อภิสิทธิ์คาดหวังอุดมศึกษาแก้ปัญหาบ้านเมือง

นายกฯ คาดหวังอุดมศึกษาแก้ปัญหาบ้านเมือง ยอมรับปฎิรูปการศึกษาที่ผ่านมายังไม่ตรงเป้า –ไม่ตอบสนองความต้องการของคนในสังคม เชื่อ 1 จังหวัด 1 มหา’ลัย สร้างความปรองดองได้ ฝากอุดมศึกษา อย่าละเลยการขยายโอกาสทางการศึกษา มุ่งสร้างวิจัยเพื่อชุมชน เน้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก แก้ปัญหาเชื่อมโยงระบบการศึกษาให้เข้าระบบเศรษฐกิจ สังคม และบ้านเมือง แนะจัดระบบบริหารจัดการเอื้อให้ครู อาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัย มีเวลาทำงานวิจัย

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2553 ที่โรงแรมรามาการ์เดน หลักสี่ กรุงเทพมหานคร ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.) จัดประชุมวิชาการประจำปี 2553 เรื่อง “การปฎิรูประบบอุดมศึกษาไทย:ฤา จะเป็นความฝัน ?” พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณผู้สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นอาจารย์ดีเด่นแห่ง ชาติ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ การปฏิรูปอุดมศึกษาภายใต้บรรยากาศการปฏิรูปการเมืองไทย” ตอนหนึ่งว่าจากการติดตามสื่อมวลชนได้มีการวิจารณ์ว่าการปฎิรูปการศึกษาเป็นเสมือนความฝัน

 สิ่งที่สื่อมวลชนสะท้อนฝ่ายปฎิบัติต้องยอมรับ และพยายามผลักดันให้การปฎิรูป ไม่ใช่เฉพาะปฎิรูปการศึกษา แต่การปฎิรูปการเมือง ระบบข้าราชการ ต้องดำเนินไปพร้อมๆกัน และการดำเนินการจะไม่สำเร็จ หากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกัน โดยเฉพาะในส่วนของอุดมศึกษา ถือเป็นความคาดหวังของสังคม เนื่องจากมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่คอยชี้แนะคนในสังคม และเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรของประเทศ เพราะต่อให้รัฐบาลได้มีการดำเนินการในบางส่วน แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หมด ไม่ตอบสอนงความต้องการของคนในสังคมได้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างเกิดจากระบบการศึกษาไทยอย่าง เดียว

 ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งสัญญาณมุ่งให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาทางการศึกษา พัฒนาคนเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักในการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ทุกภูมิภาค เพราะขณะนี้ต่อให้มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่บางจังหวัด ยังไม่มีมหาวิทยาลัย เช่น จ.ระยอง ทั้งที่พื้นที่จังหวัดดังกล่าว เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม แต่กลายเป็นว่าไม่มีองค์ความรู้สำหรับคนในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นเรื่องขยายโอกาสทางการศึกษา อุดมศึกษาต้อง ให้ความสำคัญจะมองข้ามไม่ได้ อีกทั้งต้องมุ่งสร้างวิจัยเพื่อชุมชน มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก และแก้ปัญหาเชื่อมโยงระบบการศึกษาให้เข้าระบบเศรษฐกิจ สังคม และบ้านเมือง

 “ที่ผ่านมาเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม หรือวิกฤติบ้านเมือง ล้วนเกิดจ่ากความขัดแย้งของคนในสังคม ความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพคน ที่ยังขาดเรื่องของทักษะชีวิต เพราะฉะนั้น อุดมศึกษาจะให้ความรู้ ความสามารถ เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเพิ่มเติมทักษะชีวิต โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แก่เด็กและเยาวชน โดยอุดมศึกษาต้อง หาแนวทางว่าจะทำอย่างไรถึงจะปลูกฝังแก่เด็ก เยาวชน และคนในสังคมได้ นั่นคือการศึกษาต้องทบทวนและฟื้นฟูเพื่อช่วยแก้ปัญหา และโครงการ 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัยนำร่อง ตามแผนปฎิรูปประเทศไทย รัฐบาลคาดหวังสูงมากจากบทบาทของอุดมศึกษา คือ 1 จ.1 ม.นำร่อง ไม่ใช่ให้ 1มหาวิทยาลัยต้องดูแล 1 จังหวัด แต่มหาวิทยาลัยต้องเป็นเจ้าภาพระดมทรัพยากรที่มีอยู่ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสนับสนุนกระบวนการปฏิรูป ทั้งการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม มั่นใจว่าถ้าสามารถเดินตามเป้าหมายของโครงการดังกล่าวจะสามารถตอบโจทย์ต่างๆ ได้”นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวต่อว่านอกจากนั้นแนวทางของรัฐบาล ยังส่งเสริมให้อุดมศึกษามีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยให้อุดมศึกษาออกนอกระบบราชการ เพื่อให้อุดมศึกษาได้มีอิสระ สามารถปรับกฎ ระเบียบต่างๆได้ แต่ทั้งนี้ อยากให้อุดมศึกษากระทำอย่างระมัดระวัง คำนึงถึงเรื่องของคุณภาพเป็นสำคัญ อีกทั้งอุดมศึกษาควร มีระบบบริหารจัดการภายในที่เอื้อให้ครู อาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัยผลิตงานวิจัยที่เชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจ สังคม และส่งเสริมให้คิดนอกระบบ ไม่ใช่ยึดตามความคิดเดิมๆอย่างไรก็ตาม การปฎิรูปการศึกษา รอบแรก ได้พยายามให้อุดมศึกษาเชื่อม โยงกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่พบว่าปัญหาระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ยังเป็นปัญหาคอขวดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้น การแก้ปัญหาระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย อยากได้ขอยุติชัดเจนว่ามีระบบเชื่อมต่ออย่างไรบ้างภายใต้การคำนึงเรื่อง คุณภาพ และแต่ละมหาวิทยาลัยต้องค้นหาบทบาท พัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง และสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ ไม่ใช่มีบทบาทเหมือนกันหมด และการประชุมในครั้งนี้ หวังว่าเมื่อมีการระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ก็น่าจะได้ข้อเสนอแนะที่ช่วยกันสนับสนุนกระบวนการปฏิรูป ทางอุดมศึกษา

 

Credit  คมชัดลึก