เรียนอักษรศาสตร์ เอกอังกฤษ อย่างคนมีกึ๋น
1. ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
จบมา... 5 ปีแล้ว กรี๊ดดดดดดดดดดด บอกอายุ!!! (แล้วยังจะทำ.............) อักษรศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ โทภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฮ่ะ
ไม่ต้องเอาป. โท ใช่มั้ย เพราะเค้าจะให้ข้อมูลน้องๆ ที่จะมาเรียนป. ตรี นี่นา....
2. สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง
ก็เรียนภาษาอังกฤษไง คั่กๆๆๆ *ตอบกวนตรีน* เอ่อ ก็สมัยที่เรียน มันจะแบ่งเป็น 2 สายอะนะคะ อุเคะกับเซเมะ? คือสายทักษะ (เรียนทักษะ ฟังพูดอ่านเขียน เจาะลึกๆ มาก) กับสายวรรณคดี ก็คือเลือกเรียนวรรณคดีในยุคสมัยต่างๆ ซึ่งก็ไม่ต้องเลือกค่ะ มันมีหน่วยกิตบังคับค่อนข้างจะเท่าๆ กันว่าจะต้องเลือก 2 สายนี้พอๆ กันอยู่แล้ว
เรียนยังไง... คือ ต้องขยัน และ อ่านเยอะ มากๆ ดังนั้นต้องชอบภาษาอังกฤษ ไม่เอียนมันง่ายๆ (ถึงตอนอ่านหนังสือกับอ่านเรื่องสั้นมันจะชวนให้เอียน ฮ่าๆๆ)
เรียน อะไรบ้าง... เอิ่ม เปิดทรานสคริปต์มาย้อนความทรงจำกันทีเดียวนะคะ ก่อนจะเข้าเอกก็ต้องเรียน Eng I และ Eng II แล้วก็ การแปลอังกฤษ-ไทย การแปลไทย-อังกฤษ กันก่อน ถ้าวิชาพวกนี้เกรดเฉลี่ยไม่ถึงก็เข้าเอกอังกฤษไม่ได้นะจุ๊ (ไม่รู้เดี๋ยวนี้ระบบเปลี่ยนยัง... ยังละมั้ง)
พอเข้าเอก ก็จะมีวิชาเอกให้เลือกตอนปี 2 นอกเหนือจากวิชาทั่วไปในคณะ ก็จะมีวิชาดังนี้เค่อะ ขอจัดเรียงตามความสัมพันธ์นะ ไม่เรียงตามเวลาที่เรียนละกัน
Elements of Spoken English - Sound System of English
วิชานี้เรียน Phonology กัน ก็คือเรียนออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้องนั่นแหละ พอเข้าไปเรียนรู้สึกว่าตัวเองออกเสียงผิดมาหลายคำมาก... (ฮา) วิชานี้ก็ต้องท่องตัว phonetics (ไอ้ตัวกะยึกกะยือที่ท่านๆ เห็นในพจนานุกรม รู้วิธีอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง เรียนรู้กลไกการออกเสียงว่า เสียงที่ไม่มีในภาษาไทย เราออกยังไง เช่น เสียง th, เสียง r และเสียงสระที่ฟังอาจจะคล้ายภาษาไทย แต่จริงๆ แล้วออกไม่เหมือนกัน การออกเสียงก้อง เสียงไม่ก้อง บลาๆๆๆ เยอะแยะ ผ่าน 2 คอร์สนี้ไปก็ควรจะออกเสียงภาษาอังกฤษกันได้อย่างไฮโซ (เรอะ?)
English Conversation and Discussion
เรียนทักษะการพูด รู้สึกอันนี้เป็นวิชาเลือกที่ไปแย่งลงได้สำเร็จ ฮ่าๆๆๆ การสนทนาทั่วๆ ไป และการนำเสนอผลงานหน้าชั้น นั่นแหละ อืม
Introduction to English Morphology and Syntax - Grammar Structure of English
เรียนเรื่องการออกเสียงไปแล้ว ก็มาเรียนหน่วยที่ใหญ่ขึ้น คือเรียนการสร้างคำในภาษาอังกฤษ และการประกอบประโยค เรียนว่าไวยากรณ์มันมาที่มาที่ไปยังไง ซึ่งไอ้วิชานี้ดิฉันชอบมากกกกกกกกกกกก ตัดวิเคราะห์ประโยคสนุกสุดๆ อะ เหมือนเล่นเกม (แต่เพื่อนๆ ที่เรียนด้วยไม่มีใครชอบด้วยซักคน กร๊ากกก =[]=!) คือเรียนวิชานี้แล้วเหมือนถึงบางอ้อเลยว่าไวยากรณ์ที่เคยเรียนๆ มา ทำไมมันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไอ้นี่มันติดๆ กัน มันขยายอะไรนั่นๆ นี่ๆ ทำนองนั้นอ่ะ สรุปว่าชอบ ทำให้เห็นไวยากรณ์ในมุมที่กระจ่างมากขึ้น (แต่คนอื่น... เรียนแล้วยิ่งงงป่าววะ...) ก็คือเรียนแกรมม่าในแนวภาษาศาสตร์อะแหละ
English Reading
ฝึกฝนเทคนิคการอ่านเบื้องต้น อ่านหลายประเภทมาก ทั้งข่าว นิยาย เรื่องสั้น กลอน ฯลฯ แบบว่าให้ฝึกอ่านหลายๆ แบบ หนังสือนอกเวลาไม่สนุกเลย (กร๊าก)
Introduction to English Composition - English Composition
ฝึก เขียนค่ะฝึกเขียน ไอ้การเขียน essay ภาษาอังกฤษแบบที่ต้องมี intro, content, conclusion มันเป็นยังไง ก็มาเรียนในวิชานี้แหละค่ะ เขียนเรียงความ ไม่ได้เรียนเฉพาะใช้ภาษายังไงในการเขียนเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้การเรียงเรียบความคิดแบบฝรั่ง (เขียนเรียงความภาษาไทย กับภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนกันนะจุ๊) มีการฝึกการอ้างอิงจากผู้อื่นด้วย ดังนั้นห้าม plagiarize นะจ๊ะเธอจ๋า ที่จริงมันมี Advance English Composition ต่อด้วยนะ... แต่ดิฉันพอแล้วค่ะพอ ไม่ลงแล้วเว้ยยยยยยยย
English Letter and Report Writing
ฝึก การเขียนเพื่อเอาไปทำงาน อันนี้จะคล้าย Business English อยู่นิดๆ ฝึกเขียน Resume เขียนจม. สมัครงาน เขียนจม. โต้ตอบกับลูกค้า เขียนรายงานการประชุม และอื่นๆ อีกมากมาย มีประโยชน์ต่อวิชาชีพดีนะ สำหรับคนที่ต่อไปจะต้องเข้าทำงานในบริษัท มันได้ใช้แน่ๆ ล่ะค่า
Introduction to English Fiction
เรียน เกี่ยวกับวรรณกรรมร้อยแก้วทั่วๆ ไป สอนการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมเบื้องต้น เรียนรู้เทคนิคว่าผลงานเขียนเป็นภาษาอังกฤษใช้เทคนิคอะไรในการเล่าเรื่อง มีเรื่องแนวไหนบ้าง บลาๆๆๆ ก็อ่านทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาวเยอะแยะมากมายมหาศาล ทำข้อสอบทีเขียนวิเคราะห์กันมือหงิกค่ะท่านผู้ชม
Introduction to English Poetry
เหมือนข้างบน แต่เรียนวรรณกรรมร้อยกรอง (บรรยายเลว) รู้จักนักประพันธ์สำคัญๆ (ซึ่งตอนนี้ก็จำได้ไม่กี่คนครับ.....)
Mythology and Background of English Literature
เรียน ตำนานต่างๆ ทั้งกรีก โรมัน นอร์ส และตำนานจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล (เห้ย มันรวมทุกอย่างเลยว่ะ ทำไมเยอะ!!!) ก็เป็นวิชาที่สนุกมากกกก เพราะอาจารย์เล่าเรื่องให้ฟังได้มันส์มากกก 555 คือตำนานกรีกมันก็สนุกอยู่แล้ว แต่ยิ่งอาจารย์มาเม้าท์ให้ฟังเหมือนอารมณ์ละครหลังข่าวยิ่งสนุก แต่ที่ยากลำบากคือเวลาสอบต้องจำชื่อนั่นโน่นนี่ให้ได้ แล้วต้องสะกดให้ถูกด้วย!!! สะกดผิดไม่ได้คะแนนเลยนะเธอ... แอบโหด แต่ทำให้เห็นมุมมองของทางตะวันตกเยอะีทีเดียว บางทีก็ได้คำศัพท์กับเรียนรู้ความเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติหลายๆ อย่าง
Background of British Literature - Background of American Literature
ตาม ชื่อ............ อ่านกันสะบั้นหั่นแหลก เรียนเกี่ยวกับนักเขียนสำคัญๆ ที่มีผลงานสะท้อนประวัติศาสตร์อังกฤษและอเมริกัน (ซึ่งตอนนี้ลืมหมดแล้วค่า กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก เลวนัก)
20th Century English Short Story
มายุคใหม่กันหน่อย อันนี้เริ่มเข้าโซนวิชาเลือกล่ะ เป็นวรรณกรรมสมัยใหม่หน่อย ก็อ่านๆๆๆ เรียนๆๆๆ ว่าสมัยนี้วรรณกรรมอังกฤษเค้านิยมเขียนอะไรกัน ทำไมเค้าถึงเขียนแบบนี้ เรื่องที่เขียนสะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง บลาๆๆๆ
19th Century English Novel
คล้ายๆ ข้างบน แต่เจาะนวนิยาย (อ่านไรไปมั่งเนี่ย............. อ่านประมาณ 4-5 เรื่องอะ เล่มเต็มๆ)
Development of British and American Novel
อันนี้เรียนมันทุกสมัย แต่เจาะลึกเฉพาะ นวนิยาย เท่านั้น คอร์สนี้ก็ได้อ่านนิยายน้ำเน่าเยอะเชียว น้ำเน่าแถมน้ำท่วมทุ่งอีกต่างหาก เอามาให้กุอ่านทำไมเล่มตั้งหนา อ่านเองไม่ค่อยรู้เรื่อง อาจารย์เล่าให้ฟังมันกว่ากันเยอะเช่นเดิม ฮ่าๆๆ
Development of British and American Drama
เหมือนข้างบน... แต่เรียน บทละคร นรกมากกกกกกกกกกกกกกก เพราะบทละคร เอามาอ่าน มันไม่สนุกเลยยยยยยยยยยยย เขามีไว้เป็นสคริปต์เพื่อแสดงละคร ไม่ได้ให้อ่าน TT-TT
Romantic Poetry
อันนี้ก็เจาะร้อยกรองยุคโรแมนติก คือยุคที่แสดงอารมณ์กันสวี้ดสว้าดวี้ดวิ้ว อืม... ก็สนุกดีอ่านะ
เอ่อ ประมาณนี้มั้ง นอกนั้น จะเป็นเกี่ยวกับทางภาษาศาสตร์ ซึ่งก็จะเรียนเกี่ยวกับลักษณะไวยากรณ์ของภาษาที่เชื่อมกับวัฒนธรรมของภาษา นั้นๆ (นอกเหนือจากภาษาอังกฤษด้วยอะนะ)
3. สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
วิชาที่เรียนด้านทักษะ จะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด *-*b จริงจริงหนา มิได้โม้ เพราะฝึกหนักมาก อาจารย์จะบังคับและกดดันให้ทำ assignment มากมาย เวลาเรียนในห้องก็จะกดดันด้วยการส่งสายตาหวานแหววให้พูดตอบ *w* แล้วต้องผ่านการอ่านอะไรต่างๆ นานามากมายจนรู้ตัวอีกที เราก็อ่านภาษาอังกฤษไ้ดคล่องแคล่ว พูดได้ลิ้นรัว และเขียนได้ลื่นไหลกว่าเดิมแล้ว!!!!
ส่วนสายวรรณคดี ขอบอกว่า ถ้าไม่ได้ทำงานด้านวิชาการ เป็นอาจารย์ หรือทำเกี่ยวกับหนังสือโดยตรง ก็อาจจะไม่ได้ใช้ความรู้ในตรงนี้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่วิชาตรงนั้นให้มา คือการคิดวิเคราะห์ ทำให้เรารู้จักตีความสารที่สื่อออกมา และวิจารณ์ได้ว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร กำกวมหรือไม่ นำไปปรับใช้ได้ตามจุดประสงค์ของการทำงาน
หรือแม้ว่าถ้าไม่ได้ใช้ความรู้ตรงนี้ ไอ้ความรู้เกี่ยวกับวรรณกรรมของโลกเหล่านี้ มันก็เป็นความรู้รอบตัวที่ควรรู้ไว้นะเออ!!!
จุดแข็งของสาขาวิชานี้คือภาษาอังกฤษ ดังนั้น สกิลอย่างอื่น อย่างการจัดการ การรับลูกค้า การจัดเรียงข้อมูล พวกนั้น ไปฝึกเอาจากชีิวิตประจำวันข้างนอก หรือชีวิตทำงานค่ะ... (สกิลการใช้คอมพิวเตอร์ก็สำคัญนะ ฝึกเอาตั้งแต่ตอนเรียนได้เลย เอาให้แบบใช้ได้จริงนะ ไม่ใช่ใช้ MS word จะย่อหน้า เจือกกด space bar กะๆ เอา.... แบบนั้นก็ไม่ไหวนะคะ)
ภาษาอังกฤษเป็นสกิลที่มีประโยชน์สำหรับการทำงานในปัจจุบันมาก.... เคยมีพี่มาเล่าเรื่องให้ฟังว่า มีงานตำแหน่งนึง ต้องการคนใช้ภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์ได้ (น่าจะคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานอะนะ) มีคนสมัครงานสองคนให้เลือก ระหว่าง คนใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่ใช้คอมไม่เป็น กับคนที่ใช้คอมเป็น แต่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้
ผู้จ้างงานเลือกคนใช้ภาษาอังกฤษได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า "สอนใช้คอมพิวเตอร์ ง่ายกว่าสอนภาษาอังกฤษ"
ฟังดูดี (รึเปล่า 555)
(แต่ถ้าคอมพิวเตอร์ขั้น javascript อะบึ๋ยๆๆๆ นั่นก็คงไม่ไหวอะนะค้าาา)
4. บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
รักภาษาอังกฤษ และ ขยัน ค่ะ
ก็อย่างที่เห็นว่ามันเรียนอะไร มันต้องอ่านภาษาอังกฤษทั้งนั้น ถ้าไม่อ่านก็ไม่มีข้อมูลไปพูดไปเขียนให้อาจารย์ฟัง วิเคราะห์ไม่ได้และความรู้จะไม่บังเกิด และมันใช้ภาษาอังกฤษในการพูด (ฝึก) กับอาจารย์ และเขียนด้วยเหมือนกัน ดังนั้นรอบตัวจะเต็มไปด้วยภาษาอังกฤษไปหมดค่ะ
อยากบอกว่าไอ้แนวทางการเรียนการสอนที่ปรับเปลี่ยนใหม่ของบ้านเรา เนี่ย มันไม่มีทางสายกลางเอาซะเลยนะ คือบอกว่า ไม่อยากให้เด็กท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ครั้นจะไม่ต้องอ่านไม่ต้องท่องเลย มันก็ไม่ได้นะคะ.... ถ้ามันไ่ม่ข้อมูลดิบในหัวสมอง แล้วจู่ๆ มาให้วิเคราะห์เลย มันก็มั่วสิคะ!!!!
อีกอย่างก็คืออย่างที่บอกไปข้าง บน จุดแข็งคือภาษาจริง แต่ต้องรู้จักมีมนุษย์สัมพันธ์กับคนอื่นด้วย เผื่อเอาไว้ใช้ในสายงานต่อๆ ไป คือ ไอ้เรามันจะใช้ภาษา ถ้าไม่รู้จักพูดกับผู้คน ไม่รู้จักสมานฉันท์กันด้วยการใช้ภาษา แล้วจะเอาไปพูดกับหมาที่ไหนคะ!
อีกอย่าง อันนี้ไม่รู้จะโทษใคร เวลาที่เด็กสมัยนี้เรียนภาษาอังกฤษ เห็นจะเอาเหตุผลไปเสียทุกอย่าง ว่าทำไม verb ตัวนี้ ตามอันนี้ แล้วเป็นแบบนี้ ทำไมๆๆๆๆๆๆ มีกรณีไหนอีกที่มันเป็นแบบนี้ จะเอาไปท่อง ไปจำ เออ ก็อยากจะโทษว่าเป็นเพราะข้อสอบบ้านเราที่มันออกมาแบบเน้นไวยากรณ์ แล้วก็ใครๆ ก็อยากจะเข้ามหาวิทยาลัยอะนะ ก็อัดๆๆๆ ไวยากรณ์ไปเต็มเหนี่ยว หรือไม่ก็ชอบมาถามความหมายเอาตรงๆ เช่น จะพูดคำว่า "บลาๆๆๆ" เป็นภาษาอังกฤษว่าไงอะคะ? โดยที่ไม่พยายามเขียนเองมาก่อนเลยอะนะ... เออ ไม่รู้... เห็นแล้วหงุดหงิด คือเหมือนจะถามเอาไปท่องสอบ แต่ไม่คิดจะเอาไปใช้น่ะ ถ้าถามอะไรสร้างสรรค์แสดงให้เห็นถึงความใฝ่รู้ว่า learn กับ study ต่างกันยังไงอะคะ? มันยังน่าตอบให้หน่อย บ่นมาตั้งยาว คือ... บางทีมันก็แยกยากนะ ว่าน้องถามเพราะอยากรู้ไปท่องสอบ หรือเพราะอยากรู้เพราะภาษามันน่าสนใจกันแน่ (น้องเค้าขยันแล้วยังไปว่าเ้ค้าอีกแน่ะ...)
เวลาเรียนภาษา ช่วยรักภาษา แล้วก็เอาไปใช้บ้างเถอะค่ะ อย่าเอาแต่เรียนเพื่อท่องๆๆๆๆๆๆ ไปสอบ แล้วจบกัน แบบนั้น มันไม่ปลื้มเลย...
(บ่นไรวะ.... บ่นเองยังไม่รู้เรื่องเองเลย กร๊ากกกก)
คือ เวลาคุณเรียนภาษาอะไรซักภาษา เคยมีความคิดบ้างมั้ยว่า ภาษามันเป็นสิ่งที่สวยงาม อะค่ะ... ชื่นชมคนที่คิดว่า เห้ย เวลาจะเรียกคำนี้ เค้าคิดได้ไงวะว่าต้องเป็นคำนี้ เออ สร้างสรรค์ๆ อะไรแบบนี้ เคยรู้สึกมั่งป่าวอะ?
ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกอย่างนั้นกับทุกภาษาที่เรียนค่ะ รวมทั้งภาษาไทยด้วย
5. อยากบอกน้องๆที่จะเลือกคณะนี้ว่า?
คณะนี้ เรียนโหดและถึก มาก ค่ะ คนที่จะเข้ามาได้ ส่วนมากก็เป็นคนขยันกันอยู่แล้วอะเนอะ แต่เข้ามาอาจจะเกิดความรู้สึกว่า "เรายังขยันไม่พอ..." เพราะคนรอบข้างมันบ้าเรียนกันชิ!!!!!!! (เป็นอีเนิร์ดกันหมดทั้งคณะ...) ปัญหาของคนคณะนี้คือ เครียดเกิน อย่าง ปกติได้คะแนนแบบ 18/20 เจออาจารย์ให้คะแนน 14/20 มา ร้องไห้เป็นลมยังมี ............. ก็ มี EQ กันหน่อยนะ.............
คือคณะนี้มันบ้าจริง อ่ะ ได้ B B+ ไม่พอจะเอา A ได้ A ไม่พอ อยากได้เกียรตินิยมเหรียญทองอีก... (ส่วนมากเค้าก็หวังกันอะนะ) (ดิฉันก็หวังเกียรตินิยมอะ ตอนเรียน เพราะมันมีหวังอยู่ แต่เหรียญทองนี่ไม่หวัง 5555555) แต่ก็อย่างว่า การได้ C ในคณะนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติเท่าไหร่ เกรดต่ำสุดที่ยอมรับได้ ส่วนใหญ่จะอยู่แค่ B ได้ D มานี่เครียดโลกแตกเลยนะคะ (ถ้าดิฉันได้ C มาตัวนึงก็คงแอบเศร้าๆ เหมือนกัน แต่จริงๆ มันก็เป็นแค่คะแนนนั่นแหละ เรียนจบก็พอแล้ว เอาอะไรมากมาย วู้วววววว < จบมาแล้วพูดได้ ฮ่าๆๆ)
การ ตั้งความหวังน่ะทำได้นะ มีความทะเยอทะยาน ทำให้เราพัฒนาตัวเองไปได้ไกล แต่ถ้ามันมากเิกินไป ทำลายสุขภาพ ทำลายความสุข มันจะทำไปเพื่ออะไรล่ะ ขอให้เข้ามาเรียนอย่างมีความสุขดีกว่า
เอ่อ เค้าต้องบอกเกรดกันป่าวอะ... 3.69 เีกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ไม่ได้จะอวดอะไร เพราะในชีวิตการทำงาน เขาไม่สนใจเกรดคุณหรอกค่ะ... ใครเกรดสูงๆ ไปสมัครงาน ก็อย่าทำตัวหยิ่งว่าฉันเก่งฉันแน่นะ โลกกว้างนี้มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมากมายนัก ถ่อมตัวไว้ เป็นเด็กนอบน้อมให้ผู้ใหญ่เอ็นดูดีกว่าค่ะ (จากพนง. ที่ชอบนินทาเจ้านายตัวเอง กร๊ากกกกกกกกกก)
อ้อ แล้วเนื่องจาก คนเรียนสายภาษา ทำอาชีพอะไรได้เยอะมากกกกกกกกกกกกกกก ตอนดิฉันเข้าไปเรียนก็ยังไม่มีความคิดเลยซักนิดว่าจบไปอยากทำอะไร (คืออยากทำอะไรก็ได้ ที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ) ถ้าคนที่มีความคิดอยู่แล้วว่าอยากเป็นอะไร ถ้ามีโอกาสก็เสริมเอาความรู้ด้านนั้นเข้าหาตัวดูนะ แต่ใครที่ยังไม่รู้ ก็ตั้งใจเรียนไปก่อนพอจบแล้ว หางาน ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ยังไม่สายจ้า ชีวิตมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ~
วันนี้เวิ่นเว้อ........... =w= ว่างเรอะ!!!!!!!!
กราบขอบคุณประสบการณ์ดีดีจากคุณพี่
|
เรียนอักษรศาสตร์ เอกอังกฤษ อย่างคนมีกึ๋น |
|
|
โพสต์เมื่อ
04/08/2010 23:50
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/08/2010 00:17
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/08/2010 19:38
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/08/2010 19:52
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/08/2010 20:00
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/08/2010 21:54
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
05/08/2010 22:57
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
06/08/2010 22:30
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
16/08/2010 19:39
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
16/08/2010 21:24
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
31/10/2010 21:27
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
31/10/2010 21:27
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
03/11/2010 21:46
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
28/02/2011 22:35
|
0
ความคิดเห็น |
|


Chielo 09/12/2011 23:00