เงินเดือนของนักแปล และล่ามที่ทำประจำอยุ่ในบริษัท

บทความนี้คัดลองมาจากใน Pantip นะครับ เห็นว่ามีประโยชน์มากๆ สำหรับน้อง ๆที่อยากเรียนสายภายภาษา
เรื่องอัตราเงินเดือนถามแบบนี้ ตอบไม่ได้หรอก วิธีประเมินที่แม่นยำที่สุดก็คือสัมภาษณ์ผู้สมัครงานเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นก็ให้ผู้สมัครนั่งแปลอะไรบางอย่าง ให้ดูกันตรงนั้นเลย (ห้ามเอากลับบ้านไปแปล) แล้วตรวจงานแปลตรงนั้นเลย เพื่อจ่ายเงินเดือนตามความสามารถ หรือถ้าความสามารถไม่พอ ก็ไม่ต้องจ้าง
บททดสอบซึ่งมีทั้งพูดและเขียนแบบนี้ย่อมประเมินความสามารถได้ทั้งการเป็นล่ามและเป็นนักแปล
The name of the game ก็คือว่า บริษัทใดๆ ที่มีผู้บริหารที่เก่งภาษาเอง อยู่แล้ว ก็ย่อมคัดเลือกล่ามหรือนักแปลได้อย่างถูกต้องเสมอ ซึ่งก็เหมือนๆกับลูกค้าที่ต้องการแปลเอกสารด้วยเช่นกัน นั่นก็คือว่า ถ้าเขาไม่มีความรู้เลยเรื่องภาษา เขาก็อาจเลือกนักแปลผิดพลาดได้ แต่ถ้าลูกค้าเก่งด้านภาษาอยู่แล้วเขาจะไม่ผิดพลาดในการเลือกนักแปลอย่างเด็ดขาด
แล้วถามว่า ถ้าผู้บริหารหรือลูกค้าเก่งภาษาอยู่แล้ว แล้วไปจ้างคนอื่นเป็นล่ามหรือทำงานแปลทำไมกัน?
ตอบ เขาไม่มีเวลาทำงานเป็นล่ามหรือแปลเอกสารเองยังไงล่ะ (มัวแต่ไปทำงานบริหาร) จึงต้องจ้างคนอื่นมาทำ
สรุปแล้ว บริษัทที่ดีที่สุดที่จะทำงานให้ หรือลูกค้าที่ดีที่สุดที่จะบริการให้ ทั้งด้านงานล่ามและงานแปลนั้น จะต้องเป็นบริษัทหรือลูกค้าที่มีผู้บริหารที่เก่งมากๆทางด้านภาษา นั่นก็เพราะว่าล่ามหรือนักแปลสามารถเรียกค่าตอบแทนตามความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่ และผู้บริหารที่เก่งมากๆทางด้านภาษา ก็รู้ว่า ล่ามหรือนักแปลเก่งๆแบบนี้ หาได้ยากมาก ดังนั้น เขาจะยอมสู้เงินเดือนสูงๆหรือยอมจ่ายค่าวิชาชีพในอัตราสูงๆนั่นเอง
ใน #1 เราบอกว่า ถ้าเป็นเรารับสมัครนักแปล เราจะทดสอบอย่างไร
คือว่าตอนเราทำงานแปลในบริษัทแปล เจ้าของบริษัทชอบออกไปข้างนอกไปคุยกับนักการเมือง เลยทิ้งให้เราช่วยคัดเลือกนักแปลให้เขา เราก็เลยใช้วิธีที่ให้ไว้ใน #1
แต่นั่นมันหลายปีมาแล้ว และเราไม่ได้บอก rates ที่เราคิดไว้ หลังจากรู้ผลการทดสอบแล้ว
ทีนี้เราจะลองคิดตามอัตราค่าครองชีพในปัจจุบันนะ ว่าพอรู้ผลทดสอบแล้วน่าจะ rates อยู่ที่ไหน
กรณีแปลอังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ ถ้าจากการทดสอบ แล้วจับเวลา แล้วคำนวณได้ว่าภายในเวลา 8 ช.ม. น่าจะแปลได้กี่หน้ากัน?
เราคิดว่า rates ขนาดข้างล่างนี้น่าจะใกล้เคียงความจริง
1. หากแปลได้ประมาณ 3 หน้ากว่าๆ ภายใน 8 ชั่วโมง และยังไม่ค่อยถูกต้องมากนัก (แต่พอแก้ไขเยียวยาได้) เงินเดือนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 13,000 (หมายเหตุคนที่เพิ่งหัดแปล อย่างมากก็แปลได้แค่ 3-4 หน้าจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น)
2. หากแปลได้ประมาณ 10 หน้า หรือมากกว่านั้น ภายใน 8 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและจำนวนคำ) และเมื่อยังไม่ได้ edit คำแปล ก็เกือบใช้งานได้อยู่แล้ว เงินเดือนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 35,000-37,000 (หมายเหตุ คนที่แปลชำนาญมากๆ เผลอๆ แปลเร็วกว่านั้นอีก...!!)
ในกรณีของ 2 ที่ให้ 35,000-37,000 นั้น เราตั้งสมมุติฐานว่า เวลาแปลอังกฤษเป็นไทย นักแปลต้องตีความภาษาอังกฤษแม่นยำมาก และเขียนภาษาไทยไม่มีกลิ่นนมเนย ส่วนเวลาแปลไทยเป็นอังกฤษ คำแปลภาษาอังกฤษ ต้องสื่อความหมายได้ถูกต้อง ชัดเจน ไม่แปลผิด ไม่ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด แต่ยอมให้มี non-native speaker's errors ได้บ้าง แต่จะต้องไม่ผิดจนเละเทะ จนดูน่าเกลียด แต่ถ้าเขียนภาษาอังกฤษผิดมาก ก็ต้องลดเงินเดือนไปตามสัดส่วน หรือในกรณีที่บริษัทมีงานแปลไทยเป็นอังกฤษเสียเกือบ 100% อาจต้องพิจารณา "ไม่จ้าง"
3. แต่ถ้าแปลได้เร็วขนาดในกรณีของ 2 (ทั้งแปลอังกฤษ-ไทย กับแปลไทย-อังกฤษ) แล้วเมื่อแปลไทยเป็นอังกฤษ นักแปลสามารถเขียนภาษาอังกฤษได้ดีเท่า native speaker คือไม่มีกลิ่นกะปิน้ำปลาเลย แถมยังเขียนภาษาอังกฤษได้สวยหรูดูไฮโซสุดๆจริงๆ เงินเดือนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความสำคัญของงานที่แปล
ส่วนถ้าเป็นแปลญี่ปุ่น ไทย อังกฤษ เงินเดือน ยึดตามเกณฑ์ที่ให้ไว้ใน
1- 3 ได้ แต่ให้เอา 2 คูณ เนื่องจากค่าแปลภาษาญึ่ปุ่นแพงที่สุดในตลาดการแปล ประเทศไทย
ส่วนงานล่ามนั้นไม่ค่อยมีให้ทำหรอก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะไปตีสนิทกับสำนักงานทนายความข้ามชาติที่มีคดีต้องทำทุกวัน ต้องขึ้นศาลทุกวัน อะไรทำนองนั้น หรือทำงานล่ามในโครงการอะไรสักอย่างตลอดอายุโครงการ แต่รู้สึกว่าอาจมีบริษัทจัดหางานบางแห่ง (ที่มีลูกค้ามากมาย) มีงานล่ามให้ทำบ่อยๆ ก็ได้ ต้องลองค้นข้อมูลดู
ค่าบริการล่าม ภาษาอังกฤษ-ไทย และ ไทย-อังกฤษ เริ่มตั้งแต่วันละไม่กี่พันบาท ไปจนถึงวันละหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับว่าเป็นล่ามเรื่องอะไร เคยได้ยินมาว่างานเป็นล่ามให้สถานทูตค่าตอบแทนสูงมากๆ แต่กว่าจะหลุดเข้าไปได้ต้องฝ่าด่านอรหันต์หลายๆชั้นมากๆ ...(คือต้องรู้จักผู้คนมากพอสมควร)
จากคุณ tansy (iwrite4u)
.................................
ตอบในฐานะคนทำงานบริษัทเอกชน
1. งานแปล มีเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น
ดังนั้น จึงมักจะไม่จ้างเป็นพนักงานประจำ แต่ให้พนักงานในบริษัทที่เก่งภาษาช่วยแปลให้ หรือไม่ก็จ้างบริษัทแปล
2. งานล่าม มีเป็นครั้งคราวเช่นกัน เพราะพนักงานทั่วไปก็สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ในระดับที่คุยรู้เรื่องอยู่แล้ว สำหรับภาษาญี่ปุ่นก็เฉพาะผู้บริหารญี่ปุ่นรุ่นเก่าบางคนที่ภาษาอังกฤษไม่กระดิกหู ซึ่งกรณีนี้เขาจะจ้างเลขาฯ ที่เก่งภาษาญี่ปุ่นด้วย ไม่ใช่งานเลขาอย่างเดียว หรือล่ามอย่างเดียว
งานล่ามที่ต้องใช้ล่ามมืออาชีพจริงๆ มีน้อยเหลือเกินครับ
อย่างเช่นที่บริษัทผม เคยจ้างล่ามมืออาชีพเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในการเจรจากับธนาคารเจ้าหนี้ที่เป็นญี่ปุ่น
ซึ่งล่ามที่จะมาทำหน้าที่นี้ ไม่ใช่แค่รู้ภาษาญี่ปุ่นธรรมดาๆ แต่ต้องมีความรู้ทางด้านการเงิน ตลอดจน technical terms ต่างๆ ทางการเงิน ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย
ค่าจ้างแพงโขครับ ไม่กี่ชั่วโมง หลายหมื่นครับ
ดังนั้น ต่อกรณีของ จขกท
เป็นนักแปลในบริษัทแปลดีกว่าครับ ถ้าเป็นธุรกิจอื่น อยู่ไม่ยืดครับ เพราะไม่ค่อยมีงานให้ทำ
แล้วรับ job งานล่าม ตามแต่โอกาสจะอำนวย
โดย คุณหน่มไร้นาม
..........................
ใช่คุณหนุ่มไทยไร้นาม พูดถูก... บริษัทเอกชนที่จะจ้างนักแปลประจำแบบยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเดือนแพงๆนั้น แทบจะไม่มีเลย เว้นเสียแต่ว่าจะจ้างให้เป็นนักแปลและ/หรือล่ามประจำโครงการซึ่งจะต้องมีการเซ็นสัญญาและต่อสัญญากันทุกๆหนึ่งปี หรือถ้าโครงการไม่แน่ไม่นอนก็อาจต่อสัญญาทุกๆ 6 เดือนก็ว่าได้
นักแปลที่เรารู้จัก ซึ่งทำงานเป็นล่ามและนักแปลให้กับบริษัทหรือองค์กรข้ามชาติเงินเดือนค่อนข้างมากนั้น เป็นเพราะว่า มันเป็นงานโครงการ ที่ข้อมูลที่แปลเป็นความลับ จะส่งคนนอกแปลไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งมันมี jargon ที่ใช้ในโครงการนั้น ซึ่งกว่านักแปลจะเรียนรู้จนแปลได้ถูกต้อง ก็ต้องมึนหัว ไปเป็นเวลาหลายเดือน....
ดังนั้น บริษัทเอกชนส่วนใหญ่ที่มีงานแปลมากพอสมควร จึงมักจะอาศัยบริการจากบริษัทแปล และบริษัทแปลจึงตัดราคากันเองเพื่อแย่งลูกค้ากัน
แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถึงบริษัทแปลจะมีลูกจ้างประจำ แต่บริษัทแปลส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าจ้างนักแปลประจำเงินเดือนสูงๆ แต่จะจ้าง freelance translator ส่งผลให้เมื่อบริษัทแปลกินหัวคิว freelance translator ไปแล้ว (กินมากถึง 50%) นักแปลเหลือค่าตอบแทนนิดเดียว จึงต้องรีบแปลลวกๆ แบบที่เราเคยทำ ที่เราเรียกมันว่า "ก่วยเตี๋ยวเรือ" นั่นเอง ...ศัพท์ตัวนี้ พี่ nickycharles เป็นคนบัญญัติมันขึ้นมา
ดังนั้น ระบบกินหัวคิว จึงทำให้คุณภาพงานแปลจากบริษัทแปลหลายๆแห่งในประเทศไทย ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ลูกค้าที่เป็นบริษัทเอกชน ก็ต้องยอมทน เอาคำแปลแบบว่า "พออ่านรู้เรื่องก็ดีถมเถไปแล้ว" เนื่องจากไม่มีงบพอที่จะจ้างนักแปลเก่งๆนั่นเอง
เราเคยคิดฟุ้งซ่านหลงทางอยู่นานว่า จะทำอย่างไรให้ลูกค้า กับนักแปล มาพบกันเองได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง(คือบริษัทแปล) แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว เห็นว่า ลูกค้าที่เป็นบริษัทหลายๆแห่ง ไม่ยอมจ้างนักแปลที่เป็นบุคคลธรรมดา แต่จะจ้างนักแปลที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ดังนั้น ทางออกของนักแปลที่มีอยู่ก็คือ
1. จัดตั้งบริษัทขึ้นมาเอง
2. ยังคงเป็นนักแปลอิสระแบบบุคคลธรรมดา แต่ต้องรู้จักผู้คนในวงการต่างๆมากมาย เพื่อที่จะได้งานแปลมา... ยกตัวอย่างเช่น คนที่เรียนจบทางด้านภาษาจากมหาลัยดังๆ เมื่อจบออกไปทำงานเลย 10 ปีขึ้นไป พวกเพื่อนๆที่เรียนด้วยกันในมหาลัยเดียวกัน ก็คงจะกลายเป็นใหญ่ในหน่วยงานต่างๆ เพื่อนฝูงก็จะไม่ลำบาก เพราะจะมีการโยนงานให้กันและกัน...
3. ออกไปหางานเอง คือไปหาลูกค้าเอง แต่ก็อีกนั่นแหละ อาจต้องวนกลับไปข้อ 1. อีกก็ได้ เนื่องจาก ถึงข้อเสนอดี ลูกค้ายอมรับได้ แต่ลูกค้าบางรายก็ยังไม่ยอมจ้างบุคคลธรรมดา ดังนั้น นักแปลก็จะต้องไปตั้งบริษัทเพื่อให้ตัวเองเป็นนิติบุคคลขึ้นมาอีกนั่นแหละ ซึ่งก็เข้าข่ายข้อ 1. เหมือนเดิมนั่นแหละ
สักวันหนึ่ง อาจมีกลไกอะไรที่ทำให้ลูกค้าคิดได้ว่า การไว้วางใจขริษัท เพราะตามไล่เบี้ยได้ ว่าใครรับผิดชอบงานแปล จะทำให้มีการกินหัวคิวนักแปล และทำให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าแปลสองเท่า ก็อาจมีกลไกอะไรบางอย่างที่จะช่วยให้นักแปลกับลูกค้าพบกันโดยตรงก็ได้...ซึ่งก็นับว่ายังเป็นความฝันอันลมๆแล้งๆของเราอยู่ ...555+++...
ดังนั้นตอนนี้เราจีงเปลี่ยนอาชีพเป็นรับจ้างแปลหนังสือให้คนอื่น (แบบเป็น ghost translator) ไปพลางๆก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยาย ไปหาอาชีพอื่นทำ คิดว่าจะเปลี่ยนอาชีพเป็นครูสอนโยคะ (เมื่อก่อนอยากเป็นหมอดู) แต่ตอนนี้สอนโยคะจะดีกว่า เพราะท่าทางเราจะรอดตาย แล้วหน้าตาเด็กยิ่งๆ ขึ้นทุกวัน จนทำให้ขาย yoga courses ได้ง่าย เอ่อดีอะ เราจะได้จับสาวๆ ฝึกท่าโยคะ สวยๆงามๆ จะสนุกกว่าแปลนะ ...อิๆๆๆๆ....
ชีวิตนักแปลนะ แสนจะยากลำบาก ทักษะการแปล กว่าจะได้มา ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้หลายปี แต่งานการ กว่าจะได้มาโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง มันแสนจะยากลำบาก มันเหมือนกับเกษตรกร แต่ตอนนี้เกษตรกร จะดีขึ้นแล้วเนื่องจากผลผลิตนอกจากจะใช้กินเป็นอาหารได้ ก็ยังใช้เป็นพลังงานทดแทนได้อีกด้วย ดังนั้น จึงมีหลักประกันว่า จะทำนา ทำสวนทำไร่ แล้วมีรายได้ตลอดปี ซึ่งอาจจะมั่นคง และร่ำรวยกว่าการเป็นนักแปลเสียด้วยซ้ำไป ......
จากคุณ tansy (iwrite4u)
Credit Pantip
|
เงินเดือนของนักแปล และล่ามที่ทำประจำอยุ่ในบริษัท |
|
|
โพสต์เมื่อ
14/08/2010 00:16
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
15/08/2010 00:47
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
18/08/2010 04:46
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
27/08/2010 06:52
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
23/10/2010 13:04
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
03/03/2011 11:04
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
03/03/2011 12:20
|
0
|
|


