำให้ ระบบกฎหมาย และศาลยุติธรรม ของประเทศไทยเจริญก้าวหน้า ทัดเทียมกับอนารยประเทศ

        ประชาชน ต่างขนานพระนามว่า "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" และกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็น "วันรพี" เพื่อให้ บรรดานักกฎหมาย ได้มีโอกาส แสดงความระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 12:50 | 0

ตอบคำถามข้อ 1 ค่ะ คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมายหลักๆ คือ

1 นักกฎหมายต้องเคารพกฎหมาย คือนักกฎหมายต้องปฏิบัติตามกฎหมายเพราะหากนักกฎหมายไม่เป็นแบบอย่าง คนทั่วไปในสังคมก็จะมองว่าแม้นักกฎหมายยังไม่ปฏิบัติตามเลย

2 นักกฎหมายต้องกล้าแสดงความคิดเห็นของตนที่ได้พิจารณาแล้วว่าถูกต้อง เพราะหากนักกฎหมายไม่กล้าที่จะแสดงความเห็นที่ถูกต้อง ยอมให้คนผิดลอยนวลแล้วจะมีกฎหมายมาควบคุมสังคมทำไม

3 นักกฎหมายต้องมีใจเป็นธรรม ไม่โอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เพราะหากนักกฎหมายไม่ยุติธรรมแล้วจะเป็นผู้ตัดสินความถูกต้องได้อย่างไร

     ขอบคุณค่ะ ^^

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 12:58 | 0

ตอบคำถามข้อ 3 ครับ

กฏหมายคือลมหายใจของสังคม

การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มสังคมนั้น แต่ละคนมีความต้องการ ความคิด การกระทำที่แตกต่างกัน ย่อมเกิดความขัดแย่งขึ้นในสังคม กฎหมายจึงมีขึ้นเพื่อบัญญัติให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ดังนั้นถ้าไม่มีกฎหมายใช้ผู้ควบคุมคนในสังคม แน่นอนว่าต้องเกิดความแตกแยก จึงเปรียบได้ว่ากฎหมายคือลมหายใจของสังคม

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 14:34 | 0

นักกฎหมายต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในเรื่องความยุติธรรมอย่าเห็นถูกเป็นผิดหรือใช้กฎหมายช่วยเหลือคนที่เรารู้จักหรือสนิทสนมกับเราให้เป็นในทางที่ถูก ต้องมีความเป็นกลาง ความเป็นจริง โดยสามารถใช้กฎหมายในการแจกแจงได้ว่าคุณทำผิดมาตราไหน มีวาทศิลป์ในการพูด

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 17:02 | 0

ข้อตอบข้อที่  ภาพ 1.  จงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง  “คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย”  ครับ ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าคุณธรรมกับจริยธรรมหมายถึงอะไรครับ คุณธรรมเนียะก็ประมาณว่า การทำความดี ปฏิบัติสิ่งที่ดีตามสภาพที่สังคมทั่วไปเห็นว่าถูกต้อง เช่นผมเจอกระเป๋าเงินตกก็ส่งคืนให้เจ้าของซะก็ถือเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง อะไรประมาณนี้ ส่วนจริยธรรมเนียะ(คิดถึงวิชาจริธรรมตอนเช้าถึนมา= =) ก็อาจประมาณว่าการปฏิบัติตามหลังศาสนาของเราๆอย่างเช่นห้ามพูดปด ซึ้นคุณธรรมและจริยธรรมในความคิดของผมเป็นแบบนี้นะครับ      ดังนั้นนักกฎหมายต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรม  ทั้งนี้เพราะคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเปรียบเสมือนแนวทางที่นักกฏหมายต้องปฏิบัติภายใต้ขอบเขตนี้เพื่อยังความยุติธรรมสูงสุดแก่ทุกๆฝ่ายครับ

อันนี้ความเห็นของผมนะครับ= =...ขอบคุณครับ

 

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 19:38 | 0

นักกฏหมาย ที่ดีจะต้องมี ความโปร่งใสต่อบ้านต่อเมือง มีความซื่อสัตย์ สุจริต

ประพฤติตนตามกฎระเบียบ ไม่ใช่ยากทำไรก็ทำ

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 20:00 | 0

ข้อ 3

เห็นด้วย เหตุที่กฎหมายเป็นหัวใจของสัคมเพราะว่ากฎหมายทำให้สังคมมีระเบียบ แล้วทำให้คนในสังคมมัความสุข

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 20:19 | 0

ขอตอบข้อ 3 ครับ

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า  “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม”

 

"เห็นด้วย เพราะเหตุว่า กฏหมายนั้นคือสิ่งที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้ความเป็นไปในสังคมของมนุษย์นั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย  ผู้ใดฝ่าฝืนนั้นย่อมต้องได้รับการลงโทษ

ทุกๆคนนั้นต้องปฏิบัติตามกฏหมาย การที่จะคนที่ไม่รู้จักกัน มาอยู่ร่วมกันนั้น ทุกๆคนล้วน

มีความคิด ความอ่านที่แตกต่างกันไป  จึงต้องใช้ กฏหมาย เพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคม

มีความเสมอภาค ไม่ใช่ว่าเราอยากจะทำอะไรก็ทำ   ถึงแม้ว่าความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่

ก็ยังสามารถอยู่ด้วยกันได้ เพราะมีกฏหมายเป็นตัวกำหนดการกระทำและความต้องการ

ต่างๆของคน ให้อยู่ในมาตรฐานของสังคม จึงเปรียบได้ว่า กฏหมายนั้นเป็นลมหายใจของ

สังคม 

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 21:15 | 0
ตอบคำถามที่ 3 ค่ะ เห็นด้วย กับคำกล่าวที่ว่า"กฎหมายคือลมหายใจของสังคม" ชี้ชัดอยู่แล้วว่ากฎหมายที่บัญญัติขึ้นก็เพื่อจัดระเบียบของสังคมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ย่อมหมายถึงว่าบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายจะต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าจะมีความเห็นซึ่งหาตรงกันทุกคนไม่แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งจะเปรียบกฎหมายเป็นลมหายใจของสังคมเลยก็ว่าได้ เพราะ หากขาดกฎหมายแล้วบ้านเมืองย่อมขาดความเรียบร้อย ไม่มีความเสมอภาค นำมาซึ่งความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นเหตุให้ไม่สามารถอยู่ร่วมเป็นรัฐชาติเดียวกันได้
โพสต์เมื่อ 23/07/2553 21:25 | 0

แสดงความเห็นข้อที่ 3 ครับ "กฎหมายคือลมหายใจของสังคม"

 

ผมขอบอกว่าเห็นด้วย กับคำกล่าวที่ว่ากฎหมายคือลมหายใจของสังคมครับ แต่ผมไม่ขอระบุนะครับ ว่าลมหายใจดังกล่าวเป็นลมหายใจเข้า หรือ ลมหายใจออก ไอ้ลมหายใจเข้าส่วนมากก็จะเป็นออกซิเจน ที่เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ต่อการดำรงชีวิตต่ิอไป แต่ลมหายใจออกก็รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเลยแม้แต่นิด และนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจะบอกว่า กฎหมายนั้นออกมาโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่สังคมให้สิทธิ์เค้าเหล่านั้นเข้าไปเป็นตัวแทนในการสร้างกฎหมายขึ้นมา แต่ทว่ากฎหมายที่ออกมานั้น บางข้อก็เป็นลมหายใจเข้า แต่บางข้อก็เป็นลมหายใจออก ที่คนทั้งสังคมเอามาหายใจไม่ได้ นอกจากอมนุษย์ที่มีแต่ความโลภ หาแม้กระทั่งช่วงว่างของสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย เอาคาร์บอนไดออกไซด์มาหายใจ >>> ตายสักวันเถอะ....สาธุ

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 21:52 | 0

ขอเลือกตอบคำถามข้อที่ 1ค่ะ

"จงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง "คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย""

        เมื่อบุคคลใดหรือผู้ใดก็ตามที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "นักกฎหมาย"  จำเป็นต้องมีจริยธรรม และคุณธรรมเป็นคุณสมบัติร่วมด้วย  เป็นเพราะว่า  นักกฎหมายนั้นมีบทบาททางสังคมที่ค่อนข้างชัดเจน  มีจุดยืน  คือดำรงอยู่ในฐานะที่ยึดในความยุติธรรม และตัดสินความดีความชั่ว  สิ่งใดที่เป็นคุณ  สิ่งใดที่เปนโทษซึ่งนักกฎหมายต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้  รวมไปถึงต้องตัดสินชีวิตมนุษย์   แต่ถ้าหากเมื่อใดที่นักกฎหมายไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพแล้วนั้น  บุคคลในสังคงก็สามารถกล่าวได้ว่า "ผู้ที่ไม่ได้ยึดมั่นต่อคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพของตน   ย่อมไม่มีสิทธิที่จะตัดสินหรือชี้ชะตาผู้อื่นว่าผิดหรือถูกได้"   เป็นเพราะว่าการเป็นนักกฎหมายนั้น จำเป็นที่จะต้องมีความซื่อสัตย์  สุจริตในหน้าที่การงาน  คอยช่วยเหลือสังคม มีความยุติธรรม  ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  ต้องยึดมั่นและทำตามกฎหมายอย่างจริงจัง  จึงจะสามารถเป็นผู้ที่ประชาชนไว้วางใจและเชื่อมั่นในทุกการกระทำและคำพูดที่จะนำมาตัดสินชีวิตของประชาชนได้ค่ะ .

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 22:26 | 0

# ขอเลือกตอบคำถามข้อที่2 ค่ะ

     จากรูปที่ปกหนังสือ  เป็นรูปถ่ายของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ ท่านทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์  พระองค์ทรงเป็นบิดาแห่งกฎหมายไทย  พระองค์เป็นโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่5)   ประสูติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พศ.2417  ในวัยเยาวท่านได้ทรงศึกษาอยู่ที่พระตำหนักสวนกุหลาบและได้ไปศึกษาต่อ ณ เมืองลอนดอน  ประเทศอังกฤษ   ท่านได้มีความสนใจในเรื่องกฎหมาย  จึงเรียนต่อในชั้นอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด  และได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

       เมื่อท่านได้กลับมายังประเทศไทย  ท่านได้นำความรู้และประสบการณ์กลับมาแก้ไขกระบวนการยุติธรรมในประเทศ  ท่านได้ทรงจัดการปรับปรุงศาลยุติธรรม  ให้เป็นสากลมากขึ้น  รวมไปถึงการกำหนดเขต จัดตั้งศาลมลฑล  และศาลจังหวัดกระจายไปทั้งประเทศ

        ได้ทรงเป็นประธาณกรรมการการชำระกฎหมายขึ้น  ประมวลขึ้นมาเป็นประมวลกฏหมายอาญาฉบับของ  รศ. 127    รวมไปถึงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมาย และทรงสอนนักเรียนด้วยพระองค์เอง   

         พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส  เนื่องมาจากท่านทรงประชวรด้วยโรคมะเร็งบริเวณไต  (พระวักกะ) และได้สิ้นพระชนม์ในวันที่ 7สิงหาคม 2463

         พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักด์ทรงมีความเมตตา  และรักประชาชนไทยเป็นอย่างมาก  เพราะท่านได้นำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา  นำกลับมาพัฒนาระบบศาล  และกฎหมายให้เทียบเท่าและเป็นสากลโลกมากขึ้น  นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้บุกเบิกการใช้กฎหมาย  และพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองให้เป็นที่ยอมรับแก่นานาประเทศ

 

        ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้รับการยกย่องเป็น "บิดาแห่งกฎหมายไทย"   และได้กำหนดให้ทุกวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์   เป็น  "วันรพี"

        Laughing

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 22:35 | 0

ตอบข้อ 1.  แสดงความคิดเห็น “คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย" 

นักกฎหมายต้องปฏิบัติวิชาชีพด้วยความยุติธรรม นักกฎหมายเป็นผู้นำกฎหมายมาใช้ คนแม้ไม่รู้กฎหมาย แต่ถ้าประพฤติสุจริต สมควรได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย ตรงกันข้ามคนที่รู้กฎหมายแต่กลับใช้ในทางทุจริต ไม่สมควรได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย ดังนั้นการที่นักกฎหมายนำกฎหมายไปใช้ จึงต้องใช้คุณธรรมและจริยธรรมควรคู่ไปกับการตัดสินคดีความ เพื่อให้การตัดสินมีความยุติธรรม

Smile 

โพสต์เมื่อ 23/07/2553 22:47 | 0

แสดงความคิดเห็นข้อ 3

       เห็นด้วยกับคำที่ว่า "กฎหมายคือลมหายใจของสังคม"   เพราะว่า   อริสโตเติล  เคยได้กล่าวไว้ในอดีตว่า "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม"  ดังนั้นเมื่อมนุษย์เป็นสัตวสังคม  ก็ย่อมหมายถึงมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่เพียงลำพังได้ จำเป็นต้องอยู่โดยพึ่งซึ่งกันและกัน จึงทำให้เกิดเป็นสังคมขึ้น     และเมื่อเริ่มเกิดสังคมก็ต้องมีความขัดแย้ง  เพราะมนุษยนั้นมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน  มีความคิดหรือการกระทำที่แตกต่างกัน  ดังนั้นคนเราจึงต้องปรับตัวเข้าหากันถึงจะอยู่ร่วมกันได้  จึงเป็นที่มาของคำว่า "ที่ใดมีสังคม  ที่นั่นย่อมมีกฎหมาย"

เมื่อเปนเช่นนี้แล้วกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรังสังคมมนุษย์  กฎหมายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนในสังคมอยู่รวมกันได้   และต้องปฏิบัติตนตามบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆถือเป็นกฎการอยู่ร่วมกัน    เพื่อที่จะให้สังคมนั้นมีระบบระเบียบในการดำเนินชีวิต  และเป็นการจัดระเบียบให้สังคมไปในตัว  เพื่อให้มีความสงบเรียบร้อย   และไม่ใช้สิทธิหน้าที่ของตนเองเป็นเครื่องมือในการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น   แต่ถ้าหากในสังคมไม่มีกฎหมาย ก็เหมือนกับสังคมนั้นไร้การควบคุม  ต่างฝ่ายต่างอยู่  และย่อมมีปัญหา ทะเลาะเบาะแว้ง  ผู้คนแตกแยก  เกิดการเหลือมล้ำในสังคม   ซึ่งเป็นผลทำให้สังคมนั้นๆ อยู่รวมกันไม่ได้และแตกแยกกันไป

โพสต์เมื่อ 24/07/2553 11:22 | 0

ตอบคำถามข้อที่3ค่ะ

-ไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะว่า กฎหมายไม่สามารถบังคับจิตใจของผู้คนในสังคมได้ นแต่ละวันชีวิตประจำวันของผู้คนมีวิถีชิวิตที่แตกต่างกัน เนื่องด้วยลักษณะทั้งสังคมเมืองและสัมคมชนบท จึงทำให้จิตสำนึก และลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ซึ่งกฎหมายเป็นเพียงระเบียบแบบแผนที่กำหนดขึ้นเพื่อความสงบเรียบร้อยของราชอาณาจักรนั้นๆ ซึ่งจะทำตามหรือไม่นั้นกฎหมายไมสามรถบังคับได้ แต่ถ้าเราทำไม่ถูกต้องหรือเหมาะสมเราก็จะได้รับโทษตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้

ดังนั้นกฎหมายไม่ใช่ลมหายใจของสังคม แต่จิตสำนึกความดี ของผู้ที่รักษากฎหมาย ผู้ออกกฎหมาย ผู้ที่มีอำนาจบังคับใช้ฎหมายนั้นคือลมหายใจของสังคม ไม่ว่ากฎหมายจะมีความเข้มงวดขนาดไหน ถ้าบุคคลเหล่านี้ขาดคุณธรรม กฎหมายที่ตราขึ้นก็เหมือนกับ" การบรรยายสรรพคุณยาที่ไม่มีใครกล้ากิน"

โพสต์เมื่อ 24/07/2553 15:50 | 0

ตอบข้อ 3

    สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ตนเองดำรงชีวิตอยู่ได้

บางครั้ง จำเป็นจะต้องต่อสู้ แย่งชิงกัน เพื่อให้ตนเองยังคงมี "ลมหายใจ"

ที่จะสามารถอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้...

   และบนโลกใบนี้ ยังคงมีอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "มนุษย์"

เป็นสัตว์สองเท้า สองมือ ธรรมดา เพียงแต่ มีสมองที่ล้ำเลิศ มีคุณธรรม

เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงเป็นสัตว์ที่รู้ผิดชอบชั่วดีและมีความคิด แต่กระนั้น มนุษย์

ถึงจะประเสิฐเช่นไร ก็ยังคงขึ้นชื่อว่า "สัตว์" อยู่ร่ำไป มนุษย์จึงต้องมีการ

แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น เพื่อความอยู่รอดของตนเอง แต่มีมนุษย์บางประเภท

ที่แก่งแย่งเพื่อประโยชน์อย่างอื่น มิใช่เพียงแค่การอยู่รอดเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงมีการกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นเพื่อให้ มนุษย์

ในสังคม ปฎิบัติตัว ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกัน

กำหนดกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นนี้ ถูกเรียกว่า "กฎหมาย" ซึ่งเปรียบเสมือนกับ

ลมหายใจของสังคม ที่จะต้อง เข้าและออก อย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม

หากช้าหรือเร็วกว่านี้ ก็จะเกิดความไม่สงบสุขได้นั่นเอง  หากจะยกตัวอย่าง

ก็คือ สังคมเปรียบได้กับร่างกายของชายผู้หนึ่ง ส่วน  ตับ ไต ไส้ หัวใจ

ม้าม ปอด คือ สมาชิกในสังคม ที่จะต้องร่วมมือ ทำงานประสานกัน

อย่างสามัคคี และ อวัยวะเหล่านี้ จะทำงานร่วมกันได้ ต้องอาศัย

"ระบบการหายใจ"  มาเป็นตัวควบคุม ซึ่งถ้าชายคนนี้วิ่ง แต่ไม่รุ้จักควบคุมการ

หายใจ เขาก็จะหายใจเร็ว หัวใจจะเต้นเร็ว ปอดทำงานหนัก ร่างกายเหนื่อย

หอบ นั่นแสดงถึงความไม่สงบสุขของชายคนนี้แล้ว แต่ถ้าหากเขาหมั่นฝึกฝน

การวิ่ง รู้จักควบคุม "การหายใจ"ให้มีความสม่ำเสมอ สมาชิกในร่างกายของเขา

ก็จะปรับตัว ให้สอดคล้องกับการหายใจ และทำงานประสานกันอย่างมี

ประสิทธิภาพ ทำให้เหนื่อยน้อยลงหรือไม่เหนื่อยเลย นั่นแสดงถึงสภาวะความ

สงบสุขของร่ายกายชายผู้นี้นั่นเอง  

จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า  การหายใจ คือสิ่งที่กำหนดความสงบสุข

ของร่างกายมนุษย์ เช่นกัน ในสังคมเมือง ก็ต้องการ "กฎหมาย" มาควบคุม

ให้เกิดความสงบสุขเหมือนกับร่างกาย นั่นเอง

โพสต์เมื่อ 24/07/2553 20:04 | 0

ข้อที่ 3 ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า  “กฎหมายคือลม หายใจของสังคม” จงแสดงความคิดเห็น

เห็นด้วย เพราะ กฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนสมควรที่จะปฏิบัติร่วมกันทุกคน ไม่มีผู้ใดที่จะมีสิทธิอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งจะทำให้บุคคลในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและมีแบบแผนในการปฏิบัติในขั้นพื้นฐานเหมือนกัน ถ้าหากไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่จะทำให้ประชาชนอยู่ในกฎในระเบียบแล้วนั้น สังคมก็จะไม่สามารถมีความพัฒนาเป็นประเทศที่เจริญขึ้นมาได้ เพราะ ประชาชนทุกคนก็จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่ใครจะทำอะไรก็ได้ ฆ่าคน ลักขโมย ใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมเสื่อมโทรม ถอยหลังเข้าคลอง เปรียบเป็นคนก็คงดั่งเช่นคนที่ไม่มีลมหายใจ และกำลังเน่าไปทีละนิดอย่างน่าเวทนา ดังนั้นถ้าจะเปรียบกฎหมายเป็นลมหายใจของสังคมก็คงจะไม่เกินเลยความเป็นจริง

         "กฎหมายทำให้สังคมพัฒนา เปรียบเสมือนคนที่ยังมีชีวิตมีลมหายใจ พร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไป "

โพสต์เมื่อ 24/07/2553 20:09 | 0

ตอบข้อ2

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

          เนื่องจากโรงเรียนกฎหมาย ซึ่งเสด็จในกรมฯ    ได้ทรงจัดตั้งขึ้นมีการศึกษาเป็นปึกแผ่น     พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว    รัชการที่ ๖  ทรงพระกรุณา  โปรดเกล้าฯ เมื่อวันที  ๗ มิถุนายน  ๒๔๕๕   ให้ยกโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นโรงเรียนหลวง   อยู่ในกระทรวงยุติธรรม   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงริเริ่มพระราชทานกำเนิด  เนติบัณฑิตยสภา  ขึ้นเมื่อ พ.ศ.  ๒๔๕๗  ต่อมามีพระบรมราชโองการ  ลงวันที่ ๗  สิงหาคม  ๒๔๖๗   ให้โรงเรียนกฎหมายอยู่ในความควบคุมของสภานิติศึกษา  จนกระทั่งสมัยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  พ.ศ. ๒๔๗๕  แล้ว  โรงเรียนกฎหมายได้โอนไปรวมกับแผนกรัฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖  อยู่ ๑ ปี  เรียกว่า แผนกนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์  พ.ศ. ๒๔๗๗    รัฐบาลจึงจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น  หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จึงได้โอนแผนกนิติศาสตร์  และรัฐศาสตร์  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปดำเนินการสอนในมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นใหม่นี้แยกเป็นอิสระส่วนหนึ่งต่างหาก

          การศึกษาเล่าเรียนกฎหมายในสมัยนั้นเป็นไปในวงแคบ  ผู้ที่มีความรู้ในทางกฎหมายแทบจะนับตัวถ้วนซึ่งผู้ใดที่ใคร่จะมีความรู้ในทางกฎหมาย  ก็ต้องสมัครเข้าไปรับใช้การงานของท่านเสนาบดีบ้าง  ท่านผู้ใหญ่ในวงการกฎหมายบ้าง  เมื่อท่านเหล่านั้นเมตตาก็สั่งสอนให้ทีละเล็กทีละน้อยเสด็จในกรมฯ  ทรงดำริว่า  การที่จะรับราชการฝ่ายการศาลยุติธรรมให้เป็นไปด้วยดีนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีผู้รู้กฎหมายมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน    ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือ เปิดให้มีการสอน    วิชากฎหมายขึ้นให้เป็นการแพร่หลายโดยให้โอกาสแก่บุคคลที่สนใจเข้าศึกษาได้  จึงได้ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐

          ครั้นต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม  พ.ศ.๒๔๙๑  ทางเนติบัณฑิตยสภาได้จัดตั้งสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาขึ้น  เพื่ออบรมให้นักศึกษาในทางกฎหมายได้มีความชำนิชำนาญเพิ่มเติมจากที่ได้ศึกษามาแล้วจากมหาวิทยาลัยโดยเริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๔๙๑  การศึกษาในปีแรกเรียกว่า  การศึกษาสมัยที่ ๑  และมีผู้สอบสำเร็จความรู้ชั้นเนติบัณฑิตได้ ๖  ท่าน ในสมัยแรกซึ่งท่านศาสตราจารย์จำรัส  เขมะจารุ  สอบได้อันดับที่ ๑  ของสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

          การศึกษาในทางวิชากฎหมายที่เป็นปึกแผ่นแน่นหนามาได้จนถึงทุกวันนี้  คงไม่มีใครโต้แย้งว่ามิใช่เป็นผลโดยตรงอันสืบเนื่องมาจากพระราชดำริ  และพระอุตสาหะวิริยะของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤกธิ์

          การศึกษาในทางวิชากฎหมายที่เป็นปึกแผ่นแน่นหนามาได้จนถึงทุกวันนี้  คงไม่มีใครโต้แย้งว่ามิใช่เป็นผลโดยตรงอันสืบเนื่องมาจากพระราชดำริ  และพระอุตสาหะวิริยะของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤกธิ์

          ด้วยพระเกียรติคุณอันจะพรรณนา  ที่มีต่อประเทศชาติและนักกฎหมายทั้งปวงเป็นอเนกประการทำให้ประชาชนทั่วไป  ขนานนามพระองค์ท่านว่า “พระบิดา  และปฐมาจารย์แห่งนักกฎหมายไทย”บรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

คุณธรรมที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง

          1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเห็นได้จากพระองค์สามารถผ่านการสอบสอบผ่านเข้าเรียน ณ สำนักไครส์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ เมื่อพระชันษาได้ ๑๗ พรรษาและสามารถจบปริญญาโดยใช้เวลาศึกษาเพียง3ปี

          2.  พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเป็นผู้ที่มีความรักชาติเห็นได้จากพระทัยตั้งมั่นที่จะพยายามขอเลิกอำนาจศาลกงสุลต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศของเรามีเอกราชทางการศาลอย่างแท้จริง ซึ่งทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายเพื่อ จะได้กลับมาพัฒนากฎหมายของบ้านเมือง กับพัฒนาผู้พิพากษาและราชการศาลยุติธรรมให้ดีขึ้นเพื่อต่างชาติจะได้ยอมรับนับถือ และยอมอยู่ใต้อำนาจของศาลเรา

          3. พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเป็นผู้ที่มีความวิริยะอุตสาหะในการทำงานอย่างดีเมื่อพระยามานวรราชเสวี  ทูลว่า “ไม่เคยเห็นใครทำงานมากอย่างใต้ฝ่าพระบาทมีพระสงค์อย่างไร”  ทรงตอบว่า " รู้ไหมว่า My life is Service"(ชีวิตของฉันเกิดมาเพื่อรับใช้ประเทศชาติ)  และทรงยกคติพจน์ของชาวอังกฤษชื่อ Kingsley s ให้ท่านฟัง

          4.พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเป็นผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งยวดทรงถือว่าความซื่อสัตย์สุจริต เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะสำหรับนักกฎหมาย และทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายและทรงเป็นผู้สอนวิชากฎหมายด้วยพระองค์เอง   เพื่อที่จะให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นทรงจัดวางระเบียบศาลยุติธรรมสู่ระบบใหม่ทรงรวบรวมกฎหมาย    และคำพิพากษา ฎีกาพร้อมแต่งตำราอธิบายกฎหมายต่าง ๆ มากมายการค้นคว้ารวบรวมและพระนิพนธ์ได้เป็นรากฐานก่อตั้งการศึกษานิติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งแก่ประเทศชาติจึงทรงได้รับยกย่องให้เป็น"พระบิดาแห่งกฎหมายไทย"

โพสต์เมื่อ 24/07/2553 20:23 | 0

ข้อที่ 3  ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า  “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม” จงแสดงความคิดเห็น

เห็นด้วย เพราะ กฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเคารพและควรปฏิบัติตาม และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายกับลมหายใจของมนุษย์นั้นจะหมายความว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนขาดไม่ได้ ซึ่งกฎหมายเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบและมีความสุข ถ้าประเทศใดไม่มีกฎหมายในสังคม สังคมนั้นจะมีแต่ความยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ และไม่มีความสุข คงไม่มีประเทศใดไม่อยากมีกฎหมายอยู่ในสังคม

โพสต์เมื่อ 24/07/2553 21:20 | 0

ข้อที่ 3  ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า  “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม” จงแสดงความคิดเห็น

ไม่เห็นด้วย เพราะว่าลมหายใจของสังคมที่แท้จริง จะต้องมาจากความยุติธรรม หรือความชอบธรรมนั่นเอง กฏหมายที่จะมาเป็นลมหายใจในสังคม ต้องมาจากความยุติธรรม เพราะว่าหากกฏหมายไร้ซึ่งความยุติธรรม กฏหมายก็ไร้ความชอบธรรม ในการที่จะนำกฏหมายที่ไม่มีความยุติธรรม มาตัดสินว่า สิ่งใดผิดสิ่งใดถูก ย่อมกระทำมิได้ ลมหายใจของสังคมที่ถูกต้องที่สุดจึงต้องเป็น ความยุติธรรม มิใช่ตัวบทกฏหมาย ที่บัญญัติขึ้นมา เพียงเพื่อใช้บังคับให้ปฎิบัติ หรืองดเว้นมิให้ปฏิบัติ

โพสต์เมื่อ 25/07/2553 07:10 | 0

ข้อที่ 2 ครับ

รูปที่อยู่ตรงหน้าปกคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ ที่เราเรียนสั้นๆว่า พระองค์เจ้ารพี ท่านเป็นบิดาแห่งกฎหมายไทย ดังนั้นท่านคงมีความสำคัญมากๆกับกฎหมายไทยอย่างแน่นอน พระองค์เป็นโอรสของ ร.5 หลังจากพระองค์จบการศึกษาจากประเทศไทยแล้ว ร.5จึงส่งพระองค์เจ้ารพีไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ และพระองค์ทรงเลือกเรียนวิชากฎหมาย เนื่องจากเหตุผลที่ว่าศาลกลศุลยุโรปและอเมริกามีอำนาจมากในเมืองไทย พระองค์จึงตั้งใจที่จะยกเลิกระบบศาลเหล่านั้น และเพื่อให้ประเทศไทยมีเอกราชทางการศาลอย่างแท้จริง ดั้งนั้นพระองค์จึงกลับมาพัฒนาระบบศาลและยุติธรรมของประเทศไทยจากนั้นมา  

โพสต์เมื่อ 25/07/2553 14:08 | 0

ข้อที่ 1 ครับ

“คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย” 

ต่อให้ประเทศใดที่มีความพัฒนาเจริญก้าวหน้าทางกฏหมายเพื่อปกครองประเทศมากแล้วก็ตาม แต่ถ้าผู้ที่มีอำนาจในการใช้กฏหมายของประเทศนั้นๆไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีพอและคู่ควรกับกฏหมาย ใช้กฏหมายในทางที่ผิด เอาเปรียบผู้ที่รู้น้อยกว่า เอาผลประโยชน์เข้าตนเองและพรรคพวก ประเทศนั้นก็ไม่มีทางเจริญได้อย่างแท้จริง

ผู้ที่มีอำนาจทางกฏหมายควรที่จะมีความกล้าต่อการปฏิบัติ ไม่ต้องสนใจว่าคนที่กระทำความผิดนั้นจะเป็นเพื่อนพ้องของเราหรือไม่ ควรว่ากันด้วยความเป็นจริง ถ้าไม่เช่นนั้นสังคมของเราก็จะไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้นและจะส่งผลเสียต่อกิจกรรมต่างๆอีก เพราะกฏหมายเปรียบเสมือนสิ่งที่คอยกำหนดควบคุมสังคมให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข ไม่มีใครถูกเอาเปรียบ

โพสต์เมื่อ 25/07/2553 16:16 | 0

ข้อ๓ กับคำกล่าวที่ว่า "กฎหมายคือลมหายใจของสังคม"

         การจะกล่าวได้ว่ากฎหมายคือลมหายใจของสังคมนั้น แสดงว่ากฎหมายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังดำรงอยู่ได้ เพราะการที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น หมายความว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่การมีลมหายใจนั้นไม่ได้ยืนยันเสมอไปว่าชีวิตของทุกๆ ท่านที่ยังมีอยู่นั้นเป็นชีวิตที่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปรารถนาหรือไม่ อาจเป็นเพียง สายลมที่ผ่านเข้าออกในระบบหายใจของร่างกาย แต่ไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์อันใดเลยก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นเจ้าชายนิทรา คนที่หมดสติไปจากการช็อค เป็นต้น

         ดังนั้นการกล่าวว่า กฎหมาย คือ ลมหายใจของสังคมนั้น จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกาย หรือคือสังคมในบริบทนี้ดำรงอยู่ได้ เพียงแต่ลมหายใจจะบริสุทธิ์หรือไม่ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า สังคมนั้นนำกฎหมายไปใช้ให้มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง

 

โพสต์เมื่อ 25/07/2553 16:37 | 0
ไปตลาด แล้วเมื่อไรจะตอบ =="
โพสต์เมื่อ 25/07/2553 17:57 | 0

คำถามข้อที่ 3 คร๊า..

--ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า  “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม” จงแสดงความคิดเห็น?

             มนุษย์เรา อยู่ได้ด้วยลมหายใจของตนเอง หากหมดลมหายใจก็สิ้นชีวิต สังคมก็เช่นกัน หากสังคมไม่มีกฎหมายไว้เป็นระเบียบ ข้อบังคัง หรือกฎเกณฑ์ในสังคมแล้ว สังคมจะเป็นระบบอยู่หรือ? มันคงไม่ต่างจากสังคมที่ตายแล้ว ไร้ความก้าวหน้าและความสงบสุข

โพสต์เมื่อ 25/07/2553 17:58 | 0

ตอบแล้วบ๊วย 

โพสต์เมื่อ 25/07/2553 22:43 | 0

จงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง  “คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย”

 การที่เราเป็นนักกฎหมาย คุณธรรมและจริยธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญมากเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครทำถูกหรือทำผิด  หากเราตัดสินให้คนถูกเป็นผิด คนผิดเป็นถูก ประเทศชาติก็จะวิบัติ   ฉะนั้นนักกฎหมายต้องมีความยุติธรรม มีความสุจริตใจ  ในการประกอบอาชีพ 

โพสต์เมื่อ 26/07/2553 14:47 | 0

<!-- /* Font Definitions */ @font-face {font-family:"Angsana New"; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:AngsanaUPC; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:222; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65536 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-parent:""; margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:12.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-fareast-font-family:"Times New Roman"; mso-bidi-font-family:"Angsana New";} @page Section1 {size:612.0pt 792.0pt; margin:72.0pt 90.0pt 72.0pt 90.0pt; mso-header-margin:36.0pt; mso-footer-margin:36.0pt; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} -->

ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับข้อความที่กล่าวว่า “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม” เพราะ สังคมมนุษย์กับกฎหมายมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะกฏหมายไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่ง หากแต่มีวิวัฒนาการควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์

มนุษย์จำต้องมีกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต  เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ ดังนั้นกฎหมายจึงเป็นลมหายใจของสังคม เพราะ กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ที่เป็นแบบแผนใช้บังคับความประพฤติของมนุษย์ และมีสภาพบังคับ ซึ่งจะส่งผลให้สังคมเกิดความสงบสุขและมีระเบียบ ทั้งนี่ยังก่อให้เกิดความเสมอของคนในสังคมอีกด้วย 

กล่าวคือ สังคมจำต้องมีกฎหมาย เพื่อเป็นสิ่งขับเคลื่อนความเป็นอยุ่ในสังคมให้เป็นระเยียบตามแบบแผน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบและละเมิดสิทธิและหน้าที่ของคนในสังคมขึ้นเพราะหากสังคมใดไร้ซึ่งกฎหมายแล้วไซร้ สังคมนั้น จะเกิดแต่ความวุ่นวาย ไร้ระเบียบและแบบแผน รวมถึงความสงบสุข ทำให้สังคมนั้น มิใช่สังคมอีกต่อไป

ดังสุภาษิตที่กล่าวไว้ว่า "ที่ใดมีสังคม ที่นั่นย่อมมีกฎหมาย"

โพสต์เมื่อ 26/07/2553 16:17 | 0

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า  “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม” จงแสดงความคิดเห็น?

ตอบ ไม่เห็นด้วย  - - กฎหมายก้อกฎหมาย  สังคมก้อสังคม  ถึงแม้กฎหมายจะเป็นข้อปฏิบัติ  ข้อบังคับ และกฎหมายยังเป็นเครื่องชักจูงสังคมไปในทางที่ดี  ที่เจริญ  ทำให้สังคมมีความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันก้อตาม  สังคมนั้นประกอบไปด้วยสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหายส่วนมากหายใจโดยใช้ออกซิเจน ไม่ได้ใช้กฎหมาย ดังนั้นกฎหมายจึงไม่ได้เป็นลมหายใจของสังคมแต่เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้สังคมของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข

โพสต์เมื่อ 27/07/2553 13:01 | 0

ขอตอบข้อที่ 3 ค่ะ

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำพูดที่ว่า 

 “กฎหมายคือลมหายใจของสังคม”

 

เห็นด้วยค่ะ  ลมหายใจ คือ " สิ่งจำเป็นต่อชีวิตขอสิ่งมีชีวิต

ไม่ว่าจะชนิดไหนเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในกระบวนการการดำรงชีวิต

ของมนุษย์และสัตว์ "  จากข้อความดังกล่าว พอสรุปได้ว่า

ลมหายใจ.. คือสิ่งที่จัดระบบ และไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายในร่างกาย

ความวุ่นวายดังกล่าว หมายถึง การมีความขัดข้อง ในการหายใจ

 

ดังนั้น.. ลมหายใจของสังคม

หากจะเปรียบเทียบ สังคมให้เป็นดังร่างกายของสิ่งมีชีวิต

นั่นหมายถึง.. สิ่งสำคัญ ที่คอยจัดระบบระเบียบสังคม

ให้ไม่วุ่นวาย นั่นก็คือลมหายใจ

 เมื่อเปรียบสังคมให้เป็นดังร่างกาย

กฎหมายที่คอยจัดระเบียบสังคมที่มีทั้งเล็กและใหญ่

นั่นคือ ลมหายใจ

 

ลมหายใจ คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเจริญเติบโจต่อไปได้

กฎหมายก็เช่นเดียวกัน

โพสต์เมื่อ 27/07/2553 14:26 | 0
อิ๋มตอบสั้นกระชับมากมาย แต่ได้ใจความ 555+ คารวะ ๆๆ อิอิ
โพสต์เมื่อ 28/07/2553 11:43 | 0

 แบงค์

แสดงความคิดเห็นข้อ 3 ครับ

"กฎหมายคือลมหายใจของสังคม"

       ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะสังคมปัจจุบันนี้ต่างกับอดีตมาก คือสังคมในอดีตเราจะเห็นได้ว่าการแข่งขันน้อย คือในอดีตการเป็นอยู่จะเป็นรูปแบบการพึ่งพาอาศัยกันมากกว่าจะไม่ค่อยนึกถึงเรื่องผลประโยชน์ เมื่อการแข่งขันน้อยแน่นอนว่าปัญหาก็ย่อมน้อยตามไปด้วย สังคมก็ไม่เกิดปัญหา แต่ในอดีตบ้านเมืองเราก็มีกฎหมายนะครับ เพราะพระมหากษัตริย์ของเราเห็นความสำคัญของการปกครองอย่างเป็นระบบระเบียบ ที่เรารู้จักในสมัย ร.1 นั่นก็คือกฎหมาย ตราสามดวง

      แต่ปัจจุบันนี้การดำรงชีวิตของผูคนในสังคมเปลี่ยนไป มีการแข่งขันกันในทุกๆด้าน ซึ่งย่อมเกิดปัญหาอย่างแน่นอน เพราะแต่ละคนก็ย่อมต้องการผลประโยชน์สูงสดให้กับตนเองและพวกพ้อง เมื่อต่างฝ่ายก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือผลประโยชน์ ย่อมเกิดการแย่งชิงและใช้กลอุบายต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ นั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา ทุกคนอยากทำอะไรก็จะทำไม่สนใจว่าใครจะเป็นอะไร ผู้อื่นจะได้รับผลเสียจากการกระทำของตนหรือไม่  สังคมจึงเกิดความวุ่นวายเกิดปัญหามากมาย ถ้าเปรียบสังคมเราเป็นคนคนหนึ่งก็คงจะเป็นคนที่ป่วยและจะป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีตัวมาควบคุมพฤติกรรมของผู้คน เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในสังคม นั่นก็คือกฎหมาย

     กฎหมายจะเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้อยู่ในระเบียบและสามารถใช้สิทธิได้ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด  เพราะกฎหมายจะมีบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิด ซึ่งจะทำให้เกิดความเกรงกลัวและไม่กล้ากระทำสิ่งที่กฎหมายห้ามมิให้กระทำ ซึ่งจะทำให้สังคมเป็นระบบระเบียบ และจะเป็นการต่อลมหายใจให้สังคมดำเนินอยู่ได้อย่างสงบสุข

โพสต์เมื่อ 28/07/2553 20:03 | 0

เพื่อนๆที่ตอบคำถามเราอยากให้คิดเอง มากกว่าก๊อปจะเน็ตมานะ

จะได้แสดงความคิดเห็นกัน

 

สู้ๆจ้า^^

โพสต์เมื่อ 28/07/2553 21:37 | 0

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์  เป็นผู้ให้ความยุติธรรมในศาลของไทย

โพสต์เมื่อ 29/07/2553 14:49 | 0

ข้อ 1 จงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง  “คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย”

        คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฏหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเพราะหากนักกฏหมายไม่มีคุณธรรมจริยธรรมในการใช้กฏหมาย ก็จะทำให้มีการใช้กฏหมายไปในทางที่ผิด  เช่น หากนักกฏหมายไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ในการใช้กฏหมาย รู้ทั้งรู้ว่าคนนี้ผิด แต่ก็ใช้ความรู้ความสามารถทางด้านกฏหมายของตัวเองทำให้ผู้ผิด เป็นผู้ถูก ผู้ถูกเป็นผู้ผิด ก็จะทำให้ไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในหมู่สังคมไทย จึงถือว่าคุณธรรมและจริยธรรมของนักกฏหมายสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีแล้ว ความยุติธรรม จะอยู่คู่สังคมไทยไปได้อีกนานเท่าไร ใครจะถือได้ว่าเป็นผู้มีความยุติธรรมของสังคมของเรา และต่อไปคำว่า ยุติธรรม จะมีในสังคมของเราอีกต่อไปหรือไม่ ล้วนแล้วขึ้นอยู่กับ คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฏหมายทั้งสิ้น

       อยากในนักกฏหมายไทยเรา มีคุณธรรมจริยธรรมให้มากขึ้น เมื่อคุณเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านกฏหมายแล้ว ก็ควรจะช่วยเหลือสังคมให้มีความยุติธรรม มากขึ้น ไม่นึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ถ้าจะเอาความรู้ความสามารถของพวกคุณ มาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ อย่าให้ใครมาเอาเปรียบ ชาติของเราได้ ในต่อไป

โพสต์เมื่อ 31/07/2553 10:27 | 0

ข้อ3ค่ะ

เห็นด้วยค่ะเพราะกฎหมายเป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้สังคมสงบสุขได้ถ้าประเทศใดไม่มีกฎหมายประเทศนั้นก็ไม่สงบสุขไม่มีระเบียบวินัยแต่การจะใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพนั้นเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการกำหนดกฎหมายขึ้นมาใช้อีกค่ะเพราะฉะนั้นกฎหมายจึงถือได้ว่าเป็นลมหายใจของส้งคมค่ะ

ถ้าเราไม่สามารถประคับประคองลมหายใจของเราได้เราก็ต้องเสียชีวิตไปก็เหมือนกับกฎหมายถ้าเราไม่สามารถใช้มันได้แล้วสุดท้ายกฎหมายก็ต้องสูญสิ้นไป

โพสต์เมื่อ 15/08/2553 06:47 | 0

ข้อ 1 ค่ะ

 

คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย  นับวันคำๆนี้มักถูกใช้น้อยลงไปทุกที  (หมายถึงใช้ในการกระทำ) หากแต่จะทำความรู้ไปรังแกผู้ที่มีความรู้ด้านนี้น้อยกว่า  เห็นแก่เงินมากกว่าหน้าที่ของจรรยาบรรณก็ตาม  ลืมตนว่าหน้าที่ที่แท้จริงคืออะไร  ใช่กำหมายในทางที่มิถูกมิควรในบทบาของตน  และหลงใหลในอำนาจบรรดาศักดิ์  เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  ซึ่งยังมีหลายคำตอบอยู่ในใจ  สิ่งแรกที่พบเจอบ่อยๆ และยังคงมีอยู่  คงเป็นการคัดเลือกนักกฎหมาย  ใช่ค่ะ  มันไม่ง่ายเลย  ซึ่งถ้าไม่มีเงินให้เป็นแสนๆ  ก็คงเข้าไม่ได้  ถึงแม้จะสอบติดก็ตาม  ชื่อก็ยังคงห้อยอยู่  ความเป็นจริงที่แสนรำเค็ญก็ยังเป็นอยู่คงแก้ไม่หายสักที  มีทางเดียว คือ รื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด  คงจะเป็นธรรมอันสุดยอด  ประเทศไทยเราถึงจะได้เจริญสักที 

 

ข้อ 2 ค่ะ

 

รูปของ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์

-        เป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย  พระองค์พัฒนากฎหมายให้ทันแก่สังคมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมถ้วนหน้าแก่ประชาชนทั้งปวง  และยังทรงเป็นผู้เผยแพร่กฎหมายไทยให้ประชาชน  จัดตั้งร.ร.กฎหมายขึ้นอีกด้วย  พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งทางราชการสูงๆ ที่มีบทบาทต่างๆอันสำคัญ

รวมถึงเป็นผู้ชำระบทอัยการและเป็นต้นแบบของประมวลอาญาด้วย

 

ข้อ 3 ค่ะ

 

ไม่เห็นด้วย กับ กฎหมายคือลืมหายใจของสังคม

หากแต่ กฎหมายคือหัวใจ  ที่มี 1 ดวง    มีความสำคัญยิ่งนัก

หากปอดไม่ทำงานก็ยังมีเครื่องช่วยหายใจ แต่เมื่อหัวใจหยุดเต้นเมื่อใด

ความปกติสุขในสังคมย่อมเป็นไปได้ยากเช่นกัน

ประชาชนก็เหมือนเส้นเลือดฝอยหลากล้านหลากแสนเส้น

ที่ต้องช่วยกันพยุงสูบฉีดให้สังคมเราอยู่ให้จงได้

เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ระเบียบต่างๆ

เพื่อให้บ้านเมืองของเราอยู่เย็นเป็นสุข

ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ถูกก็ต้องว่าไปตามถูก

 

โพสต์เมื่อ 18/10/2553 02:23 | 0

ตอบคำถามข้อที่ 1ค่ะ

          จากคำถาม จงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง  “คุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย”  ดิฉันคิดว่าการที่เราจะเป็นนักกฎหมายที่ดีได้นั้นก่อนอื่นคุณจะต้องรู้คุณจักคำว่าคุณธรรมและจริยธรรมเสียก่อน พอคุณรู้จักความหมายของมันแล้วคุณก็นำมันมาปฏิบัติ จากนั้นมันจะซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคุณ และมันจะสามารถสร้างคุณทำให้คุณเป็นนักกฎหมายที่ดีได้และให้ความยุติธรรมแก่ส่วนรวมได้ โดยไม่เห็นแก่ตนเองแต่เห็นแก่ส่วนรวมและความถูกต้องเป็นหลักจึงจะสามารถพัฒนาสังคมให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้นได้

          ดังนั้นนักกฎหมายทุกคนต้องยึดคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลักจึงจะสามารถเป็นนักกฎหมายที่ดีได้

โพสต์เมื่อ 26/02/2554 22:24 | 0
ขอตอบคำถามข้อ 3 ค่ะ
         เห็นด้วย กับ บทความที่ว่า"กฏหมายคือลมหายใจของสังคม"
เพราะชีวิตคนเรา เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ย่อมต้องมีกฏหมายเข้ามาเกี่ยวกับชีวิตในทันที ตั้งแต่วินาทีแรกที่เรามีชีวิตอยู่รอดเป็นทารก ทำให้กฏหมายเป็นเหมือนลมหายใจของคนแต่ละคน ซึ่งพอคนหลายๆคนรวมกันก็จะกลายเป็นสังคม เมื่อสังคมหลากหลายสังคมรวมกันมากขึ้น แน่นอนว่าย่อมมีปัญหาตามมา เพราะต่างคนต่างก็มีความรู้สึกนึกคิด อุปนิสัยใจคอ และทัศนคติที่ต่างกัน เพราะความแตกต่างนี้เองอาจทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น
         ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สังคมเกิดปัญหา เราจึงจำเป็นต้องอาศัยกฏหมาย เป็นเครื่องบรรทัดฐานและเป็นกฏระเบียบสำหรับทุกคน โดยทุกคนต้องเคารพและปฏิบัติตามกฏหมาย สังคมนั้นจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
         กฏหมายจึงไม่ต่างอะไรกับ "ลมหายใจของสังคม" ที่ไม่สามารถขาดได้ หากเปรียบสังคมเป็นร่างกายของเรา แล้วเปรียบกฎหมายเหมือนอากาศ ถ้าเราขาดอากาศหายใจ เราจะตายภายในห้าถึงสิบนาที เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับสังคมมนุษย์ ที่ไม่สามารถขาดกฏหมายได้ หากสังคมใดไร้กฏหมาย สังคมนั้นจะเกิดแต่ความวุ่นวาย ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า กฏหมายไม่เพียงแค่เป็นลมหายใจของสังคมเท่านั้น แต่กฏหมายยังเป็นสิ่งที่ช่วยจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และให้ความเป็นธรรมกับทุกๆคน เปรียบเสมือนเครื่องมือที่จะช่วยให้ประเทศก้าวหน้าและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง

UniGang Talk

ขอขอบคุณ ดินสอและของขวัญจาก พี่ๆ เด็กรุ่น56 ทุกคนที่ส่งมาให้ผมนะครับ ผมขอรับไปแล้วแจกต่อนะครับ ขอบคุณมากนะครับ