เพิ่มเป้าผลิตเด็กสายวิทย์ให้ได้ 2 หมื่นคน จากปัจจุบัน 8 พันคน

 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานได้หารือถึงการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยได้พิจารณา 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่

1.พัฒนาบุคลากรหัวรถจักร เพื่อรองรับการจ้างงานบุคลากรวิจัยในศูนย์วิจัยของภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลกำลังส่งเสริมให้มีการจัดตั้งขึ้น รวมถึงการลงทุนทางเทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม และการประกอบธุรกิจนวัตกรรม ที่ขณะนี้ได้เพิ่มการลงทุนเป็น 0.62% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ทำให้ต้องการบุคลากรกลุ่มนี้จำนวนมาก 

2.การเพิ่มกำลังคนคุณภาพสูงในreal sector (Expand stock of talents) ตอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย มุ่งเน้นส่งเสริมเส้นทางอาชีพ การเพิ่มจำนวนบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์/วิศวกรรมศาสตร์ และเพิ่มการหมุนเวียนคนจากภาครัฐไปยังภาคเอกชน หรือดึงบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านจากต่างประเทศมาสู่ประเทศไทย และ

3.การขยายฐานบุคลากรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

          เลขาธิการ สวทน กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ การขยายฐานบุคลากรที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายทำงาน 2 ส่วนคือ ส่วนแรก การเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์และสายสังคมศาสตร์ ปัจจุบันอยู่ที่ 30: 70 เป็น  60:40ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปดำเนินการ ถัดมาการเพิ่มเด็กผู้มีความสามารถพิเศษเข้าสู่ระบบ ปัจจุบันสถานศึกษาผลิตผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ อยู่ที่ประมาณ 8,000 คนหรือคิดเป็น 1%ของจำนวนเด็กเข้าเรียนชั้นม.1ในปีนั้นๆ แต่จะเพิ่มเป็น 3% หรือประมาณ 20,000 คน ตรงนี้จะใช้วิธีการขยายจำนวนห้องเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยเพิ่มจากที่มีอยู่ประมาณ 200 กว่าห้องในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นอีก 1,000 ห้องโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ขณะเดียวกัน จะพิจารณาปลดล็อกระบบการให้ทุนในบางกรณีเพื่อจูงใจผู้รับทุนกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ

         อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมจะสรุปรายงานให้ที่ประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยเรื่องที่ต้องทำเร่งด่วน คือ การเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายวิทย์ การขยายห้องเรียนวิทย์  การขยับคนภาคการศึกษาที่ทำงานวิจัยแก่ภาครัฐเข้าสู่ภาคเอกชน การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการทุนการศึกษาภาครัฐ และการจัดทำศูนย์ข้อมูลหลักบุคลากรรองรับวิจัยและนวัตกรรม โดยให้การผลิตคนรองรับเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อไป

Credit  komchadluek