แชร์ประสบการณ์ซิ่วหมอ เด็ก 60 จากคนที่เคยพลาดสอบแบบเฉียดฉิว ถ้อ-ถอย-ฮึด-ถึก-ทน-สู้ จนสอบติด !!

วันนี้ Unigang ขอเสนอบทความการเตรียมตัวสอบ กสพท  (สอบวิชาสามัญก็อ่านได้นะ) พี่เค้าอธิบายละเอียดทุกขั้นตอน เป็นบทความแนะแนวการสอบ ที่ยาวที่สุดที่ผมเคยอ่าน น้องๆน่าจะได้หลายแง่คิด ทุกคนที่สอบติด นั้นล้วนแต่เคยประสบปัญหาต่างๆมากมาย แต่ที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ การไม่ย้อมแพ้ อดทน มุมานะ เพื่อจุดหมายเดียวคือ ต้องเป็นหมอให้ได้

 

 

***บทความนี้เขียนขึ้นโดยความปรารถนาดีมีจุดประสงค์มอบให้เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่น้องๆที่กำลังจะสอบ และคนที่ซิ่ว หรือว่ากำลังคิดจะซิ่วหมอ และทันตะ มิได้ทำขึ้นเพื่อการค้าหรือว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคลใดๆทั้งสิ้น  หากว่ากระทบกระทั่ง หรือว่าได้ล่วงเกินสถาบันใด หรือว่าบุคคลใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ หากมีข้อผิดพลาดประการใดยินดีรับฟังคำติชมนะคะ


1) วินาทีแรกที่ตัดสินจะซิ่วหมอ
    หลายคนอาจจะแปลกใจที่ทำไมเราถึงตัดสินใจซิ่วหมอตั้งแต่วินาทีที่เดินออกจากห้องสอบ วันที่ 27 ธันวาคม 2558  ไม่ใช่วันที่จะประกาศคะแนนในอีก 1 เดือนข้างหน้า...คะแนนมันออกตั้งแต่วันที่เราเดินออกจากห้องสอบแล้วล่ะที่จริง แต่มันแค่ยังไม่ประกาศออกมาก็แค่นั้น เราทุกคนต่างก็รู้ตัวเองดีว่าทำได้หรือไม่ได้ ว่าเราจะติดหมอหรือไม่ติด  ยิ่งไปกว่านั้นบังเอิญว่าเราเป็นพวกไม่ศรัทธาในดวงหรือโชคชะตาใดๆเสียด้วย ดังนั้น เราจึงมั่นใจมากกกกกก ว่าเราเอนท์ไม่ติดแน่ๆ   พอเดินออกจากห้องสอบเราได้ยินเพื่อนพูดว่า “เฮ้อ โล่งจัง พอสอบรอบ 9 วิชาสามัญรอบสุดท้ายก็หมดแล้ว” แต่เรากลับรู้สึกตรงกันข้ามสุดๆไปเลย เรารู้สึกว่า “ยังหนักอยู่ ภาระเรายังไม่จบนะ เราจะต้องเอนท์ใหม่ “ ...ซึ่งหมายถึง    ซิ่วหมออย่างแน่นอน 

2) ปีใหม่ 2559    
    หลังจากนั้นอีกสามวันก็เป็นวันปีใหม่ เราตัดสินใจแน่ๆแล้ว ว่าเราอยากเป็นหมอจริงๆ โอเควะ ซิ่วก็ซิ่ว เราเลยปีนขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าบ้านของเที่ยงคืนวันที่ 31 ธันวาคม แล้วตะโกนว่า “ปี 2559 จะเป็นปีของมอสโว้ยยยยยย”  (เราชอบเรียกตัวเองว่า “มอส” อธิบายเหตุผลไม่ได้กรุณาอย่าถาม) เราไม่ได้นึกบ้าขึ้นมานะที่ออกไปตะโกนแบบนี้ เราแค่รู้สึกว่าเรื่องของปีที่แล้วก็ให้มันเป็นปีที่แล้วไปเถอะ เราจะเริ่มใหม่ เราจะทำให้ปีนี้เป็นปีของเรา เราจะไม่มีวันเสียใจหรือเสียดายเลยที่ชีวิตนี้คิดอยากเป็นหมอ เราตะโกนดังมากจนบ้านข้างๆที่กำลังก๊งเหล้ากันอยู่ถึงกับหยุดทั้งวง แล้วก็หันมามองเราเป็นตาเดียว พอเราก้มลงไปมองพวกนั้นข้างล่างก็ขำ ฮะฮ่า ปอดใหญ่ใช้ได้เลยนะเราเนี่ย
3)  เริ่มถามคำถามตัวเอง
    หลังจากพ้นปีใหม่มาสักพัก ผลคะแนนและโควตาต่างๆก็เริ่มทยอยประกาศออกมา คะแนนโควตามม.ภูมิภาค(ขออภัยไม่เอ่ยชื่อม)เราถึงเภสัช แพทย์กายภาพ รังสีเทคนิค ทันตะ วิศวะ บลาๆๆๆ ทุกคณะเลยยกเว้นหมอ นี่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งนึงในชีวิตของเราเลยว่า “จะเรียนไปก่อนดีไหม หรือว่าจะหยุดไปเลยปีนึงเพื่ออ่านหนังสือ”    และตอนนั้นแหละ เป็นตอนที่เราเริ่มถามคำถามกับตัวเอง 
    “อยากเป็นหมอจริงๆไหม” 
: อยากเป็นสิอยากเป็นมากถึงมากที่สุด ชอบอาชีพนี้มากๆเลย
    “แล้วทำไมที่มีโอกาสเอนท์หมอครั้งนี้ เราถึงเอนท์ไม่ติด” (ตอนนั้นผลออกแค่รอบโควตาเอนท์ตรง แต่ถึงรอบกสพท.ยังไม่ออกก็รู้ว่าไม่ติด)
1.    :  เพราะรู้ตัวช้าไปจริงๆว่าอยากเป็นหมอ แต่ก่อนไม่อยากเป็นหมอวิชาที่เกลียดจำพวกวิชาคำนวณ (คณิต กับฟิสิกส์ตัวดี)  เลยไม่สนใจมันสักนิด สอบแค่เอาผ่านๆไป พอตอนนี้ถึงได้รู้ตัวว่าเราคิดผิดแล้วนะ  
2.    เราไม่ได้พยายามเต็มที่ เรามีสิ่งรบกวนจิตใจที่ทำให้เราฟุ้งซ่านมากเกินไปจนอ่านหนังสือแทบไม่ได้
3.    เราไม่รักษาสุขภาพเอง ไม่สนใจตัวเองให้ดี สุดท้ายก็ป่วยในวันสอบจนได้ (แต่ถึงไม่ป่วยก็ทำได้ไม่ดีหรอก ไม่ใช่ข้ออ้างแต่อย่างใด)
สรุป เรายังพยายามไม่เต็มที่ที ซึ่งมันเจ็บใจมาก
    
“ยังจำความรู้สึกตอนที่รู้ว่าตัวเองเอนท์ไม่ติดวินาทีที่เดินออกจากห้องสอบได้ไหม”
: จำได้ชัดเจนยิ่งรอยตาปลาบนมือตัวเองเสียอีก มันไม่ใช่ความรู้สึก “เสียใจที่ทำไม่ได้” แต่ ”เสียดายที่ไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ต่างหาก” และที่สำคัญ คือ มัน “เจ็บใจที่สุด” เจ็บใจที่เราไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เจ็บใจที่ถอดใจว่า “เราเริ่มช้าไป ตามคนอื่นไม่ทันหรอก” เจ็บใจที่ปล่อยให้เรื่องไร้สาระฟุ้งซ่านมาบั่นทอนจิตใจ เจ็บใจที่เราขาดศรัทธาในตัวเอง 
...เคยมีคนถามว่าตอนนั้นเราเจ็บใจขนาดไหน เราเลยตอบเขาไปว่า “เจ็บมากขนาดนี้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ยิ้มและหัวเราะอย่างสมเพชตัวเองเลยล่ะ”
    หากว่าเราเป็นคนที่ขาดความศรัทธาในตัวเองแล้ว ต่อให้เราเป็นคนที่เกิดมามีดวงมากที่สุดในโลก เราก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้หรอก  เพราะสวรรค์ไม่เคยเห็นใจคนที่ดูถูกตัวเอง
“แล้วไม่ลองไปเรียนคณะอื่นดูบ้างเหรอ บางทีอาจจะเจออันที่เข้ากับเราก็ได้”
    สำหรับคำถามข้อนี้เราถามตัวเองกลับว่า “แล้วจะเสียดายไหมที่ชีวิตนี้เคยมีความฝันอยากเป็นหมอ เคยมีโอกาสที่จะได้ทำแต่ไม่ทำ”
    ...ใช่แล้ว เราจะเสียดายและก็เสียใจตลอดชีวิตเลย เพราะเราเป็นคนประเภทที่ว่า พอทำอะไรไม่สำเร็จแล้วมันตัดใจไม่ค่อยลง ปล่อยวางยาก โดยเฉพาะอันที่ทำไว้ครึ่งๆกลางๆจะยิ่งหงุดหงิดมากกกกกกก มันจะเสียดาย และค้างคาใจมากเลย 

    ถ้าเราอยากเป็นหมอจริงๆเราก็ไม่อยากมานั่งเสียดายว่า “เฮ้อ สาเหตุที่เอนท์ไม่ได้เป็นครั้งที่สองเพราะเวลาอ่านหนังสือไม่พอ เพราะต้องเข้าเรียนมหาลัยคณะอื่น กิจกรรมคณะปีหนึ่งเยอะ ไหนจะรับน้อง ไหนจะค่าย บลาๆๆๆ”

เพราะ มันไม่ใช่เหตุผลหรอก มันเป็นแค่ “ข้ออ้าง” ของคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะมุ่งมั่นกับเส้นทางที่อยากจะก้าวเดินในชีวิตของตัวเอง

“แล้วเราจะปล่อยให้เหตุผลที่เกิดข้อหนึ่งถึงสามของคำถามแรกเกิดกับตัวเองอีกไหม”
: ไม่มีวัน เกิดเป็นคนเจ็บใจเรื่องแบบนี้ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วล่ะ

    หลังจากที่เราถามคำถามทั้งหมดกับตัวเองและได้รับคำตอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จัดการเดินไปสละสิทธิ์ทุกอย่างที่ติด และไม่ยื่นคะแนนแกทแพทของเราให้คณะไหน หรือมหาวิทยาลัยไหนเลยทั้งสิ้น

เพราะเราได้เลือกแล้ว และไม่ว่ามันจะเป็นทางเลือกที่ผิดหรือถูก อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักเลือกทางเดินของชีวิตเราเอง

3.1 คุยกับครอบครัว
    สาเหตุที่เอาเรื่องนี้มาเขียนไว้ในบทความ เพราะมีน้องๆหลายคนถามว่า “จะซิ่วแบบไม่เลือกเรียนอะไรหนึ่งปีแล้วคุยกับพ่อแม่ยังไง” 
    ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราอยากเล่าเรื่องๆนึงให้น้องๆฟังก่อน
    เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เรากำลังเรียนอยู่ม.6พอดี ตอนนั้นมันเที่ยงคืนแล้ว และเรากำลังทำโจทย์คณิตอยู่ เราทำโจทย์ไม่ได้ และก็ทำอยู่นานมากจนกระทั่งร้องไห้ออกมา ตอนที่กำลังร้องไห้อยู่นั้น พ่อเราก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง แล้วถามเราว่า “ลูกร้องไห้ทำไม”
    เราเป็นคนสตรองมาก ถึงจะขี้ร้องแต่ก็แค่น้ำตา ไหลออกมาแล้วก็หยุด แต่เราดูจากหน้าพ่อแล้วพ่อคงตกใจ พ่อไม่เคยเห็นเราร้องไห้แบบนี้มาก่อน 
    เราก็บอกไปว่า
    “มอสทำโจทย์โง่ๆข้อนี้มาครึ่งชม.แล้ว ทำยังไงก็ทำไมได้ นี่มอสโง่ขนาดนี้เลยใช่ไหม”
    พอพ่อเห็นอย่างนั้น พ่อก็เดินเข้ามากอดเราแล้วพ่อว่า
    “พ่อรู้ว่ามอสกำลังพยายามอยู่ อย่าร้องไห้ออกมาแบบนี้ พ่อไม่ชอบ ถ้ามันจะติดไม่ติดมันก็สุดความสามารถของเราแล้ว”
    พอเราได้ยินพ่อพูดแบบนั้น เราเลยถามพ่อกลับไปว่า “ถ้ามอสไม่ติดหมอปีนี้มอสขอซิ่วได้ไหม”
    “ได้สิ พ่อยอมให้มอสซิ่วดีกว่ามาเห็นลูกกดดันตัวเองจนร้องไห้ออกมาแบบนี้ พ่อรู้ว่า มอสกำลังพยายามอยู่”

    พอเราเดินออกมาจากห้องสอบปั๊บเราก็เดินไปบอกพ่อเลยว่า ขอซิ่วนะ และพอเราบอกพ่อว่า “จะไม่เรียนคณะอะไรนะ” พ่อก็ตกลง 
    เราคิดว่า สาเหตุที่พ่อของเรายอมตกลงง่ายๆแบบนี้มี :
1.    พ่อของเรารู้จักเราดีว่า เราเป็นคนที่ทำอะไรต้องทำให้ดีสุดความสามารถ เป็นจริงจัง และมุ่งมั่นกับเป้าหมายของตัวเอง ถ้าเราอยู่โดยไม่เรียนหนึ่งปี เราจะไม่ลอยไปมาแน่นอน แต่จะอ่านหนังสือเตรียมซิ่วจริงๆตามที่บอกไว้
2.    พ่อของเราเชื่อมั่นในตัวเรา “ว่าเราเป็นคนพยายาม” เหมือนกับที่เราเชื่อมั่นในตัวเองเสมอว่า  “เราไม่เคยยอมแพ้”
3.    พ่อของเราเชื่อมั่นในตัวเราว่า “เราต้องทำได้” เหมือนที่เราเชื่อมั่นในตัวเองเสมอมา
4.    พ่อของเราเคารพในสิ่งที่เราตัดสินใจ เพราะท่านเชื่อว่าท่านเลี้ยงลูกๆมาไม่ให้เป็นคนที่เลือกทางที่ทำร้ายตัวเอง
5.    พ่อเรามีความเข้าใจในชีวิตว่า คนทุกคนมันพลาดกันได้ ต่อให้เป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกก็ตาม ที่สำคัญ คือ พ่อเรารู้จักเราดี รู้ว่าเราเป็นคนธรรมดาๆที่มีความพยายาม อาจจะพลาดบ้างก็ไม่เป็นไร พ่อเราพร้อมจะให้โอกาสเราเสมอ

คุณพ่อของเราเชื่อมั่นว่าเมื่อเราล้ม เราต้องสามารถลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยขาของตัวเองได้ ไม่ว่าสภาพที่ล้มมันจะน่าทุเรศขนาดไหนก็ตาม
คุณพ่อของเราศรัทธาในตัวเรา แม้กระทั่งในวันที่เราไม่ศรัทธาในตัวเอง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้เราเชื่อในตัวเองเสมอมาว่า
    “เราทำได้ เราเก่งได้ เราดีได้”    
    หากว่าน้องๆไม่มีความเข้าใจแบบนี้เกิดขึ้นระหว่างตัวของน้องๆเองกับผู้ปกครอง เราขอแนะนำให้คุยกันให้เข้าใจ และถ้าผู้ปกครองน้องๆไม่ยอมรับ ก็ต้องพยายามทำให้พวกเขายอมรับนะคะ อย่าโกรธ อย่าโวยวาย อย่าเที่ยวโพสสเตตัสด่าถ้าพวกเขาไม่ยอม คนเป็นพ่อแม่ย่อมพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวของลูกอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็เป็นตัวน้องต่างหากที่ต้องเชื่อมั่นในเส้นทางที่ตัวเองเลือกเดิน อธิบายให้พ่อกับแม่เข้าใจ และเห็นความตั้งใจในตัวของน้องนะคะ จากนั้น...ก็ทำให้พวกท่านเห็นจริงๆ
    ทำให้วันที่ประกาศผลเป็นวันที่น้องได้เห็นรอยยิ้มของคนที่รักน้องที่สุดในชีวิตนะคะ [อมยิ้ม01] [อมยิ้ม01]

4) พูดจากาเลเหมือนเทน้ำ
    พอเราตั้งใจจะซิ่วปุ๊บ สิ่งที่ตามคือ คำพูดต่างๆนานามากมายที่มีทั้งหวังดี และบั่นทอน
    คำพูดที่หวังดีส่วนใหญ่ก็จะมาในทำนอง : เป็นห่วง(กลัวเสียเวลาหนึ่งปีเปล่าๆ) บอกว่าให้ลองคิดใหม่ ลองเข้าคณะอื่นดู (คิดว่าหนึ่งปีที่ซิ่วมันเสียเวลา) เราจะว่างอยู่ตลอดปีนึงเลยนะ คิดดีแล้วจริงเหรอ  
    เราน้อมรับเมตตาจิตทั้งหมดจากคำพูดเหล่านี้ของคนทุกคนเลยนะ ขอบคุณจากใจจริงที่เป็นห่วงเรา ที่รักเรา และเมตตาเรามาก แต่เมื่อเรามั่นใจในการตัดสินใจของเรา และเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว เดินต่อไปเลย น้อมรับแค่ความเมตตาของพวกเขามาก็เพียงพอแล้ว 
    เราเชื่อว่าคนเหล่านี้คือคนที่จะยิ้มไปกับเราด้วยเมื่อเราติดหมอ  [อมยิ้ม01]
    คำพูดที่บั่นทอนจิตใจส่วนมากจะเป็น : คำปรามาส (อันนี้เราไม่ค่อยเจอเพราะเป็นคนเรียนดีในหมู่เพื่อน) คำอุทานด้วยความตกใจในลิมิตที่เว่อร์มาก (โอ้วววว เหลือเชื่อว่าคนเก่งแบบเธอจะเอนท์ไม่ติดหมอ ซึ่งค่อนข้างกระทบหัวใจเราในช่วงแรกๆเหมือนกัน) และบลาๆๆๆ มากมาย
    ถ้าเจอแบบนี้เราจะคิดไว้ในใจเลยว่า “คนเหล่านี้เขาไม่ได้รักเราจริงๆหรอก และก็ไม่ได้มีความเมตตาต่อเราด้วย หรือบางทีเขาอาจจะไม่ทันได้คิดถึงเราก็ได้ตอนที่พูด ไม่ว่าอย่างไรก็ตามพวกเขาพูดแล้วก็จากไป ถ้าเราเก็บคำพูดเขามาคิดก็มีแต่จะเสียใจ” จากนั้นก็อโหสิกรรมให้ และบ้ายบาย หวังว่าจะไม่เจอกันอีกนะ

5) ประกาศให้เหล่าชาวโลกรู้ว่า “ตูจะซิ่วนะ”
    เหตุผลสำหรับข้อนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่พอเราประกาศไปแบบนี้ปุ๊บก็เป็นอันรู้กันหมดคำถาม ตอนแรกที่ซิ่วยอมรับเลยว่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก เพื่อนๆที่รู้จักกันหรือที่สนิทกันก็ได้เป็นหมอสมใจ บางคนก็เป็นเด็กค่ายโอร่วมกันมาด้วยซ้ำ(ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็หมอทั้งค่าย) ทุกคนได้เรียนคณะที่หวังแต่เราล้าหลังเพื่อน มันแอบอายนิดๆด้วย บางทีเจอพวกมนุษย์ป้าถามมาก (เอนท์ไม่ติดเหรอ หลานป้าคนแรกติดทันตะ คนที่สองติดหมอ คนที่สามได้วิศวะ บลาๆ คะแนนท็อปเลยนะลูก) ก็ต้องกัดฟันตอบ


6) รีบคว้านาทีทองในตลาดเปิดท้าย
    ความรู้สึกของคนที่เพิ่งสอบเสร็จไปร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าคือ “ชาตินี้ตูจะไม่แตะหนังสืออีกแล้วโว้ยยยยยยยยย” ซึ่งเราก็จะอาศัยช่วงนั้นเดินไปขอชีต ขอเอกสารเสริม หนังสือที่เรียนพิเศษ หรือหนังสือแบบฝึกหัดที่เพื่อนยังทำไม่หมดมาทำ และแน่นอนว่าทุกคนยินดีบริจาค บ้างก็แบกมาให้ที่โรงเรียน บ้างก็เป็นหน้าที่เราต้องไปเอาที่บ้านเขาเอง 
    มาได้จนถึงวันนี้ ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่คอยแนะนำหนังสือดีๆให้อ่าน ชีตดีๆที่ให้มาหรือถ่ายเอกสารมากๆจริงๆ ถ้าไม่มีพวกคุณ รับรองว่าเราไม่มาถึงตรงนี้หรอก ขอบคุณมากนะคะ จะไม่ลืมเลย
    หลังจากนั้นก็ไปเยือนห้องสมุดที่ค่อนข้างเงียบเหงา(เพราะหมดช่วงสอบไปแล้ว) ขอยืมแบบเรียน หรือหนังสือจากคุณครูมาถ่ายเอกสารเก็บไว้ ฮะฮ่า ไม่ต้องซื้อใหม่ อันไหนที่อยากทำซ้ำก็ถ่ายไว้สองชุดเลย ประหยัดเงินกับเวลาไปครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยตอนที่เราหัวยุ่งอ่านหนังสืออยู่ก็จะได้เที่ยววิ่งหา

7) นางฟ้า
    ตอนที่เรากำลังเฟลๆ (ประมาณเดือนกุมภาได้) เราก็นึกขึ้นได้ว่า เรารู้จักพี่คนนึงเป็นคนที่ซิ่วมาปีเราเหมือนกัน ลองทักไปดีไหม คิดไปคิดมาก็ เอาเหอะ ไหนๆก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วเลยลองทักไป ปรากฏว่า พี่เขาเป็น...
    “นางฟ้า”   ตัวจริงเลย ทั้งๆที่ไม่ค่อยคุยกัน พี่เขาก็ให้คำแนะนำ รวมถึงวางแผนอ่านหนังสือให้อย่างดี ไม่รำคาญตอนที่เราทักหรือโทรไปอีทั้งยังอ่อนโยนและเมตตาเรามากๆ   พี่เขาของดูคะแนนเราปีที่แล้วพร้อมกับช่วยบอกให้ว่าเราควรจะวางแผนยังไง ขอบคุณพี่เขามากๆเลย พี่คนนี้ติดศิริราชปีเรา คะแนน 71 แต่เมื่อปีก่อนที่พี่เขาไม่ติด พี่เขาได้ 60 กว่าๆ เราเลยคิดว่า “โอ้โห ใครจะว่ายังไงเราไม่แคร์หรอก ขอแค่พยายามเท่านั้นก็พอ เราก็จะทำได้อย่างแน่นอน” พอเห็นพี่ซิ่วโดยอ่านหนังสืออยู่บ้าน เลยยิ่งมั่นใจ...มาถูกทางล่ะ ที่เหลือก็แค่มีวินัย และพยายามเท่านั้นก็พอ
    
พระเจ้าประทานมนุษย์ทุกคนให้เกิดมาเท่าๆกัน มีตา หู จมูก ปาก และแขนขา  สิ่งที่ทุกคนมีไม่เท่ากันคือ “ความพยายาม”

    พอเรายอมรับกับพี่เขาตรงๆว่ารู้สึกเฟล หรือเสียใจยังไงบ้าง พี่เขาก็พูดบางอย่างให้เราฟัง
    
    “ที่เราไม่ติดไม่ใช่เพราะเราไม่มีปัญญาเข้าที่อื่น คนอื่นไม่โชคดีแบบเราที่ติดอะไรก็ต้องเอา เราโชคดีที่ยังสามารถเลือกทางของเราได้ เลือกมหาวิทยาลัยและคณะที่ต้องการได้
    “พี่ไม่เคยเสียใจเพราะพี่อยากเป็นหมอ ยื่นคะแนนเข้าคณะอื่นก็ไม่มีความสุข ยอมให้คนอื่นมองอย่างดูถูกดีกว่าเรียนอันอื่นที่ไม่ชอบ
    “อย่าคิดมากกับคำพูดคนอื่น เขาพูดแล้วเขาก็จากไป ถ้าเราเก็บมาคิดเราจะเสียใจ สนใจแต่สิ่งที่ตนเองต้องการและการเตรียมสอบก็พอแล้ว
    “รักตัวเองให้มากๆๆๆ พี่ดีใจนะที่มอสได้พยายามเต็มที่ในสิ่งที่มอสอยากเรียน”

16 กุมภาพันธ์ 2559
นางฟ้าคนนี้เขียน ไม่ขอเอ่ยนามเน่อะ :3
    
    เราจำได้ว่าวันนั้นน้ำตาซึมเลยพออ่านจบ ความเฟล หรือความท้อถอยมันหายวับไปหมดเลย ปีนี้เป็นปีของเรา เราจะทำให้มันเป็นปีที่ดี เพราะเราตัดสินใจจะ ”ทำ” ให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆให้จารึกไว้ในใจว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราอยากเป็นหมอ และเราจะไม่มีวันเสียใจเพราะสิ่งนั้นเด็ดขาด
    เราลอกถ้อยคำเหล่านั้นแปะไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือของเรา จากนั้นก็เอาปกพลาสติกเคลือบ ในเวลาต่อมาเวลาที่เราอ่านหนังสืออย่างหนัก เราก็จะอ่านมันทุกครั้งที่เสียใจหรือว่าท้อถอย พออ่านแล้วเราก็จะคิดถึงคนๆนี้ ที่ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันไม่ใช่ความพยายามของคนโง่ มันไม่จำเป็นต้องมีแต่อัจฉริยะเท่านั้นที่ทำได้ มันไม่ใช่คนที่ดวงดีหรอกจึงจะทำได้ คนที่โชคดีคือคนที่เข้าใจความหมายของคำว่า “พยายาม” ต่างหาก มันไม่ใช่ “นิทาน” ที่แต่งขึ้นมาอย่างสวยหรู แต่เป็นเรื่องจริงที่นางฟ้าของเราซึ่งเป็นคนพยายาม มุ่งมั่น และมีวินัยได้พิสูจน์ให้เราเห็น
     
8) เปิดอกคุยกับตัวเองอย่างไม่แตหลอ และไม่โทษใคร
    ก่อนจะปิดเทอมเดือนมีนาคม เราเอาคะแนนของแต่ละวิชามากางออก และก็เปิดอกคุยกับตัวเองว่า ทำไมวิชานี้เราถึงได้คะแนนน้อยจัง? ปัญหาเน่าๆมันอยู่ที่ตรงไหน? ถ้าเราตั้งใจจริงๆเราจะดึงคะแนนมาได้ไหม? แล้วคะแนนที่มากที่เราที่เราจะได้มันมาถ้าเราพยายามสุดๆแล้วเราจะได้มันเท่าไร?
    คะแนนของเรามีดังนี้
ภาษาไทย    70
สังคม            52
คณิตที่น่ารัก    52
อังกฤษ    66.75
เคมี            60
ฟิสิกส์ที่รักสุดๆ    44
ชีวะ                    70

เราแจกแจงปัญหาต่างๆของแต่ละวิชาของตัวเองอย่างไม่อายเลย
ภาษาไทย : เราฝึกทำโจทย์น้อยไป 
สังคม : อ่านมาไม่ดีเอง โทษใครไม่ได้ (ถ้าจะโวยว่าสังคมมันออกครอบจักรวาลก็แสดงว่าคุณแย่มากเลยนะ...คนทั้งประเทศเขาก็ใช้ข้อสอบฉบับเดียวกัน และก็สอบวันเดียวกันหมดนี่นา)
คณิตที่รัก : เราผิดเองอย่างที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อที่3 แล้ว เราไม่ใส่ใจ ไม่ได้เข้าใจแก่นจริงๆ ฝึกทำโจทย์มาน้อยไป ไม่ได้ฝึกสม่ำเสมอ แถมเกลียดเป็นทุนเดิมด้วย แต่ถ้าคุณจะเป็นหมอแล้วแค่คณิตคุณยังฝ่าด่านมันไปไม่ได้...คุณก็คงจะรับผิดชอบชีวิตคนไม่ได้หรอกนะ  
อังกฤษ : พูดแบบไม่ให้ใครต่อใครหมั่นไส้ คือ “มันไม่แย่หรอก” แต่เราเชื่อว่าเรายังทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ มั่นใจมาก เพราะมันเป็นวิชาโปรดของเรา จุดที่เราควรเสริม คือ Reading (เราต้องฝึกอ่านให้เร็วกว่านี้ ที่สำคัญเลย คือ การวางแผนการทำ) Conversation (รนไปหน่อยตอนอ่าน แถมคิดมากไปด้วย) Grammar(ฝึกโจทย์มาไม่พอ)
เคมี : ไม่ได้เกลียดหรือรักเป็นพิเศษหรอกนะแต่เป็นวิชาที่เราพอใช้ ไม่อายใคร แต่ก็ไม่กล้าอวดมาก ต้องเสริมนิดๆให้ไม่มั่วนิ่มข้อยกเว้นพิเศษ หรือทฤษฎีเวลาทำ
ฟิสิกส์ : ปัญหาเหมือนคณิตเป๊ะเลย แค่เพิ่มปริมาณความเกลียดเป็นสองเท่าด้วย
ชีวะ : ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอใจ และถ้าเทียบกับคนอื่น...ก็ดีเลยล่ะ ?
ความถนัดแพทย์ : 17.955 ถือว่าไม่แย่เลย แต่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ โดยเฉพาะเชื่อมโยง 

    คะแนนของเรารวมได้ทั้งหมด 59.5711 ซึ่งถึงทันตะมอ. สัตวแพทย์ และติดม.เอกชนบางม. 
    เราพลาดรอบโควตา ม.ของส่วนภูมิภาค ไป 0.25 คะแนน และพลาดรอบกสพท. ไป 0.6 คะแนน เพื่อนหลายคนเดินมาตบบ่าปลอบใจว่าเรา(ไม่ขอบอกว่าเป็นม.อะไร ขออภัย)ดวงซวย อีกนิดเดียวก็เกือบได้แล้วเชียวแก แต่ในใจของเรา...เราไม่ได้เสียดาย หรือเสียใจที่เราดวงซวย เราคิดว่านี่มันไม่ใช่ดวงหรอก แต่เป็นสิ่งที่เราทำกับมือต่างหาก เราเคยคิดด้วยซ้ำว่าถ้าปีนั้นเราติดหมอเลย เราก็คงจะดีใจมั้ง...แต่ก็คงดีใจไม่สุดๆแบบปีนี้หรอก เพราะผลไม้ที่ไม่บ่มจนสุกงอม ก็คงกินไม่อร่อยเท่าไรนัก 

คนเราจะได้แต่สิ่งที่ตัวเองสร้างมันขึ้นมา  [ยิ้ม] [อมยิ้ม04]

9) สำรวจนิสัย และความผิดพลาดของเรา
    หัวข้อที่แปดทำไปเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้แก่ตัวเอง จะได้เลือกว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะ และก็แก้ไขข้อผิดพลาดของเราให้ถูกจุดซะ อีกทั้งยังได้วางแผนอ่านหนังสืออย่างเหมาะสม ไม่เบาเกินหรือหนักเกินไป
นิสัย : อดใจไม่ได้กับเฟส ไลน์ ทวิต ไอจี และโซเชียลทั้งหลาย ชอบนอนกลิ้งไปมาบนเตียง คิดเรื่องที่ไม่ควรคิด ชอบอ่านหนังสือที่เงียบๆ หรือที่มีคนน้อยๆ เบาๆ เช่นห้องสมุด ชอบนิสัยพนันโดยมีคู่แข่งคือโชคชะตา(ค่อยเล่าทีหลัง เรื่องแยะจริงๆ) ชอบสร้างแรงกดดันให้ตัวเอง (ดังนั้นจึงไม่ชอบคนที่อยู่ด้วยแล้วกดดัน มันจะเครียดง่ายขึ้นมากจนถึงขั้นพานิก) อารมณ์ศิลปินแต่ยังอยู่ในขอบข่ายที่มีวินัยกับตัวเอง ชอบอ่านมังงะ
ความผิดพลาด : 
1.    ฟุ้งซ่านในหลายๆเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เสียใจอยู่ได้ทั้งๆที่ไม่มีประโยชน์แล้ว
2.    เรื่องส่วนตัวของหัวใจ
3.    ไม่รักษาสุขภาพ ทำบ้าอะไรอยู่ถึงเป็นออฟฟิศ ซินโดรมห้ะ !! แถมยังดองไว้ ไม่ไปหาหมออีก เฮ้อออ 
4.    นอนไม่พอ นอนไม่เป็นเวลา ตื่นกลางคืน อ่านกลางวัน พอปรับเวลานอนไม่ทันก็มึน
    เราจดข้อผิดพลาดเอาไว้ แล้วก็แปะมันไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือของเราข้างๆข้อความของนางฟ้า เตือนใจซะว่า ปีนี้มันเป็นปีของเรา และมันต้องเป็นปีที่ดีเพราะเราจะทำให้มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้อผิดพลาดทั้งหมดต้องไม่เกิดขึ้นในปีของเรา
    นอกจากนี้ เราก็เขียนแปะเอาไว้เหมือนกันว่า 
“ปี 2559 เป็นปีของมอส โว้ยย! “
    เราตัดใจ...ปิดเฟส ปิดไลน์ ลบทวีต ลบไอจี หายหมดเลยจ้า จำได้ว่าสามวันแรกทรมานมาก ต้องเปิดให้ได้ แต่สุดท้ายเราก็ชนะใจตัวเอง และหลังจากนั้นเราก็คิดว่าเราทำถูก ในโซเชียลจะมีทั้งสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ บางทีมันก็รบกวนจิตใจเรา เพราะฉะนั้น...ในเมื่อปีนี้มันเป็นปีของเรา ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องทำให้ตัวเองไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่รบกวนใจ ตัดทิ้งซะก็หมดเรื่อง (คงจะไม่มีโอกาสทำแบบนี้ให้ตัวเองอีกเป็นครั้งที่สองในชีวิตแล้วล่ะนะ เว้นแต่จะไปปฏิบัติธรรม ฝึกตัดจากภายในไปเลย)
    เนื่องจากเราเป็นคนที่จินตนาการดีมาก ในฐานะเด็กซิ่วที่เห็นเพื่อนมีที่เรียนกัน เราคิดว่าเราต้องปวดใจแน่นอน ถ้าเห็นเพื่อนนัดกันทั้งห้องไปเที่ยวทะเล ล่องแก่ง รับน้องห้องรุ่นใหม่ กินเลี้ยง แชร์โมเมนต์ใหม่ของเฟรชชี่ บลาๆๆๆ ในขณะที่เราต้องนั่งอ่านหนังสือ ดังนั้น...นี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้เราตัดสินใจปิดเฟส ไลน์ ทวีต และไอจี 
    แต่ระวัง ตกข่าวนะ!!!!
    เราโชคดีที่ยังมีเพื่อนสองสามคนที่เราไว้ใจให้พวกมันคอยโทรบอกข่าวเราสม่ำเสมอ ซึ่งเราจะไม่ลืมเลยว่าถ้าไม่มีพวกเขา เราคงจะตกไปหลายข่าว และคงอดไปประลองฝีมือที่สนามสอบโควตาอันน้อยนิดที่มีพื้นที่สำหรับเด็กซิ่วแน่ ต้องขอบคุณมากที่ช่วยพยุงเรามาได้ถึงขนาดนี้

10) ตั้งเป้าหมาย และขอขอบคุณโปรแกรมคำนวณคะแนนกสพท.หลายๆครั้งเด้อ
    ตอนปีแรกเรามั่นหน้ามาก กสพท.ให้สิทธิ์เราเลือกสี่อันดับ แต่เราเลือกสอง ฮ่าๆๆๆๆ มาปีนี้จะไม่พลาดอีกอย่างแน่นอน  
1.    ต้องเลือกอันที่เราอยากเข้ามากที่สุด ซึ่งถ้าไม่มีโอกาสได้ไปค่ายโอเดือนมีนาที่มีรุ่นน้องและเพื่อนรุ่นเดียวกันที่น่ารักมากหลายคนก่อนจะกลับมาหมกตัวอ่านหนังสือ หรือว่าไม่ได้รับกำลังใจจากเพื่อนๆที่น่ารักของเรา หรือว่าไม่ได้เจอนางฟ้าของเราคนนี้ เราก็คงไม่เลือกอันนี้ : ศิริราช
2.    ตัวเลือกรองลงมาที่อยากเข้ามาที่สุด : รามาธิบดี
3.    อันนี้เลือกห่างลงมาสักสองสามเปอร์เถอะ : วชิระพยาบาล (พอดีว่ามีรุ่นพี่คนนึงแนะนำ)
4.    อันนี้ต้องเลือกเพื่อให้ตัวเองแน่ใจเลยว่าไม่หลุดสี่อันดับชัวร์ๆ แถมยังอยู่ใกล้บ้านอีก : ม.สงขลานครินทร์ไง 

    เรามาลองดูโปรแกรมคำนาณคะแนนกสพท.อีกครั้งดู ลองพิมพ์คะแนนขึ้นต่ำสุดที่ตัวเองจะได้หากว่าซิ่วทั้งปี บวกพยายามเต็มที่ น่าจะได้ประมาณ 63 นะ รอดมอ.ไป จากนั้นก็ลองพิมพ์คะแนนที่สูงที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถได้ น่าจะได้ประมาณ 68-70 นะ โดยอ้างอิงจากความถนัด 17.955 ไม่อยากมองความถนัดในแง่ดีนักถึงเราจะคิดว่าสามารถดึงคะแนนได้ก็เถอะ อย่างน้อยความถนัดหมอมันก็มีพาร์ทจริยธรรมที่ต้องอาศัยดวงถูกใจคนออกข้อสอบกับกรรมการ ซึ่งอย่างที่บอกไป เราเป็นคนไม่เชื่อในดวง และที่สำคัญคือ เราเป็นคนที่มักจะดวงกุดเสมอโดยเฉพาะเวลาต้องการอย่างยิ่ง
    พอเห็นคะแนนสูงสุดที่ตัวเองอาจจะได้ก็ตั้งใจเลย...นึกถึงนางฟ้าคนแรก ถ้าเราพยายาม ก็ต้องไปหานางฟ้าได้อยู่แล้ว และอีกอย่างหนึ่งที่เราตัดสินใจเลือกศิริราช...จริงอยู่ที่ว่าเรียนหมอที่ไหนก็เหมือนกันหมด แต่ที่เราเลือกที่นี่ที่แรกเพราะเราอยากรู้ว่า ถ้าเราจะไปให้สุดๆมันจะเป็นอย่างไร ถ้าเราเลือกเรียนหมอได้ เราก็อยากจะเลือกเรียนที่ๆใครต่อใครก็การันตีว่าสอนละเอียดยิบ เด็กเก่งๆเยอะมาก และก็ขยันกันมาก เราอยากทุ่มเทใจที่จะเป็นหมอ...

เอาให้ไม่มีวันเสียใจเลย
ที่เกิดมาชาตินี้ ชีวิตนี้ ได้เลือกอาชีพหมอ


 

11) วางแผนอ่านหนังสือกันเถอะ
    เอาล่ะๆ เรื่องสำคัญที่ต้องจำเอาไว้เพื่อไม่ให้บ้าตาย คือ เราไม่ต้องการร้อยเต็มทุกวิชาเพื่อติดหมอ และไม่จำเป็นต้องมีคณิตกับอิ้งอย่างละเจ็ดสิบขึ้นไปเพื่อติดหมอหรอก
    ถ้าสมมุติว่าเราได้ความถนัด 17.955 เท่าเดิมจริงๆ เราก็คงต้องพยายามทำทุกวิชาให้เฉลี่ยๆกันเจ็ดสิบขึ้นไปเพื่อจะได้อันดับหนึ่ง (ที่จริงอันดับไหนมันก็ไม่ต่างกันแหละนะ เพราะจบมาก็คือหมอเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุดแหละ) เออ...คิดหนักหน่อยนึงล่ะ เพราะตั้งใจแล้ว ว่าต้องไปให้ถึงที่สุด
    วิชาที่ฉุดเราเยอะ คือ คณิต กับฟิสิกส์
    ฟิสิกส์
    อย่างที่เคยรีวิวไป วิชานี้เป็นวิชาที่เรา โค ตะ ระ รักเลยยยยย (ประชดสุดๆ)  แต่เราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ โอเค...ขอผ่านห้าสิบพอที่จะไม่หลุดหมอ แต่ต้องพยายามอย่างเต็มที่โดยมีเป้าหมายเจ็ดสิบไว้ก่อนแหละนะ อีกอย่างนึงคือความเสี่ยงมันสูง เพราะจำนวนข้อมันน้อย ผิดข้อนึงคือ หายไปข้อละสี่คะแนนเลย ดังนั้น ลิมิตที่เราควรทุ่มเทให้กับมัน ควรจะพอดีๆ อย่าให้มันฉุดคะแนนวิชาอื่นก็พอ

    คณิต 
    เป็นวิชาที่เราไม่ถนัดมาก แต่เปอร์เซ็นต์มันดันสูง และเราก็ไม่บ้าพอที่จะเอาแต่อ่านไทย สังคม มาถมคณิตหรอก เพราะฉะนั้น...เราต้องได้คณิต 60 ขึ้นไปถึงจะปลอดภัย และชัวร์ว่าไม่หลุดสี่อันดับล้านเปอร์ แต่เราเชื่อมั่นว่าเรายังพอซ่อมแซมมันได้แหละ เลยตั้งเป้าไว้ที่ 76 ถึงจะติดอันดับหนึ่งตามความถนัดแพทย์เดิม
    อังกฤษ
    เป็นวิชาที่เราเชื่อมั่นว่าทำได้ดี แต่ก็ไม่ได้ดีมากพอจะไปฉุดคณิตได้ เรียกได้ว่าสองวิชาหลักที่เปอร์เซ็นต์สูงต้องให้ต่างคนต่างดึงตัวเอง (เว้นแต่คุณจะยอดเยี่ยมขนาดได้คณิต 40 แต่อิ้ง 100 เต็ม) ไม่ว่าในกรณีใดๆ วิชานี้มันไม้ตายเราละ ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 70 เท่านั้น

     เคมี
    เป็นวิชาที่ไม่แย่ แต่ก็ไม่กล้าอวดใครเหมือนกัน วิชานี้เราต้องเลือกว่าจะเอาเร็ว หรือว่าช้าแต่โคตรชัวร์ ขอ 70 พอ หลังจากอ่านเองเสร็จกะว่าจะไปลงคอร์สตะลุยโจทย์อาจารย์อุ๊ดูบ้าง

    ชีวะ
    วิชาโปรดเลยจ้า เราไม่เคยมีปัญหากับชีวะเลยเพราะถนัดจำ แต่ก็คิดไว้ว่ามันเป็นวิชากันตายของเรา ให้ตายยังไงก็ห้ามต่ำกว่า 70 เด็ดขาด เลยซื้อโจทย์รวมชื่อ “อ่านขาดชีววิทยามาทำ”

    ไทย + สังคม
    สังคม : เนื่องจากมันออกครอบจักรวาล เราเลยอ่านไปเรื่อยๆ ไม่ซีเรียส ยิ่งอ่านมากก็กำไรมาก แต่เก็บไว้อ่านเดือนท้ายๆหน่อยเพราะมันเป็นวิชาจำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ต้องจำอย่างค่อยเป็นค่อยนะ อย่าอัด เราคิดว่าเราเก็บๆมันไว้ทำใจดีกว่า อย่าต่ำกว่า 54 คือเราพอใจแล้ว
    ไทย : เนื่องจากมันเป็นวิชาที่ใครๆก็ได้เกิน 70 (ถ้าคุณยังเป็นคนไทยปรกติ) เราเลยจัดเลยจ้า ปีนี้ไงๆก็ต้องเกิน 80 ให้ได้ เอามาช่วยดึงสังคม
    เราคิดว่าสองวิชาบวกกันหารสอง ต้องได้อย่างละ 60 จะสวยเลย

    นิสัยของเรา คือ เกลียดการค้างคา (รู้จักตัวเองดียิ่งกว่าใคร) ทำอะไรต้องทำให้จบ ให้เรียบร้อย ไม่งั้นหงุดหงิดใจ เราเลยปรึกษากับนางฟ้า นางฟ้าบอกว่าให้ลองอ่านทีละวิชา เฉลี่ยก็เดือนละวิชาน่าจะดี พออ่านจบปุ๊บก็คว้าโจทย์รวมมาทำ อาจจะทำสักแบบสามสี่วันทำครั้งนึงในระหว่างที่อ่านวิชาใหม่ มันจะได้ไม่ลืม
    การจัดลำดับในการอ่าน ตอนแรกเราชั่งใจว่า จะเอาฟิสิกส์หรือว่าคณิตก่อนดี แต่สุดท้ายก็เริ่มอ่านฟิสิกส์ก่อนวิชาแรก เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะเกลียดสุดๆเลยไง  เรารู้ตัวว่าช่วงๆแรกๆจะไฟแรง เลยอ่านวิชาที่เกลียดก่อน จะได้ไม่ง่อยง่าย หลังจากนั้นพอจบปุ๊บ ก็คงจะรู้สึกว่า “เห็นไหม วิชาที่เกลียดเรายังผ่านมาได้เลย งั้นวิชาที่ชอบต้องชิลๆอยู่แล้ว” (แผนนี้ก็ปรึกษานางฟ้าเหมือนกัน)

วิชา                       เดือน
ฟิสิกส์ที่รัก                  เมษายน
คณิต                         พฤษภาคม
อังกฤษ                    มิถุนายน
เคมี                       กรกฎาคม
ชีวะ                           สิงหาคม
ไทย +สังคม           กันยายน
    

    เราไม่ได้ซีเรียสหรอกว่าต้องอ่านให้จบเป๊ะๆ ตามเดือน แต่นี่เป็นแค่กำหนดการคร่าวๆ อาจจะมีบวกลบเดือนสองเดือนก็ไม่เป็นไร ยิ่งเราสามารถทำตามแผนได้ดีเท่าไร เวลาที่เหลือๆมาก็ยิ่งกำไรเท่านั้น
    มันอาจจะดูน่าท้อหรือว่าเหนื่อยนะที่ต้องอ่านติดๆกันทั้งปี แต่สำหรับเรา
หนึ่งปีแลกกับอีกหลายๆปีในชีวิตเป็นสิ่งที่คุ้มมากๆเลยนะ ?
    
ไม่อยากเสียใจอีกแล้วที่มีความฝันอยากเป็นหมอ แต่ไม่กล้าลงมือทำมัน ถ้ากล้าฝันก็ควรจะกล้าทำ มิฉะนั้นก็เอาเวลาที่ใช้ฝันไปชื่นชมขอทานข้างๆวัดดี
 

12) จัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมรวมทั้งเรื่องของหัวใจ
    เราใช้เวลาประมาณสามวันเก็บกวาดห้องอ่านหนังสือ ขนของที่ไม่จำเป็นไปให้พ้นๆตา ซึ่งวิธีการทำความสะอาดที่ง่ายที่สุด คือ ทิ้งของไปซะ ไม่ต้องไปเสียดาย  เราอยากให้เรามีที่อ่านหนังสือที่ไม่มีอะไรจะมารบกวนสมาธิ ถึงมันจะเป็นแค่ปัจจัยภายนอก แต่ถ้ากำราบไปได้ก็ถือว่าหมดอุปสรรคไปส่วนนึงแล้ว
    จัดการสถานที่รอบกายเสร็จ ก็มาจัดการกับหัวใจ
เรื่องของหัวใจเป็นเรื่องยาก...
เก่งมาจากไหนก็เป็นคนโง่ทั้งนั้นเมื่อเจอเรื่องของหัวใจ
     พอกำจัดของไปหมดแล้วก็รู้สึกว่าห้องมันโล่ง แต่หัวใจมันไม่โล่ง เรื่องบางอย่างที่มันลืมยาก มันก็ฝังใจ และก็ยังเจ็บปวดอยู่เป็นบางครั้ง...เราเยียวยาเรื่องนี้ด้วยการเขียนไดอารี่ (ที่จริงเราเขียนมาตั้งแต่อายุสิบสองแล้ว แต่เรื่องของหัวใจเรื่องนี้เพิ่งจะกล้าเอามาเขียน) และในที่สุด (อันนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนบางกลุ่มที่สามารถง้างปากของเราได้สำเร็จ)...เราต้องเล่าให้ใครสักคนฟัง
    พอเล่าไปแล้วมันก็ดีขึ้น ไม่เจ็บแบบเมื่อก่อน...แต่ยังไม่หาย เรื่องของหัวใจเป็นเรื่องยากจริงๆ แต่เราปล่อยให้เรื่องบ้านี่มาทำให้เราฟุ้งซ่านสุดๆเมื่อปีก่อนแล้ว ปีนี้มันเป็นปีของเรา...เราจะไม่มีวันทำผิดซ้ำสองอีกต่อไป 
ถ้าเราไม่รักษาหัวใจของเราเอง แล้วเราจะมีหน้าไปรักษาใครได้อีกล่ะ
    เราหยิบกระดาษแข็งขึ้นมาสองใบ  แล้วก็เขียนข้อความแปะไว้ที่ใต้โปะไฟสองข้อความ
    
        “เจ็บครั้งนี้ เสียใจครั้งนี้ มันจะเป็นครั้งสุดท้าย”
    “ทุกครั้งที่ฟุ้งซ่าน...จงกลับมาที่ฟิสิกส์”
    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า...กระดาษแผ่นเล็กๆสองแผ่น จะช่วยให้เราไม่เปลืองเวลาอันมีค่าไปอย่างเสียเปล่ากับการฟุ้งซ่าน ต้องขอบคุณเพลง “เพราะทุกครั้ง” เวอร์ชันแพรวา-แบงค์ และสำนักธรรมโกเอ็นก้าที่พี่สาวคนโตของเราไปเยือนมา ที่ช่วยให้เราคิดคาถาแก้ขัดให้สติได้
    สารภาพตามตรงว่า ความล้มเหลวเรื่องการเรียนครั้งนี้เป็นความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น...สาเหตุหลักๆที่ล้มเหลวแบบเจ็บใจสุดๆก็ยังมาจากตัวเราเองที่ปล่อยวางไม่ได้สักที นึกทีไรก็เจ็บใจจนต้องยิ้มด้วยความสมเพช บางคนอาจจะเคยเจอหรือไม่เคย บางคนเจอแล้วแต่ก็ไม่เจ็บเท่าไรนัก บางคนเจอแล้วก็หายเร็ว แต่เราโคตรแจ๊กพ็อดสุดๆ ดันมาเจอตอนม.6พอดี แต่โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเราเอง
    
ผิดเองก็รับเองเถอะ ชีวิตจะได้ง่ายขึ้น
    เอนท์ไม่ติดคราวนี้ ไม่แก้ตัว ไม่โทษคนอื่น สาเหตุมาจากเราเองทั้งนั้น ก็เลยต้องแก้ที่ตัวเอง


13) ผู้ช่วยคนสำคัญ
    เรามีปฏิทินตั้งโต๊ะอันใหญ่ และสมุดเล่มเล็กๆเอาไว้จัดเวลา นับวันถอยหลัง เขียนตารามให้ตัวเอง สมุดเล่มเล็กช่วยจดรายละเอียดการสอบที่ต่างๆ รายงานตัววันไหนอะไรยังไงบ้าง วันที่ประกาศผลเราเขียนไว้ที่ปฏิทินว่า “วันมอส” (เราชอบเรียกตัวเองว่า “มอส” เป็นความชอบส่วนตัวที่อธิบายได้ยากมาก กรุณาอย่าขอเหตุผล) 
    นอกจากนี้คือ สมุดไดอารี่ที่อยู่กับเรามาตั้งแต่อายุสิบสองขวบ (มีทั้งหมด 9 เล่มล่ะ) บางวันเหนื่อย บางวันท้อใจก็เขียนซะ ระบายให้เพื่อนที่เราไว้ใจที่สุดฟัง...เขาไม่เอาไปบอกใครหรอก

14)  เริ่มเดือนแห่งฟิสิกส์ (ปลายเดือนมีนาคม)
    เราใช้หนังสือซีรี่ย์ชุด Absolute Physics เขียนโดยอาจารย์กฤตนัย (สมชาย) จันทจตุรงค์ตามที่นางฟ้าแนะนำ เราเห็นชอบการกับการใช้หนังสือชุดนี้ เพราะมันมีทั้งหมด 17 เล่ม แต่ละเล่มคือ 1 เรื่อง พร้อมโจทย์อีกเฉลี่ยบทละสองร้อยข้อ ซึ่งเพียงพอจะทำให้เราซ่อมฟิสิกส์ได้มันอาจจะไม่ได้ดีเลิศหรอก...แต่ก็ไม่อายใครแบบปีที่แล้วอย่างแน่นอน  
    เราค่อยๆอ่านทีละเล่ม และทำโน้ตย่อเอง ตอนที่เริ่มเขียนโน้ตย่อบทแรกเสร็จ เราก็ปิดโน้ตย่ออันนั้นแล้วก็หยิบกระดาษออกมาเขียนซ้ำ...สิ่งที่จำได้คือความรู้จริงๆของเรา... หลังจากที่เราเขียนโน้ตย่อครั้งที่สองเสร็จ เราก็เอามาเทียบกับโน้ตย่อครั้งที่หนึ่ง พร้อมกับเอาปากกาสีเติมตรงที่หาย หรือจำไม่ได้ หากว่าไม่เข้าใจสูตรอย่างกระจ่างแจ้งที เราก็จะลองพยายามพิสูจน์สูตรใหม่ ทำซ้ำๆจนเข้าใจที่มาของสูตร...พอเข้าใจปุ๊บ มันเหมือนมีคนมีเปิดสวิตซ์ไฟในหัว เห้ย ง่ายโคตร ทำไมเมื่อก่อนเราไม่เคยรู้สึกกับฟิสิกส์แบบนี้เลยนะ 
    เราปิดโน้ตย่อครั้งที่สอง แล้วก็เขียนโน้ตย่อครั้งที่สาม จากนั้นก็เปิดแล้วเอามาเทียบกันกับสองครั้งแรก ใช้ปากกาสี (คนละสีกับเมื่อกี้) เติมจุดที่ผิดลงไป หรือจำไม่ได้ลงไป จากนั้นก็เริ่มใหม่ ปิดโน้ตย่อทั้งสามครั้ง แล้วเริ่มเขียนครั้งที่สี่ คราวนี้เราเขียนคล่องมาก เข้าใจสูตรพอสมควรไม่อายใคร พอเปิดเช็คก็ไม่ตกหล่น  พอเป็นแบบนั้นก็พอใจแล้ว...เราลุยโจทย์
    บอกตามตรงว่า ฟิสิกส์ทุกบท...ไม่มีบทไหนที่เราทำโน้ตย่อน้อยกว่าสามครั้งเลย ไม่มีบทไหนที่เราไม่พยายามหาที่มาของสูตรหรือว่าพิสูจน์สูตรเลยสักนิด 
    อ้อ...ลืมบอกไป ปัญหาของเราในวิชาฟิสิกส์คือ เรามองภาพสามมิติไม่ออก แถมยังมองการเคลื่อนไหวหลายๆชั้นในหัวไม่เก่งด้วย ขนาดลองวาดรูปยังใช้เวลานานเลย ถ้าโจทย์ให้รูปคลื่นมาติดๆกัน สมองเราจะหยุดทำงานทันที...แต่ใจเรามันสู้ มันบอกเราว่า เอาหน่า สมองไม่ได้พิการสักหน่อย แค่โง่เอง ความโง่มันดับกันที่ความพยายามอย่างรอบคอบ เราก็จะพยายามวาดรูปซ้ำๆจนเห็นการเคลื่อนไหว แรงที่แตกออกมามีหลายแรงจนตอนแรกเรามึน เราเลยแก้ปัญหาด้วยการนับแรงให้ครบ แค่นี้ Free body ก็ไม่ใช่ปมด้อยของเราอีกต่อไป
    เราค้นพบความจริงข้อหนึ่งระหว่างอ่านวิชาฟิสิกส์
    สาเหตุที่เราไม่เคยเก่งวิชานี้ ไม่ใช่เพราะเราโง่ แต่เป็นเพราะเราเลือกที่จะไม่เก่งเอง 
    เราไม่ใส่ใจทำโจทย์ ไม่สนใจการพิสูจน์สูตร สักแต่จำๆๆๆ ไปสอบ สุดท้ายก็เน่าในห้องสอบ
    วิชาฟิสิกส์มันมีทั้งบทที่เราถนัดและไม่ถนัด พอเราเริ่มทำโจทย์รวมหลังจากอ่านวิชานี้จบ เราก็รู้เลยว่าจุดอ่อนเรามันเรื่องไหน เราไม่ต้องการฟิสิกส์ให้เต็มร้อยหรือว่าแปดสิบหรอก...เป้าหมาย คือ 70 และไม่ก็ไม่ได้สูงเกินเอื้อม ตอนแรกที่ทำข้อสอบเก่าๆแล้วออกมาได้ 62 เต็มร้อย จำได้ว่าร้องเย่! ลั่นห้อง หน้าอย่างเรา...จับเวลาทำข้อสอบฉบับแรกได้ 62 ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะ 
    อ้อ...แนะนำอะไรดีๆให้หน่อย เวลาที่เราจับเวลาทำข้อสอบเก่า และตรวจคะแนนของตัวเอง เราจะหักลบจากคะแนนที่ได้ออกไปสิบคะแนนทุกครั้ง เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นข้อสอบเก่า...แสดงว่ามันต้องผ่านหูผ่านตาเราที่เคยเตรียมเอนท์มาอย่างน้อยปีนึงแล้วอย่างแน่นอน คะแนนที่ได้จึงเป็นคะแนน Bias ลบทิ้งไปเลยสิบคะแนน และนั่นต่างหากที่เป็นคะแนนจริงๆที่เราน่าจะได้ในห้องสอบ
    ซื่อสัตย์กับตัวเองดีกว่านั่งดีใจกับคะแนนปลอมๆ 
    แนะนำอีกเรื่องนึง...ไม่รู้ก็อย่าเดา ให้เว้นไปเลยไม่ต้องคิดคะแนนข้อนั้น สำหรับคนดวงกุดแบบเรา..เรามักจะเก็บดวงไว้ใช้ในโอกาสจริงๆมากกว่า
    ดังนั้น คะแนน 62 จึงเป็นคะแนนที่เราลบออกไปสิบคะแนนสำหรับคะแนนที่ได้ตอนแรกแล้ว

    พอเราทำโจทย์รวม เราก็เพิ่งรู้ว่าเราไม่ได้เข้าใจฟิสิกส์จริงๆ มันยังมีบางอย่างที่ไม่กระจ่างแจ้งเหมือนกำลังเดินคลำทางในเขาวงกตที่ไร้แสงไฟทั้งๆที่มีแผนที่อยู่ในมือ แต่เรากลับตีความไม่ได้ไม่หมด เราเลยปรึกษาพี่สะใภ้ของเรา พี่เธอแนะนำให้เราไปเรียนพิเศษกับติวเตอร์ชื่อดังท่านนึง
    เขาคิดเราชั่วโมงละพันสำหรับเรียนเดี่ยว...โอ้ว เราอุทานในใจ โค ตะ ระ แพง เด็กกทม.มันเรียนกันน่ากลัวจริงๆ แถวบ้านเราเห็นที่กล้าเก็บกันสุดๆก็ชั่วโมงละห้าร้อยเท่านั้น บ้าไปไหม...แต่เราก็ยังลองเรียนดูไหนๆจะพยายามแล้วก็เอาให้ถึงสุดๆไปเลยเถอะ จะได้ไม่มาเสียดายที่หลัง พอเราเรียนไปสี่ชม.ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่เห็นจะดีอย่างที่เราคิดเลย (หรือบางทีอาจจะแค่เคมีไม่เข้ากันก็ได้ บ้าจริง!)  เราเลยเลิก
    เราพยายามกับฟิสิกส์มาเกือบๆสองเดือนล่ะ หมดเวลาล่ะ ถามว่าเราพอใจไหม...บอกตามตรงว่าเราก็ไม่เทพหรอกหลังจากทำโจทย์จบไปประมาณเกือบสี่พันข้อ แต่มันก็ยังดีเมื่อเทียบกับว่าปีที่แล้วเรากากขนาดไหน
    ดังนั้น เราพอใจ มันสุดความพยายามที่เรามีต่อวิชานี้ในระดับขอบเขตของข้อสอบแล้ว
    อ้อ...บอกอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงเดือนแรกเราฟิตมาก อ่านหนังสือติดๆกันวันละประมาณ 10 ชม.เลย

15) เดือนแห่งคณิตศาสตร์ (วันที่สิบกว่าๆ เดือนพฤษภาคม)
    เราพักหนึ่งวันเพื่อนับโจทย์ฟิสิกส์ว่ามีเหลือกี่ชุด พอให้เราทำไปเรื่อยๆไหม ปรากฏว่ามีก็เลยโอเค เลยเริ่มเดือนแห่งคณิตเลย
    เราใช้หนังสือชุด Hi-Speed Math ของอาจารย์คณิต มงคลพิทักษ์สุขเล่ม 2 และใช้หนังสือของอาจารย์วรวุฒิ ธีระธานนท์ มาแทนเนื้อหาและโจทย์ของ Hi-speed Math เล่มแรกที่หาซื้อไม่ได้ ณ ตอนนั้น แต่มันถึงเดือนของคณิตแล้ว อะไรที่แก้ได้ก็แก้ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันเอา 
    คณิตบทที่เป็นโคตรเหง้าแห่งปมด้อยของเรา คือ ตรีโกณมิติ เราเลยใช้หนังสือของ อ.กานดา (จำนามสกุลไม่ได้ขออภัย) ชุด คณิตคิดเร็วทีละเรื่อง มันรวมโจทย์ตั้งแต่ง่ายไปจนยาก ประมาณสามร้อยข้อ 
    เราอ่านคณิตวิธีเดียวกับฟิสิกส์เลย คือทำโน้ตย่อ สรุปเนื้อหา จากนั้นก็โจทย์...ย้ำว่าต้องทำโจทย์บทละร้อยข้อขึ้นไปเท่านั้นถึงจะเพียงพอ แต่เราไม่เก่งคณิต ก็เลยต้องพยายาม พอเริ่มล้าขึ้นเพราะคิดเลขทั้งวันก็จะพัก แล้วเริ่มวาดรูปเล่ม เราชอบสีโคปิก กับภาพขาวดำมาก เลยซื้อสมุดมาวาด ค่อยๆวาดไปเรื่อยๆ พอเริ่มหายล้าก็อ่านหนังสือ และทำโจทย์ต่อเป็นอย่างนี้
    มาถึงตอนนี้เราถึงได้รู้ว่า สาเหตุที่เราไม่เคยเก่งคณิตมันมาจากอย่างเดียวกับฟิสิกส์เลย คือ เราไม่เคยพยายามที่จะเก่งมัน ไม่ใช่เพราะเราโง่
    ปัญหาอย่างหนึ่งของเรากับคณิต คือ เราใจร้อน พอทำแล้วผิด เราก็เปิดเฉลยทันที ไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบก่อนว่าผิดที่ตรงไหน สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าเราไม่สามารถเก็บเกี่ยวความรู้จากโจทย์หนึ่งข้อได้อย่างเพียงพอ และทำให้เราเกิดปัญหากับคณิตมากมาย  
    ปัญหาอีกอย่างคือ เราทำงานไม่รอบคอบ เรามักจะคิดเลขป.4ผิด 
    เราไม่หลอกตัวเอง...ข้อสอบมันไม่รู้ว่าเรามีวิธีคิดที่ถูกต้องหรือไม่ มันรู้แต่คะแนนเรา ถ้าเราคิดเลขผิดก็มีค่าเท่ากับไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นเราจึงสั่งซื้อหนังสือเล่มหนึ่งมาจากศูนย์สือจุฬาฯ ชื่อว่า “คณิตคิดเร็ว ป.6” เราทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แล้วก็รู้สึกว่าคิดเลขผิดน้อยลงจริงๆ ดีใจมากเลย
    ปัญหาทั้งสองอย่างนี้ เราจับได้จากการทำโจทย์รวมหลังจากที่อ่านจบแล้ว เราทำโจทย์รวมคณิตเล่มแรก คือ 25 พ.ศ. เขียนโดย ณัฐ อุดมพาณิชย์ เป็นหนังสือที่เราคิดว่าดีมาก เพราะมันจัดเรียงปีตามความยากง่ายโดยติดดาวไว้ตั้งแต่ 1-5 ดาว และมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำที่ควรจะผ่านให้ได้ตอนที่จับเวลาทำโจทย์จริงๆ  และเช่นเดิม...เราลบคะแนนที่ได้มาออกไปสิบคะแนน ใจเต้นโครมครามทุกครั้งที่เห็นคะแนนตัวเองผ่านเส้นยาแดงของคะแนนขั้นต่ำที่ควรจะได้ 
    เวลาผ่านไปเดือนครึ่งพร้อมๆกับที่เรารู้ปัญหาของตัวเอง ตอนนั้นเรายังทำ 25 พ.ศ.ไม่ถึงครึ่งเล่มเลยเราเลยตัดสินใจว่าจะพยายามแก้สักพัก ถ้าแก้ไม่ได้ค่อยหาที่เรียนเอาละกัน

16) เดือนแห่งอังกฤษ 
    จำได้ว่าวันที่ 15 กรกฎาคมพอดีเป๊ะเป็นวันที่เราเริ่มอ่านอังกฤษ บอกตามตรงว่าเป๋ไปนิดนึงเลยพอเริ่มอ่าน เพราะวิชาที่อ่านติดๆกันมาเป็นวิชาคำนวณหมด พอเริ่มอ่านอังกฤษเลยรู้สึกว่าช่างเป็นเดือนแห่งการพักสมองจริงๆ  
    เราใช้หนังสือภาษาอังกฤษดังนี้ :
1.    ชุดซีรี่ย์เข้ามหาวิทยาลัย ของ ดร.ศุภวัฒน์ พุกเจริญ เราทำทุกเล่มยกเว้นเล่ม Basic Grammar แนวของสอบ 9 วิชาสามัญของอาจารย์ดีมาก โชคร้ายนิดหน่อยที่มันดันเปลี่ยนแนวตอนที่เราสอบจริงๆ แต่นับว่าดีมาก เราใช้ชุดนี้แหละเสริมแกรมม่ากับคำศัพท์ ส่วน Reading รู้สึกว่าง่ายไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วยที่ช่วยเขียนหนังสือดีๆให้หนูอ่าน
2.    ข้อสอบ CU-TEP ของสถาบันต่างๆ ที่มีขายตามทั่วไป ช่วยฝึกความเร็วของเรา TU-GET ของสถาบันภาษาธรรมศาสตร์สองเล่ม สีเหลือง –แดง สั่งซื้อจากศูนย์หนังสือจุฬาฯ 
สำหรับหนังสือ CU-TEP ต้องขอขอบคุณห้องสมุดโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ที่มีหนังสือดีๆ และข้อสอบจำลองดีๆไปถ่ายเอกสารมาทำซ้ำๆ ส่วน TU-GET ต้องขอขอบคุณบัดดี้ที่ค่ายโอลิมปิก ภูมิศาสตร์ ผู้ตอนนี้คะแนนถึงหมอรามาฯตามที่หวังแล้ว ที่ช่วยแนะนำหนังสือดีๆให้
3.    คำศัพท์แจกฟรีของครูสมศรี
4.    ศัพท์จากหนังสือครูพี่แนน และคอร์ส Melody ที่ขอยืมเพื่อนมา ปัจจุบันคนนึงเรียนเภสัช มอ. ส่วนอีกคนเรียนทันตะ มอ.
5.    หนังสืออังกฤษ เล่มเก่าแก่ ที่ขอยืมถ่ายเอกสารจากติวเตอร์ท่านหนึ่ง (เล่มนี้อ่านเดือนพฤศจิกายนล่ะ)
6.    Conversation ของอาจารย์ทีวี จูเนียร์ (ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก สำหรับการสอบ 9 วิชา แต่ก็ได้รู้สำนวนภาษาอังกฤษดีๆเพิ่มขึ้นหน่อย)

    เราเริ่มอ่านแกรมม่าก่อนเพราะเป็นพาร์ทที่ถนัดที่สุด มีความสุขที่สุดยามได้อ่าน เราทำ Error เกินสามพันข้อจนมันฝังเข้าในใจ ได้ชื่อว่า “เจ้าแม่ Error” เลย  เราได้ข้อสรุปว่า Error ก็คือ คณิตศาสตร์ที่ไม่ต้องคิดเลข ซึ่งทำให้อะไรๆมันยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่
    ระหว่างที่อ่าน ERROR เราก็ได้คำแนะนำจากเพื่อนที่เรียนหมอศิริราช คนนึงว่าให้ลองเปิดอ่านข่าวของ bbc news ดู เราอ่านทุกวันวันละสองถึงสามชม. จำได้ว่าวันแรกที่เริ่มอ่านรู้สึกทรมานมาก อารมณ์แบบบทความสามย่อหน้าเหมือนยาวเกินสิบหน้าเลย แต่พออ่านสม่ำเสมอทุกวันมันก็อ่านเร็วขึ้นเอง แถมยังได้ความสามารถในการเดาความหมายของศัพท์โดยไม่เปิดพจนานุกรมอีกด้วย  และเว็บข่าว BBC ก็มีหัวข้อที่เราสนใจเยอะแยะ ทั้ง Earth Culture Environment Science Future และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีข่าวให้กดเลือกข่าวตามภูมิภาคต่างๆ  ชอบมาก ที่ถึงแม้ว่าเราจะปิดเฟส หรือไลน์ แต่ก็ไม่ตกข่าวเลย ทันตลอด 
    คำศัพท์เป็นพาร์ทที่เราดีอยู่แล้ว เพราะเวลาที่เราท่องศัพท์เราจะคัดซ้ำๆอย่างน้อบสิบครั้งขึ้นไปต่อคำ  และเขียนตาม มันเลยเป็นอานิสงส์จากเมื่อปีก่อนที่เราขยันท่องศัพท์ ปีนี้เลยไม่เหนื่อยมากเท่าไร

    เคยมีคนถามว่าเราบ้าหรือเปล่าที่คัดศัพท์คำละสิบครั้งขึ้นไป...เราไม่ตอบอะไรเขาไป แต่ตอบตัวเองในใจว่า
    “รอดูวันที่คะแนนของเราออกละกัน”
    เราไม่เคยใช้เวลาอย่างเสียเปล่าเลยสักนิด ไม่ว่าจะตอนรอรถเมล์ ตอนนั่งรถ ตอนขึ้นรถไฟฟ้า ตอนนั่งสองแถว รอพ่อซื้อของ หรือตอนอะไรก็ตาม ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไรเราจะท่องศัพท์ หรือไม่ก็เอาสูตรฟิสิกส์ที่จดใส่กระดาษเล่มเล็กๆมาทบทวนเสมอ 
    สำหรับเป้าหมาย คือ อังกฤษ 70 ถือว่าเราทำได้ดีพอสมควร อุ่นใจเลยว่าอิ้งไงๆก็ 70 แน่ๆ 

    เราอ่านอังกฤษครบหนึ่งเดือนพอดี จบวันที่ 15 สิงหาคม

17) เดือนแห่งเคมี
    เราใช้หนังสือเคมีของ อ.เสกสรรค์ ศิริวัฒนไพบูลย์ รวมโจทย์ครบถ้วน และสูตรที่ดีมาก เราอ่านและทำโจทย์ครบห้าเล่มพอดีเป๊ะเลย จากนั้นก็จัดการทำโจทย์รวมเคมีของ 9 วิชา + โจทย์ Chem Work รูปเล่มไข่ดาวของครูกุ๊ก (เล่มนี้อวยเลยจ้าาา โจทย์ดีมาก มีตั้งแต่ง่ายยันยาก โจทย์แต่ละชุดมีสิบข้อ ไม่มีชุดไหนเลยที่เราได้เต็ม ส่วนมากเฉลี่ย 7 เต็มสิบตลอด แต่ก็มีบางชุดที่เราได้ 9 หรือว่าต่ำถึง 4 ก็ยังมีเลย แถมยังมีโจทย์หลอกทุกจุดดักคอคนไม่รอบคอบแบบเราซะหลังหักยับเยินเลยล่ะ ) เลยรู้จุดพลาดตัวเองเลยว่ายังไม่แม่นเคมี ทำให้ไปซื้อเล่ม 100 Core Concepts ของครูกุ๊กมาอ่านเสริมจุดที่พลาดๆไป แต่ถึงตอนนั้นก็ล่วงเวลาไปเดือนกันยายนแล้ว ความล้าก็เริ่มมาเยือน
    ช่วงนั้นเราอ่านวันพีชวันละสองชม.ทุกวันเลยหลังทานข้าวเที่ยงเสร็จ สนุกมาก ลูฟี่มีพลังอยากตามหาวันพีช อยากเป็นจ้าวแห่งโจรสลัด  ส่วนเรามีพลังในการอยากเป็นหมอที่ดี อ่านแล้วให้กำลังใจมาก ฮึดสู้ทุกครั้งเลย พอพักแล้วกลับมาอ่านต่อก็รู้สึกว่าอ่านได้ดีกว่าเดิม สมองไม่หนัก มีคำคมในวันพีชที่เราชอบมาก คือ
    “ความฝันของคนเรา มันไม่มีวันจบสิ้นลงหรอก” เป็นคำพูดของมาแชล ดี ทีช ถึงเขาจะเป็นตัวร้ายในเรื่องแต่ก็พูดได้ดี เลยอดประทับใจไม่ได้ 
    หลังจากอ่านวันพีชจบก็เริ่มอ่าน Bleach พร้อมๆกับจบเรื่องกรด – เบส เราอ่านแล้วชอบมาก สนุกจริงๆ แต่สุดท้ายเราหยุดอ่านเอาตอนที่ 570 เพราะรู้สึกว่าตอนหลังมันไม่สนุกล่ะ แต่แอบไปดูตอนจบมานิดหน่อย พอเห็นลูเคียได้กับเร็นจิก็เลยโอเคแล้ว เชียร์คู่นี้มาก
    
ปล.เดือนนี้เราล้าลง อ่านวันละไม่ถึงสิบชม.ล่ะ เฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 ชม.ได้

18) เดือนแห่งชีวะ (กันยายน)
    จะว่าแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะเดือนนี้เราอ่านชีวะสลับกับทำโจทย์รวม คณิต ฟิสิกส์ และเคมีไปด้วย (โดยสลับกับการอ่านนารุโตะเพื่อพักสมอง) ตอนนั้นเราเริ่มท้อใจกับคณิต และฟิสิกส์ขึ้นมามาก เห้ย ปัญหามันเริ่มก่อตัวขึ้นมาในแบบที่เราไม่อยากจะไปคิดถึง เรารู้สึกว่าเรามีจุดบกพร่องเรื่องคณิตศาสตร์เต็มไปหมด     
    เราต้องการใครสักคนมาช่วยเราเรื่องนี้ เราจำได้ว่าเดือนนี้เป็นเดือนแรกที่เราร้องไห้ออกมาด้วยความขมขื่นใจ เราอาจจะโง่จริงๆก็ได้แหละ แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงพยายาม ยังคงเชื่อมั่นในตัวเอง เราอ่านคำคมคำหนึ่งจากเรื่องนารูโตะ กล่าวคือร็อกลีบาดเจ็บหนักจากการต่อสู้ และต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งมีโอกาสรอด ห้าสิบต่อห้าสิบเท่านั้น แต่ถ้าไม่ผ่าตัด ก็จะไม่ได้เป็นนินจาอีกตลอดชีวิต ครูของเขาจึงพูดกับร็อกลีว่า

“คนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่มีค่าที่จะพยายาม”
    
เราจะบอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกครั้งที่ร้องไห้เสร็จ จากนั้นก็ไปอาบน้ำ และเริ่มต้นใหม่เสมอ

19)  MOCK 9 วิชา
    ตอนนั้นเราเริ่มหนักใจล่ะ
    วันที่ 1 ตุลาคม มีสอบ MOCK 9 วิชาสามัญของสถาบันติวเตอร์แห่งหนึ่ง สนามสอบต่างจังหวัดที่เราเลือกสอบมีคนสอบกันอยู่แค่สองคน เราเห็นแล้วละเหี่ยใจเลย คนคุมสอบก็เล่มมือถือ โค ตะ ระ จำลองสนามสอบจริงสุดๆ แต่เราก็จ่ายค่าทำเนียมไปพันสามแล้วลองสอบดู ถึงอย่างไรก็จะรู้จุดบกพร่องของตนเอง ได้ลองทำข้อสอบที่ติวเตอร์ออก
    ขอวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา หากกระทบจิตใจของแฟนคลับ หรือว่าสถาบันก็ขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วย
    ไทย สังคม  : เนื่องจากยังไม่อ่าน เลยทำไม่ค่อยได้เลย แต่พอกลับมาดูอีกครั้งหลังจากอ่านแล้วก็ถือว่าจำลองมาได้โอเคเลยนะ ใช้อ้างอิงได้เลยว่าต้องปรับปรุงตัวอีกเท่าไร ถึงสังคมมันจะออกครอบจักรวาลก็จริง แต่ยังได้ไม่ถึงสี่สิบแสดงว่าความรู้พื้นฐานของเราก็คงแย่มาก 
    อังกฤษ : ยากมาก แถมยังเว่อร์เกินไปอีกต่างหาก โชคดีของเราที่คนคุมสอบดันนั่งเล่นโทรศัพท์เพลิน เลยได้เวลาเกินมาอีกสิบนาที วะฮะฮ่า  เราจำได้ว่าเราได้ 54 ซึ่งเป็นคะแนนที่เราพอใจมากถ้าเทียบกับความยากของข้อสอบ บทความในข้อสอบนี้ทำให้ BBC news กลายเป็นนิทานสำหรับเด็กอนุบาลเลย เว่อร์ไป ได้คะแนนเท่าไรต้องบวกเพิ่มอีก 20 คะแนนไปเลย แถมยังมีอันที่ไม่ตรงแนวอีก ออกมาแล้วทำลายความมั่นหน้าในอิ้งของเราซะเหลวเลย  กว่าจะทำใจพิจารณาตามหลักเหตุผลได้ว่า ถ้าข้อสอบมันออกมายากระดับนี้จริงๆ ก็แสดงว่าปีนั้นคงมีหมอแค่ 1000 คนทั้งประเทศจากรับตรง 9 วิชาล่ะ
    คณิต : ออกแบบนี้ไปจำลองให้แพท 1 เถอะ 
        ปรกติแนวข้อสอบคณิตของ 9 วิชาจะมีลักษณะแบบนี้ คือ คิดไม่ซับซ้อน ไม่ถึก ไม่เว่อร์ อาศัยการสังเกตแล้วแก้โจทย์รวดเร็ว มักจะมีช้อยหลอกเสมอสำหรับคนที่คิดไม่ถี่ถ้วน แต่ข้อสอบ MOCK คราวนี้จำได้ว่าออกมาแล้วคนละเรื่องเลย ทั้งถึกทั้งเว่อร์ สรุปคือ มันไม่ใช่เกณฑ์เก้าวิชาปรกติ แต่ยากและซับซ้อนกว่า คะแนนที่ได้บวกไปเลย 20 คะแนน  เราเอาข้อสอบนี้ให้เพื่อนเราที่ได้แพท 1 ปีที่แล้ว 230 ทำ เพื่อนเรายืนยันเลยว่า “ออกแบบนี้เอาให้อาม่าของมันทำเองเลยเถอะ”
    แต่ออกข้อสอบมายากแบบนี้ มันก็ยังมีข้อดีนะ...อย่างน้อยก็สำหรับเราแหละ คือ มันทำให้เรารู้ตัวเองจริงๆว่าคณิตเรายังไม่พร้อม เราสามารถทำได้แค่โจทย์ทั่วไปที่คนธรรมดาควรจะทำได้ แต่ถ้าเป็นโจทย์ซับซ้อนหัวสมองของเราจะหยุดทำงานทันที
    หัวสมองมันหยุด แต่หัวใจมันยังเต้น 
    เราเลยกลับมาวางแผนเลยว่า ต้องหาที่เรียนคณิตสักที่ ที่สามารถชี้ข้อบกพร่องและทำให้เราแก้ไขมันได้ แพงแค่ไหน หรือลำบากเพียงไรก็ต้องลองไปเรียนดูสักครั้ง จะได้รู้สักที และก็แก้ซะ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจหรือเสียดายทีหลังอีก 

    ฟิสิกส์ : ออกได้ดี ตรงตามแนวมาก ชมจากใจจริงๆ โชคดีมากที่ได้สอบ MOCK ฟิสิกส์ก่อน
    
    เคมี : ไม่ค่อยตรงเท่าไร ไม่ชอบเลย พาร์ทคำนวณยากไปนิด ส่วนบรรยายก็แปลกๆ ไม่เหมือนที่เคยลองทำข้อสอบเก่าๆมา (หรือในอีกแง่หนึ่งคือ เราอาจจะไม่เก่งเอง ต้องขออภัย)

    ชีวะ : ก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน ง่ายกว่าของจริงสักสิบเท่ามั้ง

    ข้อดีจริงๆของการสอบครั้งนี้ คือ ถึงแม้ว่ามันจะออกมายากบ้าง ง่ายบ้าง หรือว่าเว่อร์บ้าง มันก็ทำให้เรารู้จุดอ่อนและเรื่องที่ไม่แน่น พอกลับมาบ้านปุ๊บเราก็เขียนรายการออกมาเลยว่าต้องอ่านเสริมเรื่องไหนบ้าง

ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ และทุกความพยายามย่อมมีความผิดพลาด
 

20) สนามแรก คือ รับตรงทั่วประเทศของม.บูรพา
    คุณป้าของเราเป็นคนพาเราไปสอบที่โรงเรียนอำรุงราษฎ์ จ.ชลบุรีเอง เราเข้าพักคอนโดที่กทม.ก่อน และออกรถจากกทม.ตีห้าเพื่อไปสอบ จำได้ว่าช่วงก่อนสอบตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม 2559 พอดี พอเราได้ยินข่าววันนั้นปุ๊บเราก็ปิดหนังสือทันที...เราน้ำตาไหลเงียบๆ วันนั้นมันโหวงเหวงไปหมดเลย เรารู้สึกว่าเราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ แต่ถึงอย่างนั้น พอวันต่อมา เราก็ไม่ปล่อยให้ความโศกเศร้ามากลืนกินเป้าหมายของเรา เราเกิดและโตที่แผ่นดินนี้ คนที่เรารัก และรักเราก็เกิดและโตที่นี่  และนี่ก็กำลังจะเป็นเวลาที่เราต้องเติบโต มาดูแลแผ่นดินที่พ่อรักสักที เราต้องเข้มแข็ง
    
        เราถึงโรงเรียนอำรุงราษฎ์ตอนเจ็ดโมงเช้า อากาศดีมาก แถมโรงเรียนก็สวย กว้างขวางสบายตาดี  เราเอาโครงเรื่องนิยายไปแต่งต่อเป็นการคลายเครียดก่อนเข้าสอบเก้าโมงเช้า ทำให้คนแถวๆนั้นหมั่นไส้กันเป็นแถว แต่ก็ช่วยไม่ได้...เวลาหน้าห้องสอบมันไม่ใช่เวลาที่เอาหนังสือออกมานั่งกาง มันเป็นเวลาชิลๆที่ควรทำตัวให้สบายใจที่สุดนี่นา เสียดายที่เราไม่ได้เอานิยายเล่มโปรดไปอ่านด้วย...
    
        เราชักจะจำไม่ได้ล่ะ ว่าสอบวิชาอะไรก่อนหลังบ้าง แต่เอาเป็นว่าหลังจากสอบครั้งนี้ เรารู้ตัวจริงๆแล้วกันว่าเราพร้อมไม่พร้อมสำหรับอะไร
    
          เราเพิ่งแน่ใจเอาคราวนี้เองว่าเราคงกลัววิชาคณิตกับฟิสิกส์รุนแรงมาก มันจะมีความรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลาที่เจอข้อสอบ เพราะเราเกิดอาการ PANIC ทันทีเมื่อเข้าสอบ หรือทำข้อสอบสองวิชานี้  ที่แย่ที่สุด คือ ข้อสอบคณิตมันง่าย แต่เรากลับทำไม่ได้ทั้งๆที่เรารู้ว่ามันง่าย...เราต้องหาที่เรียนจริงๆล่ะ
    
           ตอนขากลับเรานั่งคำนวณคะแนนบวกลบในใจ...ว่าถ้าคำนวณจากปริมาณคนสอบ เราจะติดไหม ?  แต่สักพักคิดไปมาเริ่มปวดหัว ไม่ว่าผลลัพธ์ออกมายังไงก็ต้องรอวันประกาศอยู่ดี เราเลยเลิกคิด และชอบป้า กับลุงคนขับเม้าท์กันแทน เม้าท์ไปเม้าท์มา คุณลุงแกเปิดรูปคนทั้งครอบครัวแกให้ดู แล้วก็เล่านั่นเล่านี่ พอถึงคอนโดที่กทม.ก็ได้ญาติเพิ่มมาอีกคนเลย ถือว่าได้พักสมองหลังสอบเสร็จ แถมมีข้อดี คือ ได้รู้ด้วยว่าตัวเองบกพร่องตรงไหน

    วันประกาศผลออกมาหลังจากนั้น เราสอบติดตัวสำรองที่หมอรับตรงทั่วประเทศม.บูรพา

21) ความรู้สึกที่ซื้อไม่ได้
    เราขอพ่อไปเรียนพิเศษคณิตที่กทม. โดยอยู่คอนโดของญาติต่อ
    แน่นอน...พ่อโอเค เพราะ พ่อรู้ว่าเราเต็มที่และตั้งใจ

    เราไปถึงสถาบันตอนประมาณเที่ยงครึ่งตามเวลาที่นัดไว้ สถาบันนั้นแอร์เย็นเฉียบ แต่เราตัวร้อนซู่ซ่า และใจเต้นแรง  สถาบันนี้เคยมีคนแนะนำมา ส่วนตัวเราก็เคยอ่านหนังสือที่ติวเตอร์ท่านนี้เขียน เราจึงลองมาดู อยากรู้ว่าปัญหาคณิตของเรามันจะไปจบที่ตรงไหน
    เราเจอคนที่เป็นคุณแม่ของติวเตอร์ท่านนี้นั่งอยู่ ท่านถามเราว่ามาทำไม อะไรยังไง เราก็ตอบไประหว่างที่นั่งคอย ยิ่งรู้สึกประสาทเสียมากกว่าเดิม และก็ยิ่งประหม่าเพิ่มขึ้น (เวลาที่เราเป็นแบบนั้นเราจะม้วนผม และก็เคาะขาตัวเองโดยไม่รู้ตัว) ตอนนั้นแหละที่เราเพิ่งรู้ตัวว่า เราเอาแต่หมกตัวอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมา 7  เดือนไม่คุยกับใครเลย ทำให้เราเริ่มตื่นเต้นที่จะคุยกับคนที่ไม่ใช่คนที่บ้าน หรือคนในครอบครัวอีกครั้ง
    เราเจอติวเตอร์ท่านนี้ในที่สุด เราเล่าเรื่องการเตรียมตัวของเราให้เขาฟัง พอเราเล่าเสร็จ เราก็พูดออกมาว่า “ซิ่วครั้งนี้มอสทุ่มเททุกอย่างแล้วค่ะ มอสไม่อยากมาเสียใจหรือว่าเสียดายอะไรทีหลังอีก มอสอยากติดหมออันดับหนึ่งที่เลือกไว้ เพราะอยากทำให้เต็มที่เท่านั้น มอสมั่นใจว่าครั้งนี้...มอสไม่หลุดสี่อันดับแน่ๆ”
    ติวเตอร์ท่านนี้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นมาว่า
    “รู้อะไรไหมครับ...
ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่ซื้อไม่ได้นะครับ”

    ว่าตามตรง เราเองก็ยังไม่เข้าใจคำพูดนั้นของเขาหรอก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เรารู้ว่า เขาเข้าใจความรู้สึกเรา...อย่างน้อยก็เข้าใจว่า ความพยายามมันเป็นเช่นไร เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในความพยายามของมนุษย์เหมือนเรา 
    ตอนนั้นแหละที่เราสะอื้นออกมา ตลอดเวลาแห่งการซิ่วของเรา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราสะอื้นไห้ด้วยความรู้สึกอันรุนแรงที่นิยามไม่ได้แบบนี้ 
    ใช่แล้ว...เราพยายาม และเราก็เชื่อในความพยายามนั้น สาเหตุที่เราเอนท์ไม่ติดก็แค่เพราะ เราพยายามไม่พอ ดวงหรือโชคมันไม่มีจริงหรอก อย่างน้อยก็ไม่มีจริงสำหรับคนที่ก้าวตามเส้นทางที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้นด้วยความพยายามแบบเรา
    เราตัดสินใจลองเรียนกับเขาดู ระหว่างที่เรารอ พี่สาวที่เคาท์เตอร์ก็เอาน้ำทับทิมมาให้เรา

22)  บางเรื่องก็ต้องปล่อย
    ขออธิบายวิธีการสอนของติวเตอร์ท่านนี้หน่อยนะ  คือว่า เขาจะให้เด็กๆในคลาสฝึกจบเวลาทำโจทย์เสมือนจริง แล้วก็ตรวจคะแนนกันตรงนั้นเลย วิธีการสอนจะไม่เฉลยเอาง่ายๆ แต่จะพยายามบีบให้เด็กๆเค้น คิด ออกมาให้ได้ 
    เขาจะจำลองการสอบเสมือนจริงให้ โดยข้อสอบ PAT1 หรือคณิต 1 ของ 9 วิชาสามัญก็จะจำลองมาจริงๆ บางทีอาจจะไม่ซ้ำกับเดิมมากร้อยเปอร์เซ็น แต่ก็เป็นข้อสอบที่ดีมาก ทำให้เรารู้ว่าเราอ่อนหรือว่าแข็งตรงไหน
    ปัญหาคณิตของเราพอกพูนน่ากลัวจริงๆนะ ต้องขอบอกเลย โดยเฉพาะการคิดเลขผิด
    เราเครียดมากเพราะเราพยายามมาก็ตั้งเยอะกับคณิต ทำไมมันถึงไม่ดีขึ้นกันนะ หรือว่าเราโง่ พอเราเอาเรื่องนี้ไปพูดกับติวเตอร์ท่านนี้ เขาก็ช่วยชี้แนะเราว่า
    “ถึงเวลาที่ต้องปล่อยอดีตไปแล้วนะ และก็เริ่มต้นใหม่สักที น้องมีอีโก้สูงนะที่ยังวางไม่ได้”
    ตอนนั้นเราตกใจมาก เหมือนมีสายฟ้าฟาดใส่ตัว เออ...สงสัยเราคงอยู่คนเดียวมานานจนลืมไปจริงๆแหละ ว่าอีโก้มันกำลังพอกตัวอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว หลังจากวันนั้นเรากลับบ้านไปปั๊บ เราก็ปล่อยวางเลย อะไรที่เกิดขึ้นให้มันเป็นไป หน้าที่ของเรา คือ เราต้องพยายามเท่านั้นก็พอแล้ว

        อีกเรื่องหนึ่งคือ ติวเตอร์ท่านนี้ช่วยชี้จุดผิดพลาดในตัวเราอีกอย่างคือ เราเป็นคนฉับไว เพราะความใจร้อน ซึ่งผลที่ได้ตามมา คือ ความผิดพลาดเพราะความสะเพร่า สุดท้ายแล้วผลที่ได้ คือ รากฐานที่ไม่มั่นคง สร้างหอคอยสูงเพียงเท่าใดสุดท้ายก็ต้องพังลงมาอยู่ดี พอติวเตอร์ท่านนี้ชี้จุดผิดในตัวเราให้ เราถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ในความเป็นจริงแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมาเราก็สะดุดล้มเยอะเหมือนกัน เพียงแต่เราแค่ลุกขึ้นและวิ่งๆๆๆๆๆ ต่อไปโดยไม่ใส่ใจจะทบทวนแค่นั้นเอง

        พอรู้ข้อผิดพลาดเรื่องนี้ เราก็เบาใจลงหน่อย และพยายามหาวิธีการแก้ทันที

21) สายพิณที่ขึงตึงเกินไปย่อมขาดได้ง่าย
    จะขอเล่าเรื่องของการไปติวคณิตให้จบทีเดียวเลย
    เราไปเรียนคณิตเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนครึ่งที่กรุงเทพฯ คือเรียนสัปดาห์กลางเดือนของเดือนตุลา 2559 จากนั้นทางสถาบันจะหยุด ให้เด็กๆกลับไปเตรียมสอบ แกท แพท ความถนัดหมอ จากนั้นก็ให้กลับมาเรียนต่อจนถึงธันวา
    ค่าเรียนที่เราจ่ายไปรวมทั้งหมดประมาณ 122,000 บาทถ้วน โดยจะคิดเป็นครั้งๆ ทุกสิบครั้งจะจ่าย 49000 บาท 
    มีคนอุทานว่า แพงมาก...ซึ่งเราก็เห็นด้วย แต่เราพร้อมจะจ่ายเพื่อแลกกับการลงทุนเพื่ออีกหลายๆปีในชีวิตเรา 
    ตลอดเวลา...ปัญหาของคณิตบางอย่างของเรา เช่น การตีโจทย์ไม่แตก สูตรไม่คล่อง หรือว่าการใช้งานสูตรไม่ดีพอ หรือว่าการไม่เข้าใจทฤษฎีบางอย่างนั้นได้ลดลงเบาบาง แต่สิ่งที่ทำให้เราเฟล และก็กลับมาร้องไห้บ่อยๆหลังจากที่ทำ TEST ในแต่ละวัน คือ การคิดเลขผิดของเรามีผลทำให้คะแนนลดฮวบฮาบลงอย่างน่าเสียดายมาก จำได้ว่าช่วงนั้นเครียดมาก เครียดจนถึงกับโทรไปร้องไห้กับเพื่อนสนิท พ่อ และก็พี่สาวเลย ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลยว่า “อย่าท้อนะ   มอส พยายามเต็มที่แล้วทุกคนก็เห็นอยู่” พอหลังจากที่เราร้องไห้เสร็จ เราก็ไปอาบน้ำ จากนั้นก็หยิบจุดผิดพลาดมาทวนใหม่ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
    ในตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่า ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่รู้คือ เรากำลังพยายามอยู่ เราจะเตือนตัวเองอย่างนี้ทุกครั้ง  
    เพื่อนสนิทของเราที่ซิ่วด้วยกันเคยพูดตอนที่เราโทรไปปรับทุกข์เวลาท้อใจว่า
    “เค้าคิดว่าแกต้องได้แน่ๆ เค้ามั่นใจ เค้าเห็นแกทนอ่านวิชาที่โคตรเกลียด ทนทำโจทย์วิชาที่โคตรเกลียดเป็นพันๆข้อ ทำทุกวัน ถึงคนอื่นไม่รู้ ถึงคนอื่นจะไม่เห็น แต่เค้าเห็น เค้าเลยรู้ ถ้าจะมีใครสักคนที่สมควรได้เป็นหมอมากๆ คนๆนั้นก็คือแกนะ มอส อย่าปล่อยให้ความท้อแท้แค่นี้มาทำให้สิ่งที่แกอดทนทำมามันพังทลายลงไป ”
    สุดท้าย เราเริ่มรู้สึกว่า ทุกครั้งที่เราทำข้อสอบ คะแนนเราจะดิ่งลงเหวอีกเรื่อยๆ...ตอนนั้นครั้งเรียนเราจะหมดแล้ว แต่มันยังต้องต่ออีกสี่ครั้ง ตอนนั้นงบประมาณเราหมดพอดี
    วันนั้นคุณแม่ของติวเตอร์เรียกเราไปคุย ถามเราตรงๆว่าทำไมเราถึงจะเลิกเรียน เราเลยตอบคุณแม่ไปว่า
    “งบหนูหมดแล้วค่ะ”
    คุณแม่บอกกับเราว่า “มอสเรียนต่อเลยนะลูก แม่เห็นแล้วว่าหนูสอบติดม.บูรพา หนูจ่ายเงินเรียนเอง แม่รู้ว่าหนูจะทำได้ หนูติดแน่ๆ เรียนต่อเถอะลูก ถือว่าแม่ให้”
    ความรู้สึกตอนนั้นมันบอกไม่ถูกเลย เราอยากปฏิเสธแม่ไปมาก เพราะเราไม่คิดว่ามันจะเป้นสิ่งที่สมควรที่เราจะรับจากใครฟรีๆ ติวเตอร์ท่านนั้นทำงานหนัก สร้างครอบครัว และฐานะขึ้นมา เรารู้สึกว่ามันเป็นการเอาเปรียบมาก ถ้าเราจะไปเรียนฟรีๆตั้งสี่ครั้ง แล้วถ้าเรารับคำของคุณแม่ไปแล้วเราเอนท์ไม่ติดหมอล่ะ คุณแม่จะรู้สึกอย่างไร 
    แต่เราก็ไม่ได้ปฏิเสธแม่ไป เรายืนก้มหน้าไหว้คุณแม่ และก็นิ่งอยู่แบบนั้น    พอเลิกเรียนเราเดินไปยกมือไหว้ติวเตอร์ ใจมันอยากจะพูดขอบคุณ แต่ปากมันไม่ขยับ เราไหว้เขาแล้วก็ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น
    เรารู้ว่าเราเป็นคนพยายาม และเราต้องทำให้ทุกคนเห็นความพยายามของเรา
    
    แต่อะไรๆมักจะมีเรื่องที่มาสะดุดจนได้

    เราเริ่มป่วยอย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน คือ ไข้ขึ้น ตัวร้อน ปวดหัว เกือบอ้วกในบางครั้ง แถมมันยังไม่หายสนิท แต่เป็นๆหายๆ  คะแนนสอบทุกครั้งของเราก็แย่ลงมากจนเราไม่เหลือน้ำตาสำหรับร้องไห้เสียใจอีกแล้ว อีกทั้งเวลาก็กระชั้นชิดเข้ามามาก เราเริ่มหาสาเหตุของการป่วยครั้งนี้ แล้วเราก็พบว่า เราเครียดเกินไป กินข้าวแทบไม่ถึงครึ่งจานก็อิ่มเสียแล้ว สุดท้าย...ตอนนั้นมันเหลืออีก 4 สัปดาห์ก่อนสอบ เราเลยไปขอหยุดการติวคณิตเสียเอง
    มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนมีคนเอาอะไรมาอุดลำคอมาก
    วันสุดท้ายที่เรียน เราเดินไปไหว้ติวเตอร์ และพี่ๆที่เคาท์เตอร์ที่ช่วยดูแลเราตลอดการเป็นนักเรียนของสถาบันนี้ บอกพวกเขาว่า “น้องมอสขอลานะคะ” จากนั้นเราก็มองหาแม่ แต่วันนั้นแม่ไม่มาที่สถาบัน ติวเตอร์ท่านนั้นเลยถามเราว่าเรามีอะไรอยากจะบอกแม่ของเขาหรือเปล่า ที่จริงตอนั้นเราอยากฝากบอกแม่หลายคำมาก แต่เราพูดไม่ออก(อีกแล้ว) เราเลยบอกเขาไปว่า “หนูอยากกอดแม่ค่ะ” เราเห็นเขายิ้มให้เรา เขาตอบว่า
    “ค่อยมากอดหลังเอนท์ติดละกันนะครับ”     
และก็บอกเราว่า “อย่าตึงเกินไปนะครับ”
    หลังจากนั้นเราก็พักสามวันเต็มๆ เราไปดูหนังครั้งที่สองในรอบปีแห่งการซิ่ว ชื่อ “สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่” จากนั้นก็กลับมานอนนานๆ แล้วก็ออกไปวิ่งตอนเย็นบ้าง อ่านการ์ตูนเรื่องรีบอร์น เล่นกับหลานที่บ้าน
    หลังจากพักแล้ว เราก็ดีขึ้นมาก เราเลิกป่วยออดๆแอดๆ และก็กลับมาทำโจทย์ ช้าๆ วันละสิบถึงยี่สิบข้อ (ตอนนั้นมันเริ่มเดือนธันวาพอดี) ปรากฏว่าเราดีขึ้นมาก และตอนนั้นแหละ เราก็พักสมองด้วยการอ่านไทยกับสังคม จากนั้นก็ทำโจทย์รวมแค่วันละวิชาพอ ส่วนอังกฤษเราอ่านข่าว BBC ทุกวันก็พอ 

    สาเหตุที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
    บางครั้งถ้าเราขึงสายเครื่องดนตรีให้ตึงเกินไป พอเริ่มดีดเริ่มสีเริ่มเล่น สุดท้ายแล้วสายก็ขาด แต่ถ้าขึงหย่อนเกินไปก็เล่นแล้วไม่มีเสียง สายดนตรีที่ดีต้องไม่หย่อนหรือว่าตึงจนเกินไป นอกจากเราจะอ่านหนังสืออย่างหนักแล้ว เราก็ควรจะรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี ต้องพักบ้างเล่นบ้าง 
    ถ้าหากว่าป่วยวันสอบ ก็มีค่าเท่ากับไม่ได้อ่านหนังสือไปเลย

    เรื่องนี้เราต้องขอขอบพระคุณติวเตอร์ท่านนี้มากๆ ที่ช่วยจุดประกายในชีวิตให้เรา ลากเราขึ้นมาจากเหวหลายครั้ง ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เขาได้ชี้ทางสว่างให้คนตาบอดแบบเรามาก เขาได้ทำให้เรารู้ตัวจริงๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันผิดหรือถูก
    ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกกับเราว่า เราทำแต่โจทย์เน้นปริมาณเกินไป ไม่เน้นคุณภาพ ไม่เน้นว่าตัวเองรู้จริงหรือเปล่า ซึ่งก็จริงมากๆ

    น้องๆไม่จำเป็นต้องลำบากขึ้นไปเรียนพิเศษที่กทม. หรือว่าจ่ายค่าเทอมแพงๆเหมือนพี่ก็ได้  พี่ทำเพราะมองไม่เห็นทางแล้วจริงๆว่าจะจัดการกับคณิตยังไงดี แต่หากว่าน้องมีปัญหาแบบเดียวกับพี่ ให้พยายามถามตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อน ทบทวนตัวเองดีๆ และเราจะเจอจุดแก้ของปัญหานั้นๆเอง ปัญหาทุกอย่างมันเกิดจากตัวเองทั้งนั้น แก้ที่ตัวเองได้ทุกอย่างก็จบ 

24) สอบความถนัดแพทย์
    ก่อนสอบความถนัดน้องรหัสชวนเราไปอ่านหนังสือ ต้องขอบคุณน้องมากที่ช่วยกันติวกับเรา ที่ช่วยกันอ่านด้วยกันกับเรา และเอาข้อสอบเก่ามาให้เราทำโดยไม่หวง พวกเราอ่านกันชิลๆที่ร้านคอฟฟี่ ช็อป ผลัดกันกิน ผลัดกันเลี้ยง น้องสั่งนมวนิลามากิน ส่วนเราทานชาเขียวของโปรด
    เราสอบความถนัดแพทย์ที่บ้านเราเอง แม่ของเพื่อนสนิทที่ซิ่ว(ชื่อโรสหรือไอหลาบเวลาเรียกๆกันเล่นๆ)ข้าวมาให้เรากินด้วย ข้าวราดหมูกับไข่ดาว อร่อยมากเลย เราจำได้ ตอนสอบความถนัดแพทย์พาร์ทไอคิว เราทำได้นะ แต่คะแนน ออกมาประมาณห้าสิบกว่าๆ ก็ถือว่าโอเค เราอยู่ในระดับคนปรกติ แต่จริยธรรมนี่เกือบตกมีนเลยค่ะ แหม...ได้ 47 ส่วนพาร์ทเชื่อมโยงอุตส่าห์ดีใจว่าได้เต็มแล้วเชียว แต่คะแนนได้ 93 จุดกว่าๆ งงเลย แต่ก็โอเคล่ะนะ อ้อ...ลืมบอก เรากลับบ้านมาก่อนหนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบความถนัดแพทย์ เราตะลุยอ่านนิยายเรื่อง “ดราก้อน ดิลิเวอรี่” ซึ่งเขียนโดยพัณณิดา ภูมิวัฒน์จนค้างไว้ที่เล่มหก แล้วเอาไปอ่านวันสอบด้วย สบายใจจริงๆเลย (กรุณาอย่าหมั่นไส้นะคะ)
    สำหรับเชื่อมโยง แนะนำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ตีแตก! พาร์ทเชื่อมโยง” จะบอกว่าเป็นหนังสือเชื่อมโยงที่ดีที่สุดแล้ว เราทำเชื่อมโยงรวมแกทไทยเกินสิบเล่ม เล่มนี้ดีสุดอ้ะ เราชอบคิดเองเออเอง เลยกลายเป็นปัญหาของพาร์ทนี้ไป และก็ต้องขอบคุณเพื่อนเราที่ชื่อไผ่ ที่เป็นเจ้าพ่อความถนัดแพทย์ร้อยเต็มที่ช่วยมาติวเรา และสอนวิธีคิดที่ทำให้เราเชื่อมโยงตามที่ข้อสอบต้องการได้ด้วย น่ารักมากจริงๆ
    คะแนนความถนัดเราได้ 19.4060  ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เราคิดไว้เยอะ เรามองโลกในแง่ร้ายว่าเราน่าจะได้ 17 เท่าเดิมไง อีกสองคะแนนที่ขึ้นมาคือกำไรจริงๆ
    เสียแต่ว่า เราไม่ได้เปิดดูวันที่ 19 ธันวา (วันที่มันประกาศผล ก่อนสอบ 9 วิชา 1 สัปดาห์พอดี) เพราะเราคิดว่าให้สอบเก้าวิชาเสร็จก่อนแล้วค่อยเปิดทีเดียว เราคิดว่าเราคิดถูกมาก เพื่อนบางคนของเราที่เปิดคะนนตรงนี้ดูก่อนแล้วออกมาน้อย พวกเขาก็เฟล ไม่อ่านหนังสือ ไม่ทวนโน้ตย่อไปสองสามวัน ส่วนเพื่อนบางคนที่ได้เยอะ ก็ประมาทอีก สุดท้ายก็ทำเก้าวิชากันไม่ดีทั้งคู่
    จะบอกว่าเราใช้เวลาทำใจนานมากเลยนะ สะกดจิตตัวเองให้เข้มแข็งพอที่จะไม่เปิดคะแนนความถนัดออกดู     ตอนนั้นใครมายั่วให้เราเปิดยังไงเราก็ไม่เปิดเลย ตอนนั้นก็มีคนว่าเราเหมือนกันว่า จะบ้าไหม ทำไมถึงไม่เปิด จะได้รู้ๆกันไปเลย บอกตามตรงว่าเราใช้เวลาเตรียมใจที่จะ “ไม่เปิด”ตั้งเดือนนึง  เราคาดว่าถ้ามันออกมาดีหรือว่าแย่ไปมันต้องส่งผลเสียต่อ 9 วิชาสามัญแน่ๆ เราเลยไม่เปิด
    เราเลือกสิ่งที่เราคิดว่าดีสำหรับตัวเอง 
    เราจำใส่ใจว่าคนที่เขามาพูดๆกับเรา บางที...เขาอาจจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเราเลยก็ได้ เว้นแต่ชื่อของเรา

25) ไม่สอบแกท แพท รอบแรก
    แล้วใครจะทำไม?
    ถูกเสียงบ่นว่าจากคนรอบกายด้วยความหวังดีปนวิตกกังวล (ยกเว้นครอบครัวที่เข้าใจ และเคารพการตัดสินใจของเราจริงๆ รวมถึงเพื่อนสนิทเราที่ซิ่วด้วยกัน) ว่าไม่รอบคอบบ้างล่ะ ทำอะไรไม่คิดถึงอนาคตบ้างล่ะ แต่เราก็บอกกับพวกเขาไปว่า “ไม่ต้องกังวลนะคะ มอสรู้ดีว่ามอสกำลังทำอะไรอยู่”
    ซึ่งก็จริงอยู่ การสอบแกท แพท มันจะให้เรามีคะแนนสำรองเผื่อว่าเราไม่ติดหมอรอบกสพท. 

    ก่อนที่จะถึงช่วงสมัครสอบแกทแพทรอบแรกสักสองสามเดือน เราก็ถามตัวเองเลยว่า จะสอบแกทแพทไหม? แล้วจะสอบไปทำไม? คะแนนของมันใช่ยื่นคณะที่เราอยากเข้าได้จริงๆไหม? แนวข้อสอบก็ต่างกัน เราไม่ใช่คนเก่งขนาดทำข้อสอบครอบจักรวาลได้หมด เราต้องการทำแบบ 9 วิชาเท่านั้น แล้วแพท 1 แพท 2 เนี่ย มันแนวเดียวกับ 9 วิชาจริงๆเหรอ? ต้องใช้เวลานานเท่าไรกันการเตรียมตัวเฉพาะแกทแพท?  แล้วเวลาสอบมันกระชั้นกับความถนัดแพทย์ซึ่งถ่วงน้ำหนักสูงมาก ถ้าเราเอาเวลาไปเตรียมแกท แพท แล้วเราจะเสียโอกาสเรื่องการเตรียมความถนัดแพทย์ไหม?
    เราจะตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้ทุกครั้งที่เริ่มทำอะไร เพราะเรามั่นใจว่าเราจะสามารถหาคำตอบได้ และเรารู้จักตัวเองดี เราจะซื่อตรงต่อตัวเอง

    เราตอบตัวเองว่า
    เราไม่จำเป็นต้องใช้คะแนนแกทแพทสักนิด เราซิ่วครั้งนี้เพราะมั่นใจว่า ถ้าเราพยายามอย่างเต็มที่ เราจะไม่หลุดหมอสี่อันดับที่เลือกไว้อย่างแน่นอน เราไม่ใช่คนเก่งจริงๆ แถมยังมีนิสัยไม่ชอบทำอะไรครึ่งๆกลางๆอีก ถ้าเราเตรียมสอบแกทแพทไปแบบไม่เต็มที่เพราะต้องโฟกัสที่ความถนัดแพทย์เราคงอกแตกตายแน่นอน และความถนัดหมอเราก็จะทำได้ไม่ดีด้วย เราเสียโอกาสแน่ๆถ้าเราเตรียมสอบแกทแพท 

    ถ้าหากว่า ชีวิตมันเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจริงๆ เราก็คงจะแย่แน่ๆ ดีไม่ดีอาจต้องซิ่วใหม่อีกที่ไม่ติดหมอ แถมยังไม่มีคะแนนแกทแพทสำรองอีก  แต่เราก็ยังตัดสินใจแน่วแน่ที่จะไม่สอบแกทแพทรอบแรกจริงๆ
    การกระทำครั้งนี้...เรายอมรับเลยว่า เป็นการพนันกับคู่แข่งที่มีชื่อว่า “โชคชะตา” จริงๆ และถือว่าเป็นการเลือกคู่ที่งี่เง่ามาก แต่เราสาเหตุที่เรากล้าทำ เพราะเราไว้ใจ และเชื่อมั่นตัวเองที่สุดในโลก ต่อให้ไม่มีคนเชื่อมั่นในตัวเราก็ตาม เราเชื่อว่าเราทำได้ เราเชื่อว่าเราจะไม่หลุดหมอสี่อันดับ เราซิ่วเพื่อให้เราเรียนคณะที่ต้องการ
    
        เราเองเคยคิดนะ ว่าถ้าซิ่วไม่ได้แล้วจะซิ่วอีกไหม
    
        ตอบตรงๆเลยว่า “ไม่เอาอีกแล้ว” เพราะเราทำทุกอย่างแล้ว พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ทำเต็มที่แล้วจริงๆ ถ้าเรายังพลาดหวังอีกก็แสดงว่า ชะตาชีวิตก็คงจะไม่ให้เราได้เป็นหมออีก เส้นทางนี้ก็คงไม่ใช่เส้นทางสำหรับเรา เราก็จะเลือกเส้นทางใหม่ให้กับตัวเรา ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดหรอกว่าเราจะเลือกเรียนอะไรถ้าไม่ใช่หมอ และมันก็ไม่ใช่เวลามาคิดด้วย เราชอบอาชีพนี้จริงๆ และมุ่งมั่นจริงๆ เราเคารพตัวเอง เราจึงเลือกเส้นทางชีวิตให้ตัวเองตลอด เพราะเราคิดว่าเรายังมีสิทธิ์เลือกได้ เรายังพยายามได้เสมอ

เส้นทางชีวิตที่เราเลือก จะดีหรือเลวร้าย เราก็ภูมิใจที่เลือกมัน แม้บางทีผลลัพธ์ที่ออกมาจะทำให้ชีวิตแตกหัก แต่ก็ยังมีความหมายให้จดจำ

26) ตบเคมีให้เข้าที่
    ตอนที่เราไปอยู่บ้านพี่สะใภ้ที่กรุงเทพฯ พี่เขาบังเอิญรู้จักกับครูเคมีท่านหนึ่งที่สอนติวเตอร์อยู่ที่สยามกิจ พี่เขาเลยบอกว่า ก่อนสอบลองไปตบๆเคมีให้เข้าที่เข้าทางหน่อย เราลงคอร์สตะลุยโจทย์อาจารย์อุ๊จบแล้วก็เลยคิดว่า จะลองไปดูบ้าง เพราะไปก็ไม่เสียหายอะไร
    ครูเป็นคนอ่อนโยน และใจดีในสายตาเรา เราจึงชอบมากเพราะโดยนิสัยเราเป็นคนเครียด และชอบกดดันตัวเอง รวมถึงชอบพนันบ้าๆเกี่ยวกับโชคชะตา (ดังที่เล่าไปแล้วตอนที่จะสมัครสอบแกทแพท) เราเรียนกับครูเป็นการเอาข้อสอบเก่า รวมถึงข้อสอบที่ครูจำลองขึ้นเองมาลองทำดู แล้วตรวจกัน ตรงไหนที่ไม่รู้ก็เสริมๆเอา รู้สึกดีมากที่ได้เรียนกับครูคนนี้ 
    บอกตามตรงว่า มันก็ไม่ช่วยอะไรมากหรอก เพราะอีกสามสัปดาห์จะสอบล่ะ แต่มันก็ยังดีกว่าเรานั่งอ่านที่บ้านคนเดียว อย่างน้อยก็มีคนคุย มีคนแลกเปลี่ยนกันเรื่องข้อสอบ มีคนช่วยปรับนั่นนี่นิดๆหน่อยๆให้เข้าที่ ก็ถือว่าโอเค
    ต้องขอบคุณคุณครูมากจริงๆค่ะ

27)  ครูฟิสิกส์ที่ตัวเล็กแต่พลังเสียงมหัศจรรย์
    ที่ตึกวรรณสรณ์มีสถาบันติวเตอร์ที่นึงที่รวมอาจารย์สอนสดไว้เต็ม เราไปเจอครูฟิสิกส์ของเราที่นี่ ครูเพิ่งจบใหม่ ตัวเล็กๆ แต่เสียงดังมาก ตอนนั้นเราเองก็มีปัญหากับวิชานี้เหมือนกัน คือ เราเครียดมาก เพราะจำนวนข้อคือ 25 ละข้อละ 4 คะแนน ความเสี่ยงมันสูงจริงๆอย่างที่เคยบอกไป ดังนั้นจึงเป็นวิชาที่ห้ามเทห้ามทิ้งเด็ดขาด
    เราต้องการคนตบฟิสิกส์ให้เรียบร้อย เราเลยลองไปเรียนที่สถาบันนี้กับครูตัวเล็กคนนี้ดู
    ครูบอกว่าครูเพิ่งจะจบครูมาใหม่ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ติวแบบติวเตอร์มากนัก แต่เราไม่ว่าอะไร เราแค่ต้องการคนมาอุดช่องโหว่ในฟิสิกส์ให้เราต่างหาก ซึ่งแค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ครูบอกกับเราตรงๆว่าครูรู้สึกไม่สบายใจที่มาสอนเรา เพราะว่าครูเองก็ไม่ได้ติวเก่งนัก แต่เราก็ยังยืนยันจะเรียนอยู่ดี เพราะไหนๆก็ไหนๆแล้วไง ลองกันสักตั้งจะเสียหายอะไร
    เรากับครูทำโจทย์ แล้วก็ข้อสอบเก่าๆด้วยกัน มีเม้าท์กันบ้าง นินทาคนอื่นบ้าง ร้องเพลงให้กันและกันฟังบ้าง เราเห็นจริงๆว่าครูก็ไม่ได้เก่งเหมือนติวเตอร์ดังๆ โจทย์บางข้อครูก็แก้ไม่ออกจริงๆ แต่สิ่งที่เราเห็นจากตัวครู คือ ครูมุ่งมั่นใจช่วยเราร้อยเปอร์เซ็นเพื่อให้เราสอบติด มุ่งมั่นที่จะเถียงกับผู้จัดการสาขาเพื่อให้เราสำเร็จ เพื่อให้ได้ชม.สอนเราเพิ่ม สถาบันมันเปิด 11 โมง แต่ครูต่อรองว่าวันนั้นขอเปิด 9 โมง เพราะอยากจะสอนเรา การมาเรียนครั้งนี้เหมือนครูกับเราได้ช่วยกันและกันฝ่าฟันให้ถึงเป้าหมาย เราดีใจจริงๆที่ได้เจอคุณครูคนนี้ ครูเข้าใจ และรักเรามาก เรารู้สึกได้แบบนี้ จากสายตาของครู จากน้ำเสียงของคุณครู มันเติมพลังใจให้เราทุกครั้งที่เราคิดถึงครู
    ตอนวันปิดคอร์ส ครูซื้อดินสอกดยี่ห้อ Pentel สีน้ำทะเลให้เรา สวยมาก...เราชอบมากจริงๆ และครูยังซื้อดินสอไม้สำหรับฝนให้เราอีกสามแท่งด้วย ครูบอกว่า “เอาไว้ใช้ตอนเป็นหมอนะลูก” 
    อ้ะ อีกอย่าง ครูไปบนให้เราด้วยนะ น่ารักจริงๆ อีกไม่กี่วันจะสอบล่ะ ยัดความรู้ก็คงไม่มีประโยชน์ ทางไสยน่าจะคุ้มกว่านะ ฮ่าๆๆๆๆ
    เวลาหนึ่งปี  มีให้พยายามกับการเรียนการอ่าน ส่วนหนึ่งสัปดาห์สุดท้าย คือ การทวนโน้ตย่อ และทำบุญเยอะๆ ถ้าใครใช้สองอย่างนี้สลับกัน พังแน่นอนค่ะ  [ยิ้ม]
    ขอบคุณครูมากๆจริงๆ เราได้ฟิสิกส์ 76 คะแนน จากที่ปีก่อนได้ 44 อืม...ถ้าพูดทั้งหมดน่าจะมาจากความพยายาม 99.99  ส่วน อีกนิดนึงมากจากดวง ดังนั้นเราจึงใช้เวลา 99.99 ส่วนของเราไปกับการพยายาม และใช้อีกนิดนึงไปกับการลุ้นดวงนิดๆพอหอมปากหอมคอคลายเครียดก่อนสอบ

ปล.ตอนนี้ครูตัวเล็กของเราลากลับบ้านไปล่ะนะ ถ้าใครที่อยากไปเรียนก็คงไม่เจอครูแล้วแหละ

28) หนึ่งอาทิตย์สุดท้าย
    เราใช้เวลาฟังเสียงโอดครวญของเพื่อนๆเรื่องคะแนนความถนัด ดีนะที่เราเตรียมใจมาดี ฮ่าๆๆๆ จากนั้นก็เล่นกับมะหมาที่บ้าน อ่านโน้ตย่อนิดๆหน่อยๆ ตื่นสายๆ และค่อยๆตื่นเช้า ทำบุญตักบาตร เม้าท์กับพี่สาว ทำโจทย์คณิตวันละสิบข้อ อ่าน BBC หัวข้อที่มันสนุกๆน่าสนใจ คลายเครียดเรา และที่สำคัญ เราไปขอพรกับพระบิดา ผู้ที่ทำให้เราศรัทธาในการเรียนหมอ เป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะทำให้เราเป็นหมอเพราะอยากช่วยคนจริงๆ

29) หนึ่งวันหนึ่งคืนก่อนสอบ
    เราเขียนอุปกรณ์ที่จะเอาไว้ใช้ในวันสอบด้วย :
1) เครื่องเขียน ดินสอต้องพร้อม เหลาทุกแท่งเลย เอาไปสักสิบแท่งยังได้ ไม่เสียเวลาเหลาในห้องสอบ เอายางลบไปหลายๆก้อน เผื่อทำตกในห้องสอบจะได้ไม่เสียเวลาเก็บหรือควานหา ปากกา เอาสีน้ำเงินที่เขียนติดดีไป  ปากกาแดงไว้วงข้อความสำคัญ รู้แหละว่า สนามสอบมันห้าม แต่ถ้ากรรมการเลินเล่อก็นะ... เราจำได้ว่าปีก่อนเคยเห็นคนเอาไม้โปรไปใช้ในห้องสอบแพท 1 กัน โคตรไม่ยุติธรรมจริงๆ ไม้บรรทัด แต่เอาพลาสติกนะ อย่าเอาเหล็ก(ถ้าเอาเข้าก็เอานะ แต่ต้องถือให้กรรมการคุมสอบเห็นชัดๆว่าเราเอาเข้าไป ไม่งั้นจะถูกหาว่าโกงได้ ถ้าเขาไม่ห้ามก็ดี กำไรของเราอีก อิอิ )  เหรียญบาทสำหรับเสี่ยงดวง กรณีจนตรอกจริงๆ แนะว่าให้เอาเหรียญสมัยรัชกาลอื่นไปด้วย เผื่อพระองค์ทั้งสองจะได้ช่วยกันปรึกษากันและกัน ดวงจะได้ยิ่งดี  ของขลังอะไรที่เขาไม่ห้ามเอาก็เข้าไปเลย 
    วันสุดท้ายมันไม่ควรยัดความรู้เข้าหัวล่ะ วันนี้ต้องอาศัยความรู้ที่ตกผลึก ที่ได้รับการเจียระไนมาทั้งปีจนเป็นเพชรเม็ดงามที่พร้อมใส่อวดโฉมไปยันหน้าข้อสอบ แถมถ้าทำได้ก็ขอเรื่องดวงนิดๆ ด้วย ฮ่าๆๆๆๆ คลายเครียดดี

2) นาฬิกาเข็ม อันนี้สำคัญมาก ถูกตัดสิทธิ์ได้ง่ายๆเลยบางคนถ้าเผลอใส่นาฬิกาดิจิทอลเข้าไป 
3) โน้ตย่อหรือสูตรที่ไม่ว่าอ่านอย่างไรก็จำไม่ได้ เอามันไปท่องหน้าห้องสอบ พอเข้าห้องปั๊บก็เขียนไว้ที่หัวข้อสอบเลย ไม่ผิดกติกาที
4) ของหวานๆ เช่นเค้ก (เราเอาบราวนี่สตอเบอร์รี่จากร้านเบเกอรี่โปรด) น้ำหวาน (ของเราคือชาเขียวโออิชิซึ่งมีน้ำตาลมากกว่าน้ำชา) ไปเพิ่มพลัง
5) ข้าวกล่อง อันนี้แม่เพื่อนสนิทคนเดิมจัดให้ น่ารักมาก
6) นิยายสนุกๆสักเล่มคลายเครียด (เรื่อง เซรีญา เขียนโดยพัณณิดา ภูมิวัฒน์เช่นเดียวกัน)
7) บัตรประจำตัวนักเรียน อันนี้สำคัญมาก ห้ามลืมเด็ดขาดเลย 
8) ดวง เห้ย ! นี่พูดจริงเลย พกไปเยอะๆนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ ตอนที่เราไปซื้อชาเขียว ตอนนั้นมันสองขวดยี่สิบห้าบาทพอดี เราใจหายวาบเลย อารมณ์แบบว่า “ดวงหมดยังหว่าตู”

    คืนวันนั้นเราแขวนชุดนร.ให้เรียบร้อย รวมถึงเตรียมของทุกอย่างให้พร้อม จากนั้นก็เข้านอนไปไร้กังวล ไม่มีอะไรติดค้างในใจ พร้อมลงสนามวันพรุ่งนี้

30)พยายามมาหนึ่งปีเพื่อวันนี้ ลงสนาม !!!
    จำไว้นะ วันนี้คือวันสำคัญ ห้ามพลาดเด็ดขาด
    ถ้าคุณป่วย หรือว่าถูกรถชนวันนี้ หรือว่านอนไม่พอ ลืมกินข้าวเช้าไป ความพยายามทั้งปีก็พัง อย่าลืมว่าคุณทำโจทย์เป็นพันๆข้อเพื่อมากายี่สิบสามสิบข้อให้ห้องสอบนะ เพราะฉะนั้น รับผิดชอบ นอนให้หลับ ดูแลตัวเองดีๆ อย่าทำสิ่งที่คุณสร้างมาทั้งปีจนพังแบบเราปีที่พลาดหวัง
     วันแรก จำได้ว่าสอบชีวะ วิชานี้ชิลมาก มันของโปรดเราอยู่ล่ะ เขาหยุดพักชม.นึง เราเลยไปหาที่ถ่ายท้องสบายๆ แต่ก่อนจะหาที่ได้ก็เดินหาทิชชู่กันวุ่น โชคดีที่เราไปเจอเพื่อนเก่าที่ซิ่วเขาเอาทิชชู่มาด้วย เราเลยขอยืมได้ ตอนนั้นใจหายนิดๆ ดวงหมดยังหว่าเรา  จากนั้นก็สอบฟิสิกส์ โอ้ว ! เราทำมันได้ ตกกะใจมาก ตอนแรกเรางงเลยที่ทำได้เยอะมากผิดปรกติ ตกใจมาก เราเลยรีบเช็คหน่วย และอ่านโจทย์ซ้ำๆ ปรากฏว่าอ้าว ! ไม่เห็นจะหลอกเราตรงไหนเลย บ้าจริง!!  และก็พักเที่ยง เรากินบราวนี่ไปครึ่งชิ้นก็อิ่ม ทานข้าวไม่หมดด้วย มันตื่นเต้นเลยมวนท้อง จากนั้นก็อ่านนิยายเล่นต่อมาสอบภาษาไทย เราตั้งใจมาก อ่านโจทย์รอบคอบ เราไม่ส่งข้อสอบจนกระทั่งหมดเวลาเลย
    วันต่อมาคณิตวิชาแรก เราเซ้นต์ตั้งแต่ทำข้อสองคะแนนล่ะว่ายากชัวร์ คือ เรารู้ตัวว่าเราไม่เก่งคณิต และคณิตมันก็มีตั้งสามสิบข้อ เราไม่ต้องการคณิตเต็มร้อยเพื่อติดหมอ แถมวันแรกเราทำฟิสิกส์ได้ ความถนัดแพทย์เราเกินจากที่ตั้งเป้าไว้สองเปอร์เซ็น เราเลยมุ่งเป้าคณิตหกสิบพอเราเลยวางแผนนับข้อ และเลือกข้อที่จะทำก่อนเข้าสอบไป (นางฟ้าก็แนะนำเราสำหรับเรื่องนี้) ถ้าข้ออื่นๆนอกเหนือจากนั้นทำได้ คือ กำไร    ข้อสองคะแนนเราทำไปแปดข้อ ทิ้งเรื่องเวกเตอร์ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเราไว้ ส่วนข้อสี่คะแนนเราเลือกทำแค่ 12 ข้อจากยี่สิบข้อพอ ซึ่งก็หมดเวลาพอดี เราเหลือเวลาเผื่อฝนอีกนิดหน่อย  ขณะนั้น...เราทำๆอยู่ก็รู้สึกขึ้นมาว่า คณิตยากจังเลยปีนี้ พอเสียสมาธิปุ๊บเรื่องที่ไม่ควรคิดก็เข้ามาคิด เช่น เราจะติดไหมหว่า เราจะได้เจอนางฟ้าไหม  รวมไปถึงเรื่องที่ไม่อยากคิดที่สุดในโลก...เรื่องของหัวใจเรื่องนั้น
    เราเจ็บหน้าอกแปลบๆขึ้นมาทันทีในห้องสอบ เหมือนมีเข็มสักหมื่นเล่มมารุมกันแทงเรา เออ แปลกนะ เราวางแผนมาเสียดิบดี แต่ทำไมเรื่องของหัวใจกลับจัดการไม่เป็นอย่างนี้ ตอนนั้นมันเหลือเวลาอีกสิบห้านาทีตอนที่เราเริ่มเจ็บหน้าอก เราเลยกัดฟันเช็คข้อที่คิดว่าไงๆก็ต้องถูก จากนั้นก็พยายามคิดข้อที่เหลือ ซึ่งกำไรมากที่จู่ๆดันคิดได้ข้อสี่คะแนนมาสองข้อ 
    กรรมาการสอบเดินเข้ามาเก็บข้อสอบเราพร้อมกับที่เราฝนข้อสุดท้ายเสร็จพอดี

    พออกจากห้องสอบเพื่อนสนิทของเรามารอเราอยู่แล้ว เธอคนนี้ชื่อโรส เป็นคนที่อยู่ข้างๆและเข้าใจเราตลอดมา เราค่อยเล่าเรื่องของโรสในหัวข้ออื่นล่ะกันนะ โรสเดินมาหาเราแล้วเริ่มบ่นง้องแง้งตามประสาว่า ยากจัง นั่นนู่นนี่ ตอนนั้นแหละที่เราทนไม่ไหวแล้ว เราฟังโรสบ่น แต่เรากดโทรศัพท์ถือเพื่อนสนิทอีกคนที่เป็นรุ่นพี่เราที่เรียนหมออยู่ ชื่อ ไผ่ พอไผ่รับสายปั๊บ เรากับโรสก็เดินไปถึงผนังตึกเกลี้ยงแห่งหนึ่ง เราบอกกับไผ่ด้วยเสียงสงบว่า “พี่ไผ่ มอสว่า มอสอาจจะทำคณิตได้ห่วยมากเลยนะ” จากนั้นเราก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา จำไม่ได้แล้วว่าสะอื้นอะไรไปบ้าง แต่ร้องออกมาเยอะมากจนโรสหุบปาก เลิกบ่น และเริ่มปลอบใจเราแทน ขณะที่กำลังร้องไห้อยู่นั้น ครูคุมสอบแก่ๆคนนึงก็เดินผ่านมา ครูเดินมาถามเราว่า “ร้องไห้ทำไม ไม่สบายเหรอหนู  ไม่เป็นไรนะ เอาลำไยไปกินสามเม็ดไป” จากนั้นก็ยัดลำไยใส่มือเราสามเม็ดแล้วเดินจากไป ทิ้งให้โรสกับเรายืนอึ้งกันสองคน จากนั้นเราค่อยได้สติ เราขอบคุณไผ่และวางสายจากนั้นก็เดินไปล้างหน้ากับโรส เธอให้กำลังใจเรามาตลอด เลิกบ่น จากนั้นเราสองคนก็เดินไปรอหน้าห้องสอบ เราบอกกับโรสว่า “ถ้าคะแนนเราได้ศิริราชนะ เราจะย้อมหัวสีน้ำเงินเลย สาบาน”

    วิชาอังกฤษ  เราทำสบายใจมาก วิชานี้ของโปรด แต่มันเปลี่ยนแนวไปเยอะหน่อยตรงบทสนทนาที่เปลี่ยนบทสั้นๆและมีสำนวนมาปนๆ แกรมม่าไม่มี Cloze test  โชคดีที่เราฝึกอ่านเร็วมามากพอเลยกำไรชีวิตบานสุดๆ เรามั่นใจเป็นวิชาแรกว่าแตะ 70 แน่นอน
    
    ต่อมาวิชาสังคม เราทำสบายๆ ขอผ่านห้าสิบก็พอซึ่งก็น่าจะผ่านเพราะเราอ่านมา เราอ่านหนังสือของ อ.สุวรรณ สุวรรณเวช เล่มสีฟ้าใหญ่ๆ ชอบมาเลยขอบอก เล่มนี้นางฟ้าก็แนะนำ และก็สรุปสังคมอ.ชัย ที่ใครๆก็อ่านกันนะ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าของสรุปอ.ชัยมันตื้นไปหน่อย ไม่เหมาะแนว 9 วิชาเลย
    วิชาสุดท้าย คือ เคมี เราทำได้ไม่ดีเท่าที่หวังไว้เพราะตาดันพร่าขึ้นมาช่วงครึ่งชม.สุดท้าย น่าจะเป็นผลจากการที่เราร้องไห้อย่างหนักตอนเช้าแหละ ซึ่งก็โทษใครไม่ได้อีก เราทำตัวเอง เราก็ต้องได้รับผลของการกระทำนั้นแหละ  วิชานี้เราหวังว่าจะไม่ต่ำกว่า 60 ก็พอใจแล้ว ช่วยไม่ได้...ก็เราดันตาพร่าเองนี่นา

 

31) หนึ่งเดือนที่ทรมาน

    การรอคอยจัดเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกที่เราเลือกว่าทรมานที่สุดในโลก
    แถมเรายิ่งเป็นคนความคิดติดลบไม่หวังพึ่งโชคด้วย ยิ่งรอยิ่งทรมานสุดๆ ไม่อยากจะเชื่อเลย  เฮ้ย เมื่อไรจะถึงวันประกาศผลวันที่ 25 มกราสักทีนะ เรารอก็แล้ว หาอะไรทำก็แล้ว ทั้งแต่งนิยาย วาดรูป จัดห้องครั้งใหญ่ ทำงานให้โรงเรียน ดูหนังวันละสิบชม.ให้สาแก่ใจที่อดมานาน (แต่ก็ไม่เล่นโซเชียลทีนะ) เวลาก็ยังอืด เราถึงเพิ่งรู้ตัวว่าปีที่ซิ่วที่ผ่านมาเราใช้เวลาอย่างคุ้มค่าสุดๆ แทบไม่มีอะไรที่เราทำโดยเสียเปล่าเลยเว้นแต่ฟุ้งซ่านเป็นบางครั้งเท่านั้น
    ที่จริงเราสมัครแกทแพทรอบสองไว้นะ แต่ไม่มีกำลังใจจะอ่านสอบแล้ว เหมือนกับว่าถ้าทำได้เราอยากอยู่คนละโลกกับหนังสือเรียนเลย 
    ส่วนตัวลึกๆในใจ เราโล่งมาก ซึ่งก็ทำให้เรานึกถึงคำพูดของเพื่อนเราคนนึงที่บอกว่า “โล่ง” หลังจากสอบ 9 วิชาเสร็จไปแล้วเลย ตอนนี้เรารู้สึกแบบนี้จริงๆ ว่าตามตรงในใจก็มั่นใจแหละ แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่มากจริงๆ  ถ้าผลไม่ออก
    ที่แย่ที่สุด คือ เราเป็นพวกชอบคิดอะไรในแง่ร้าย คาดการณ์ถึงสิ่งร้ายๆเพื่อเตรียมรับมือไว้ก่อน โอ้โห ยิ่งรอ ความยิ่งติดลบสุดๆ คณิตที่ตอนแรกคิดว่าน่าจะได้สักห้าสิบแหละมั้ง ตกไปอยู่ที่ว่า “จะผ่านสามสิบไหมนะ” สังคมที่ตอนแรกๆมั่นใจนะว่า เลยห้าสิบแน่ๆ ก็เริ่มเครียดว่าจะถึงสามสิบไหม วิชาอื่นๆไม่ค่อยกังวลมาก มีแต่สองอันนี้แหละที่ทำเอาเครียด
    เดือนที่ผ่านมาต้องขอบคุณโรสกับเราที่ผลัดกันบ่น ผลัดกันปลอบ ผลัดกันให้กำลังใจกันและกันตลอด ผลักกันเชื่อมั่นในตัวของอีกฝ่าย...เชื่อว่าที่พวกเราพยายามมามันจะไม่เสียเปล่า ขอบคุณไผ่ที่ฟังเราดราม่า บ่น และบางครั้งก็ถึงขั้นโหยหวนด้วยซ้ำ
    ขอบคุณครอบครัวที่อยู่เคียงข้างตลอด ฟังเราโหยหวนวันละร้อยรอบได้มั้ง ฮ่าๆๆๆๆ
    
    เอ้อ ครั้งนี้เราก็กำลังท้าทายโชคชะตาอีกล่ะ เราไม่อ่านแกทแพทรอบสองไง แต่เราหมดแรงแล้วจริๆสาบานได้เลย

33) โทรศัพท์สายแรก วันที่ 23 มกราคม 2560
    ตอนนั้นเราช่วยงานโรงเรียนอยู่โดยการไปติวค่ายโอภูมิศาสตร์ให้น้องๆอยู่ จู่ๆโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา น้องรหัสเราเอง...”พี่มอส คะแนนออกแล้ว” ท้องของเราบิดมวนขึ้นมาทันที เห้ย !! ทำไมออกก่อนกำหนดหว่า แต่เราแข็งใจไม่เปิดดู เพราะเรากำลังทำงานอยู่ เราต้องอดใจกลับไปดูที่บ้าน เราจำได้ว่า ขณะที่เรากำลังติวน้องอยู่ มีโทรศัพท์อีกสองสายเข้ามาเป็นของโรสกับของเพื่อนอีกคนที่ซิ่วด้วย  รบกวนใจสุดๆ เราอยู่แทบไม่ติดเลยวันนั้น พอเลิกปุ๊บเราก็แทบจะบินกลับบ้านเลย
    ตอนแรกเราจะโทรหาเพื่อน หรือไม่ก็เรียกพี่สาวให้มาดูด้วยกัน แต่แล้วเราก็แข็งใจ...เปิดมันออกมาดูเอง คะแนนเราเป็นดังนี้ ไทย 84 สังคม 66 คณิต 62 อิ้ง 70 ฟิสิกส์ 76 ชีวะ 71.25  เคมี 66 (ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ไม่น่าร้องไห้เลยเรา) พี่สาวของเรามายืนด้านหลังเราตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แต่พี่ช่วยใส่คะแนนให้ในเว็บคำนวณคะแนน และพอเราใส่เสร็จแล้วคำนวณคะแนนออกมา น้ำตาของเราก็ไหลเลย 68.2893

    เราทำได้แล้ว !!! ทำได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก ไม่อยากจะเชื่อ เราติดหมอแล้ว เราวิ่งโร่ไปทั่วบ้านไปบอกพ่อทันที เรากอดพ่อแน่นมากเลย แต่พ่อกลับแค่ๆยิ้มๆ เรารู้แหละว่าดีใจ แต่แค่ไม่แสดงออกมาก คืนนั้นเราโทรบอกเพื่อนสนิทกับคุณครูของเรา ครูตัวเล็กเราถึงกับกรี้ดออกมาเสียงดังมากพอเราบอกผลสอบ พี่เลี้ยง และครูคณิตของเรา คุณครูในโรงเรียนทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อนๆทุกคนที่คอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง (โชคร้ายที่ไผ่รู้ช้าเพราะมัวแต่นอนอืดอยู่ ไม่รับโทรศัพท์เรา) เพื่อนสาวๆของเราสองคนถึงกับกรี้ดประสานเสียงกันใส่โทรศัพท์เล่นเอาหูแทบแตก พ่อบอกญาติเราที่ภูเก็ต หลังจากนั้นคนภูเก็ตก็รู้กันทั้งเมองเลยว่าเราติดหมอ และเราก็บอกญาติเราที่กรุงเทพฯ จากนั้นทุกคนก็รู้กันหมดเลยเหมือนกัน พอวันต่อมาพ่อไปบอกแม่ค้าขายไก่ที่ตลาด คนทั้งตลาดก็เลยรู้กันหมดเช่นกัน เราดีใจมาก
    คืนนั้นเรากับโรสโทรคุยกัน โรสติดโควตา ทอ.ของจุฬาฯ เราน่าจะติดมหิดลสักที่ จำได้ว่ามันเป็นการโทรศัพท์ที่มีความสุขมากเลย ก่อนที่เราจะตัดสินใจซิ่วด้วยกัน เรากับโรสสัญญาว่าจะไปกินขนมที่แถว BTS ด้วยกัน และตอนนี้เราก็ทำตามสัญญาด้วยกันทั้งคู่แล้ว พอโรสย้ำเรื่องนี้ขึ้นมาเราถึงกับหัวเราะก้ากออกมาดังๆ เออ ใช่สิ เราทำได้แล้วจริงๆ มีความสุขที่สุดเลย เหมือนความเหนื่อยทั้งหมดหายไป ตอนนี้ก็เหลือเราลุ้นให้ได้อันดับหนึ่งแล้วเถอะ สาธุ ฮ่าๆๆๆๆ 
        เราทำสิ่งที่ทำได้ไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็ต้องวางใจให้ฟ้าเลือกให้เราบ้างล่ะ


32) อยู่กันไปนานๆนะ
    ตลอดหนึ่งปีที่ซิ่วทำให้เรารู้ชัดเจนว่า มีเพื่อนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นจริงๆที่อยู่เคียงข้าง และปกป้องเราเสมอ ที่ยอมเปิดสไกป์เพื่อคุยกับเราโดยเฉพาะเพราะเราปิดเฟส ปิดไลน์หมดเลย มีแค่พวกแกเท่านั้นจริงๆอ้ะ

33) อย่าเข้าใจความหมายของการ “ซิ่ว” ผิดๆ
        นี่เป็นสัจธรรมที่เราเห็นแจ้งด้วยตาของตัวเอง และยิ่งประจักษ์ชัดเมื่อคะแนนสอบออกมา การซิ่วมันไม่ได้หมายความว่า เราขาดอีกสามคะแนนจะติดหมอ และเราซิ่วเพื่อบวกอีกสามคะแนนนะคะ แต่มันหมายถึง การทำใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะได้คะแนนที่ติดหมอ เช่น ปีที่แล้วเราได้ 59 คะแนน พี่ไม่ได้ซิ่วเพื่อหาอีก 3 คะแนนไปเพิ่มของเก่า แต่คือการที่พี่ต้องทำใหม่ให้มากกว่า 62 คะแนนขึ้นไปเพื่อติดหมอ
    เพราะฉะนั้น
    คนที่ได้คะแนนเก่าน้อยมากก็อย่าเพิ่งท้อว่า “ปีที่แล้วเราคะแนนน้อยมาก ซิ่วอีกกี่ครั้งก็คงยาก” ส่วนคนที่อีกนิดเดียวจะติดหมอ มันก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าน้องซิ่วแล้วน้องจะติดนะคะ พยายามใหม่สิ พยายามทุกอย่าง ทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีในตัวน้อง แล้วลองใหม่อีกครั้ง น้องเชื่อพี่เถอะ จากการซิ่วครั้งนี้ทำให้พี่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเรื่องสวรรค์หรือว่าดวงไปนิดนึง

สวรรค์หรือดวงมีจริงๆนะคะ 
แต่มีแค่คนที่พยายามเท่านั้นจึงจะได้รับมันไป
    
ของแบบนี้ ไม่เกิดกับคนที่ไม่สมควรได้รับมันหรอกค่ะ
    
ส่วนคนที่เชื่อว่าไงๆก็ต้องพึ่งดวง เราขออวยพรให้น้องดวงดีไปตลอดชีวิตก็แล้วกัน และถ้าเกิดน้องสามารถติดหมอเพราะ “ดวง” ล้วนๆ  วันไหนที่น้องเป็นหมอแล้วไม่สามารถรักษาชีวิตคนไว้ได้ น้องก็ค่อยไปบอกกับญาติคนไข้ละกันนะคะ ว่า “โชคร้ายครับ หมอเสียใจจริงๆ วันนี้หมอไม่มีดวง”

34) ไม่ใช่คนที่ซิ่วทุกคนจะประสบความสำเร็จ
    
      พี่ขอเตือนน้องๆ หรือคนที่กำลังคิดจะซิ่วเลยว่า ให้คิดให้ดีจริงๆก่อนจะซิ่ว  ตลอดชีวิตการซิ่วของพี่พี่เจอคนมากมายที่ล้มกลางทาง หรือว่าถอดใจกลางทาง บางคนก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน บางคนก็ไปสะดุดตอไม้เล็กๆ หรือว่าดันเกยตื้นเข้า หนึ่งปีจะว่าสั้นก็สั้น จะว่ายาวก็ยาว แต่สำหรับพี่ พี่คิดว่ามันเป็นปีที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างมหาศาล ในการที่จะผ่านพ้นปีนั้นไปได้ ต้องมุ่งมั่นตั้งใจถึงที่สุดเลย ต้องอดทนอ่านหนังสือต่อในขณะที่เพื่อนไปเที่ยวกัน ดูหนัง ล่องแก่ง หรือว่านัดมีตติ้ง แชร์โมเม้นของเฟรชชี่ รับน้อง หรือว่าเลี้ยงสาย
พี่มีเพื่อนบางคนที่เรียนไปอ่านไป  เพราะตัดสินใจผิดพลาด หรือว่าจำใจต้องทำตามที่พ่อแม่สั่ง สุดท้ายก็ทำไม่ดีสักอย่าง ล่มกลางทางตั้งเยอะแยะ 

      ส่วนบางคนที่หยุดอยู่บ้านไม่เรียน ก็ใช่ว่าจะสำเร็จกันทุกคนนะคะ บางคนวางแผนผิดพลาด บริหารจัดการเวลาตัวเองไม่ดี เถลไถล คิดว่าอีกไม่นานหรอก มีเวลาตั้งเยอะแยะ บางคนลงทีเดียว 14 คอร์ส (บ้าไหม!!!) สุดท้ายก็ล่มอยู่ดี

น้องรัก...
    พี่แนะนำด้วยความปรารถนาดีจริงๆว่า ถ้าคิดจะซิ่ว ก็ทำให้
เต็มที่ เรื่องอื่นไม่ต้องไปสน ตั้งใจในส่วนของเรา และรักตัวเองให้มากๆก็พอ ขอแค่น้องรัก เคารพ และเชื่อมั่นในตัวเองมากๆ กล้าเลือกทางของตนเอง แค่นี้ ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆแล้ว

เดินตามเส้นทางที่ตนเองสร้าง ต่อให้ชีวิตต้องแตกหัก แต่ก็ยังมีความหมายให้จดจำ

    เวลาที่อยากซิ่ว ขอให้ตัดสินใจดีๆ ลองถามหน่อยว่าพ่อแม่จะลำบากไหม ถ้าลูกคนนี้อยากจะซิ่วอีกปี มันจะกระทบกับการเงินหรือเรื่องอะไรหลายๆอย่างของคนในครอบครัวไหม
    แต่ถ้าคิดดีแล้ว และยังตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันให้ได้
ก็ซิ่วเลยค่ะ อย่าลังเลใจ อย่าไปเรียนคณะอื่นที่มันไม่ใช่ไม่ชอบคั่นเวลา

       ชีวิตเราเกิดมามีครั้งเดียวนะคะ ส่วนสำหรับคนที่เชื่อว่าคนเราเกิดได้หลายชาติก็ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไร จะได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนเรา หรือสภาพแวดล้อมที่ดีแบบนี้อีกไหม พยายามเดินตามความฝันของตัวเอง เอาให้ไม่เสียใจเลยว่า

"ชาตินี้ ชีวิตนี้ เราไม่เสียดายอีกเลยที่คิดอยากจะเป็นหมอ"

    เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า “คนที่เอนท์ติดไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่มุ่งมั่น ขยัน ตั้งใจ อดทน และมีวินัยกับตนเองต่างหาก” นอกจากนั้นยังต้องรู้จักวางแผนที่ดี และซื่อตรงต่อตนเองด้วย

35) โชคดี
    เราเองมีโชคดีอยู่ไม่กี่อย่างในชีวิต คือ 
    1) การได้เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ลำบาก มีกินมีใช้เสมอ   
    2) มีคนรอบตัวที่รักและห่วงใยเราจริงๆ 
    3) ข้อนี่สำคัญที่สุด คือ การที่เราไม่เคยคลายศรัทธาในตัวเอง และคือการที่เราเป็นคนที่เชื่อมั่นในความพยายามของมนุษย์มากกว่าฟ้าลิขิต
    แล้วน้องๆล่ะ มีโชคดีอะไรบ้าง? เราจะบอกความลับอีกเรื่องนึงให้ฟังนะ โชคดีข้อแรกกับข้อสองของเราน่าจะเป็นผลมาจากการที่ทำบุญมาดีแต่ปางก่อน แต่โชคดีข้อที่สาม เป็นสิ่งที่ทุกคน...ไม่ว่าใครก็ตามในโลกใบนี้สามารถสร้างขึ้นมาได้ แล้วคนที่มีโชคดีอย่างที่สามนั้นเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกแล้วจริงๆ

    ใครยังสงสัยลองไปฟัง “ศรัทธาราคาสิบบาท” ของอาจารย์อุ๊ดูนะคะ เราฟังทุกวันเลยก่อนสอบ กับเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ของในหลวงรัชกาลที่ 9

36) เราอยากจะบอก...
    เหตุผลที่คนมาเป็นหมอมันมีหลากหลาย แต่เหตุผลของเรา คือ เราอยากทำอาชีพนี้เพราะมันได้ใช้วิชาชีวะที่เราถนัด และเราเองก็ชอบการคุยกับคน การเอาใจใส่ การดูแลคนอื่น และเรายังมีนิสัยเห็นอกเห็นใจคนที่ลำบากจริงๆ เราก็เลยคิดว่าอาชีพหมอเหมาะกับนิสัยของเราที่สุดแล้ว หลังจากที่เราตัดสินใจแน่วแน่เราก็พุ่งเป้าไปที่อาชีพนี้อย่างเดียวเลยจริงๆ
    เราไม่เคยอยากเป็นหมอเพราะ...
    มันเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเงินดี เลี้ยงพ่อแม่ได้ ดูแลคนในครอบครัวได้ หรือว่ามีเกียรติทางสังคม  เราเชื่อว่าคนทุกคนสามารถมีชีวิตที่มั่นคงได้ ขอแต่ไม่ประมาท และไม่โลภ  คนทุกอาชีพสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ถ้ามีความกตัญญู และคนทุกอาชีพสามารถมีเกียรติได้ถ้ารู้จักให้เกียรติผู้อื่น
    
    เราอยากเป็นหมอเพราะมันตอบสนองสิ่งที่เราต้องการในชีวิตจริงๆ เราสังเกตว่า ทุกครั้งที่เรารู้สึกสุขและอิ่มเอมใจ มันจะเกิดจากการที่เราได้เติมเต็มผู้อื่น และเราก็เต็มเสียเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นมาเติมเต็มเรา ไม่ใช้แสวงหาจากผู้อื่น
    
        เราจึงพยายามอย่างหนักเพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการ เพื่อที่ว่า...
    เกิดมาชาตินี้ ชีวิตนี้ จะไม่คิดเสียใจเลยที่อยากเป็นหมอ และเมื่อติดแล้ว ก็อยากจะบอกอีกอย่างนึงว่า จะขอเป็นหมอที่ดีๆ และเก่งสุดๆ ให้คนไข้สบายใจที่เขาฝากชีวิต หรือคนที่เขารักไว้กับเรา ไม่ว่าจะกี่ชาติๆ ก็จะไม่มีวันเสียใจเลยว่า ชาตินี้เราเลือกเป็นหมอ และได้เลือกเส้นทางในชีวิตของเราเอง
    เราอาจจะดูเป็นเด็กโลกสวยก็ได้ที่คิดแบบนี้ ในอนาคตเราอาจจะเปลี่ยนเป็นแบบอื่น หรือว่ากาลเวลาอาจจะทำให้เราเติบโตจนต้องเปลี่ยนความคิดไป แต่ไม่เป็นไร นั่นเป็นเรื่องของอนาคตค่อยว่ากัน แต่ในปัจจุบันนี้ เราขอเต็มที่กับชีวิตก่อน
    
        ถามตัวเองดูเถอะ
    ว่าพร้อมไหมที่จะเลือกเส้นทางของตัวเอง พร้อมเชื่อใจตัวเอง และพึ่งความพยายามที่ตนเองเป็นคนสร้างเองไม่ใช่พึ่งโชคลางของขลังที่ไหน ยกเว้น ความโชคดีที่ได้พยายามเป็นคนที่พร้อมเชื่อมั่นในตัวเอง 
     
    
   จำไว้นะ !!! คุณไม่ได้เลือกมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยต่างหากที่เป็นคนเลือกคุณ
 

37) คำถาม...เคยมีไหม คนที่พยายามสุดๆแต่ยังเอนท์ไม่ติดคณะที่ตัวเองต้องการ
    อันนี้มีน้องคนนึงฝากถามมา
    ความเชื่อส่วนตัวของเราคือ “ไม่มีอะไรที่มนุษย์คิดแล้วเป็นไปไม่ได้” ดังนั้น คำตอบของเราคือ “น่าจะมีนะ” 
    แต่เรามาลองคิดดู...เราเชื่อว่า คนที่พยายามอย่างหนักมาก พยายามสุดๆนั้น สิ่งที่จะได้รับตอบแทนเป็น รางวัล อย่างดี คือ เขาจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ แต่อย่างแย่คือ ถ้าเขาพลาด เขาก็จะล้มเหลว แต่อย่างน้อย เขาผู้นั้นก็จะล้มเหลวด้วยกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ ที่กล้าเลือกเส้นทางของตัวเอง และพร้อมรับผลของมันด้วยตัวเอง  ดังนั้นที่ยืนของเขาจะไม่ได้อยู่ในที่ของคนขี้ขลาด หรือว่าคนขี้แพ้ที่ไม่รู้จักการต่อสู้ หรือว่าขาดศรัทธาในตัวเอง
    ข้อคิดสำคัญข้อนี้ เราได้มาจากวาทะของประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา Theodore Roosevelt 

ถึงแม้จะไปไม่ถึงดวงจันทร์ แต่ก็ได้ส่องสว่างท่ามกลางดาราอย่าง
ไม่มีวันตกลงมาบนดินดังเดิมแน่นอน
    
       สำหรับคนที่ท้อแท้มากมายเพราะคนรอบข้างพูดนั่นนี่ ขอให้จำให้ขึ้นใจว่า “คนพวกนั้นไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในชีวิตของคุณ” คนที่สำคัญคือ      ตัวคุณจริงๆต่างหากที่จะเป็นคนลงมือทำ และเป็นคนเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

หากว่านักกีฬาคนหนึ่งมีโค้ชผู้ฝึกสอนที่เก่งกาจมาก แต่สุดท้ายคนที่ต้องลงสนามและชิงชัยก็ต้องเป็นตัวของเขาเอง ไม่ใช่โค้ช

38) ถ้าหากไม่มีพวกคุณแล้วละก็
    เราคงเดินมาไม่ถึงจุดๆนี้แน่ ถ้าไม่มี
1.    ครอบครัวที่รักยิ่ง ที่คอยเข้าใจและให้กำลังใจเราเสมอมา ทั้งพ่อ พี่สาว ก้อจู จี้จิต อี๋เป้ว เตี่ยวอิ้ว โก๊เจม จี้นุช โกป๊อป อึ้มจู แปะเตี๊ยก และหลานๆที่น่ารัก กฤตกับกร โดยเฉพาะน้องกรที่มาเล่นกับพี่บ่อยๆตอนใกล้สอบ ทำให้พี่หายเครียด นั่งฟังพี่บ่น และเอาไอศกรีมมาให้พี่กินตอนตีหนึ่งด้วย  แถมยังฟังพี่ร้องเพลงอีก น่ารักมากกกกกก 
2.    คุณครูทุกท่าน ทั้งติวเตอร์ทั้งหลาย และครูที่โรงเรียน ที่ให้การสนับสนุนเราเสมอมา ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในเนื้อข้างบน (แต่ขออนุญาตใช้ชื่อเล่นหรือไม่ก็ไม่บอกนามสกุลนะคะ เพราะบทความนี้ต้องเผยแพร่ไปไกล) ครูแจ๋ว ครูผู้คอยดูแลห้องสมุด คอยเมตตาหนูเสมอมา และให้หนูยืมหนังสือไปอ่านทั้งๆที่หนูเรียนจบไปแล้ว ครูปานมนัฏ ครูประคุณ ป้าติ๊ก   ครูชญานันท์ ครูนงเยาว์ และครูสิริพร ที่เชื่อมั่นในตัวหนูเสมอมา เชื่อมั่นว่าหนูจะสามารถทำได้
3.    เพื่อนๆทุกคนที่คอยช่วยเรา และเชื่อมั่นในตัวเรา 

39) หวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่สังคมนี้ไม่มากก็น้อยนะคะ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ยินดีน้อมรับคำติชมนะคะ ขอบคุณมากจริงๆค่ะที่เข้ามาอ่านให้

เขียนไว้ ณ วันที่ 29 มกราคม 2560
คนที่ชอบ(พืชชื่อ)มอส และเรียกตัวเองว่า"มอส"

40) ขอเพิ่มเติมนิดหน่อยนะคะ  พอดีมีคนถามเข้ามาค่ะว่า
"นานไหมกว่าจะหายเฟล"

      บอกตรงๆคือ ไม่นานเลยค่ะ(เพราะรู้ตัวดีอย่างที่เคยเล่าไปแล้วตอนเอนออกจากห้องสอบ) แต่มันจะมีมาเป็นช่วงๆบางครั้งที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ รับไม่ได้ที่ตัวเองล้มเหลวในการเรียนแบบนี้ ฟุ้งซ่านแบบนี้ หรือว่างี่เง่าแบบนี้ แต่พอปีนี้เอนท์ติดแล้วถึงเพิ่งรู้ว่า

       ความเข้มแข็งอาจจะไม่ได้มากับชัยชนะเสมอไป การเรียนรู้ที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ และความผิดพลาด เพื่อที่จะก้าวผ่านมันไปให้ได้ ก็จัดว่าเป็นความเข้มแข็งประเภทหนึ่งด้วย

       ความเฟลมันเป็นเรื่องธรรมดานะเราว่า แต่อย่านานจนเกินพอ เพราะเวลาหมุนอยู่ตลอดเวลา สู้ๆนะคะ ฮึบบบ สตรองงงงงง

41) ขอแจงแจงเวลาของตัวเองอย่างละเอียด และการวางแผน พอดีว่ามีคนหลังไมค์มาถามค่ะ

1) เทคนิคการบริหาารเวลาในแต่ละวัน อาทิตย์
    มอสจะสำรวจนิสัยของตัวเองให้ดี ซึ่งนิสัยของมอสคือ "มอสเป็นคนบ้าพลังค่ะ" เพราะฉะนั้นจะมีนิสัยชอบอ่านรวดเดียวติดๆกันหลายชม. ประมาณสามถึงสี่ชม.ได้โดยที่สมาธิไม่หลุดเลย จากนั้นก็พักประมาณสี่สิบนาที โดยการพักครึ่งแบบนี้ส่วนมากจะร้องเพลง (เพราะมันไม่นาน ถ้าอ่านการ์ตูนจะเพลิน ยาวมากกก)  ดังนั้นก็จะอ่านไปพักไปแบบนี้
    แต่แน่นอนว่าคงไม่มีใครสามารถอ่านแบบนี้ตลอดทุกวันจริงไหมคะ ดังนั้น ในหนึ่งเดือนมอสจะมีประมาณห้าที่ขี้เกียจ จะอ่านประมาณสี่ชม. ส่วนเวลาอื่นๆก็แต่งนิยาย วาดรูป ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นกะมะหมาไป มอสจะนับสถิติตัวเองเสมอเมื่อจบหนึ่งเดือนจนพบว่า ในหนึ่งเดือนนั้น จะมีประมาณ5-6 วันที่จู่ๆเราก็อยากขี้เกียจอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งแสดงว่ามันเป็นธรรมชาติของเรา และที่สำคัญคือ "มันไม่ได้กระทบกับแผนที่เราวางไว้" มอสจึงไม่ได้กดดันตัวเองเพื่อทำให้มันหายไป แต่เข้าใจว่านี่มันเป็นธรรมชาติของเรานะ และก็ควบคุมให้อยู่ประมาณนี้ ไม่มากไปกว่านี้แล้ว
   ในหนึ่งอาทิตย์
ก็อย่างที่บอกไปข้างต้น มันจะมีวันขี้เกียจวันนึงแหละนะคะ วันนั้นก็ทำอะไรชิลๆ เบาๆ พร้อมฮึดสู้กับอาทิตย์ต่อไปก็แล้วกัน ซึ่งวันขี้เกียจมันมักจะเป็นวันที่มอสเลือกไม่ได้ แต่ถ้าคุณอยากจัดระเบียบให้ตัวเอง แนะนำว่าให้ทำตารางไว้ แบบว่า "วันนี้ในอาทิตย์นี้ ขอขี้เกียจ พักเอาหนึ่งวันนะ"

2) เทคนิคการเรียงลำดับ
   อันนี้สำคัญมากเลยค่ะ อย่างที่บอกไปแล้วว่า การเรียงลำดับคือ
1. ต้องศึกษาว่า ข้อสอบของวิชานั้นเป็นไง (เช่น ฟิสิกส์ 1 ข้อ สี่แต้มเลยนะ ดังนั้นห้ามทิ้ง) 

2 .ลักษณะของวิชานั้นๆ เช่นวิชาจำ (ชีวะ ไทย สังคม) อันนี้ต้องไปอ่านท้ายๆเลย ส่วนวิชาคำนวณที่ต้องอาศัยความเข้าใจและทำโจทย์ก็ต้องจัดเวลาให้ทวนได้สม่ำเสมอ อาจจะอ่าน 1 วันสองวิชาก็ได้ครึ่งเช้าวิชาคำนวณ ครึ่งบ่ายวิชาจำ ไว้พักสมองค่ะ หรือแล้วแต่เลย แต่อย่างที่บอกไป มอสบ้าพลัง ตอนช่วงท้ายๆนี่อ่านหนึ่งวันหนึ่งวิชา ยกเว้นคณิตที่ถ้าแทรกได้จะพยายามแทรกเพราะถ้าเว้นไว้สักสามวันก็ฝืดแล้ว แถมมอสไม่เก่งมันเป็นทุนเดิมด้วย หรือฟิสิกส์ที่สองสามวันต้องหยิบมาทวนสูตร หรือว่าพิสูจน์สูตรสักครั้งนึง อะไรแบบนี้เพื่อให้ไม่ผืด อิ้งก็อ่าน BBC วันเว้นวันบ้างช่วงที่ไม่ได้อยู่ในเดือนแห่งอังกฤษ 

3. เปอร์เซ็นน้ำหนักวิชานั้นๆค่ะ อย่างบางวิชา เช่นคณิต กับอิ้ง มอสทิ้งไม่ได้เลย เพราะน้ำหนักมันตั้ง 20 เปอร์ โอ้ววว ถ้าทิ้งเนี่ย ก็เท่ากับว่าทิ้งอนาคตชัดๆ แถมมอสยัง "รู้จักตัวเองดี" พอที่จะมั่นใจเลยว่า มอสไม่สามารถทำอิ้งได้ 90 มาดุลกับคณิต 40 และเฉลี่ยออกมาเป็นอย่างละ 65 เพื่อติดหมอแน่ๆ มอสเลยให้ความสำคัญกับสองวิชานี้เท่ากัน เพราะมอสประเมินตัวเองว่า ทำได้มากที่สุดอย่างไร ก็คงได้วิชาละ60-70 เท่านั้น เอาใครมาดุลใครไม่ได้ ต่างวิชาต้องต่างพยุงตัวเอง แต่มอสจัดการคณิตก่อนอิ้ง เพราะมอสห่วยคณิตมากค่ะ  สว่นรายละเอียดการจัดอันดับอื่นๆ มอสเล่าไว้ในกระทู้แล้วนะคะ 

4.ความถนัดของตัวคุณเอง อันนี้เป็นเทคนิคส่วนตัวเลยค่ะ เพราะสิ่งสำคัญคือ "จะต้องรู้จักตัวเองอย่างดี" และ"ซื่อสัตย์กับตัวเอง" รวมถึง "ห้ามดูถูกตัวเองเด็ดขาด" มอสประเมินตัวเองว่า อิ้งมีปัญญาทำได้สูงสุดๆแค่ 70 ก็เอาเท่านั้นพอใจแล้ว ที่เพิ่มมาคือกำไร  จะได้ไม่เครียดหรือกดดันตัวเองเกินไปค่ะ

3) มีอะไรแนะนำ
    -พยายามวางแผนที่ตัวเองสามารถ "ทำได้จริงๆ"นะคะ จะได้ไม่เครียดหรือกดดันจนเกินไปค่ะ แต่ก็อย่าดูถูกตัวเองวางแผนที่ง่ายเกิน
    - ทุกความพยายามล้วนมีความผิดพลาดนะคะ และทุกสิ่งมักไม่เป็นอย่างที่วางแผนไว้ ดังนั้นต้องทำวางแผนเผื่อเวลาไว้ด้วย เช่นตอนแรกมอสกะจะอ่านหนึ่งเดือนหนึ่งวิชา และเหลือเวลาเผื่อมาตั้งสามเดือน แต่เอาจริงๆมอสใช้เวลาเกือบเกลี้ยงพอดีเลย 

 

Credit  pantip