SAWNEY BEAN ตำนานสุดสยอง คนกินคน ล่าเหยื่อมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 คน

เรื่องราวของมนุษย์กินคนถูกเล่าขานกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่หนึ่งในตำนานที่สร้างความสยดสยองให้กับผู้คนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของ อเล็กซานเดอร์ “ซอว์นีย์” บีน SAWNEY BEAN ชายผู้เป็นหัวครอบครัวกว่า 48 ชีวิต ที่สังหารเหยื่อมากินเป็นอาหารมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 คน

เรื่องราวที่ชวนขนลุกนี้เกิดขึ้นในระหว่างช่วงศตวรรษที่ 16 ในเขตเทศบาล East Lothian ประเทศสกอตแลนด์ ซอว์นีย์ เป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวธรรมดาๆ พ่อของเขาเป็นเพียงคนขุดแร่และช่างตัดแต่งกิ่งไม้ เด็กน้อยเติบโตมาเพื่อจะเดินตามรอยพ่อ แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไป

ซอว์นีย์หนีออกจากบ้านไปกับผู้หญิงใจแตกคนหนึ่ง แน่นอนว่าชีวิตของทั้งคู่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่พวกเขาวาดฝันเอาไว้ ซอว์นีย์เป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย เข้ากับใครไม่ได้ และเนื่องจากความยากจนทำให้เขาและภรรยาต้องระหกระเหินไร้ที่อยู่อาศัย จนได้มาพบกับถ้ำแห่งหนึ่งในเขต Bennane Head ซึ่งทั้งคู่ตัดสินใจปักหลักใช้ที่นี่เป็นบ้านหลังใหม่

ถ้ำริมชายฝั่งที่อยู่ลึก 200 หลาถือเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวชั้นดีของซอว์นีย์และภรรยา ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ในถ้ำแห่งนี้นานถึง 25 ปี โดยไม่มีใครพบเห็นมาก่อน เนื่องจากเวลาที่น้ำขึ้น ทางเข้าก็จะถูกปิดเอาไว้จนไม่สามารถมองเห็นได้ และสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อประทังชีวิตก็คือการปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ และขโมยเสบียงจากนักเดินทางที่ผ่านไปผ่านมาในช่วงเวลากลางคืน

ในระหว่างนั้นเอง คู่รักจอมโหดเริ่มผลิตลูกหลานออกมาเรื่อยๆ ทั้งคู่มีลูกชาย 8 คน, ลูกสาว 6 คน, หลานชาย 18 คน, หลานสาว 14 คน และหลานๆ ก็ผลิตลูกๆ ออกมาอีกจากการสมสู่กันเอง

สมาชิกในครอบครัวบางคนมีปัญหาด้านสติปัญญา บางคนก็พิกลพิการ ซึ่งรวมแล้วสมาชิกครอบครัวของซอว์นีย์ก็มีมากถึง 48 ชีวิต แน่นอนว่าเสบียงที่พวกเขาปล้นมาไม่เคยเพียงพอ ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ได้นั่นก็คือการ “กินมนุษย์” นั่นเอง

เหยื่อจากการปล้นของซอว์นีย์ถูกพาตัวกลับมายังถ้ำและถูกชำแหละออกเป็นส่วนๆ เพื่อแบ่งกันกินในครอบครัว อวัยวะบางส่วนถูกดองเอาไว้ กระดูกบางส่วนก็ถูกทิ้งลงทะเลและไปเกยตื้นบริเวณชายหาดใกล้เคียง ทุกคนในครอบครัวของซอว์นีย์ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ทุกคนรู้แค่เพียงวิธีทำให้อิ่มท้องเท่านั้น

ในช่วงแรก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงไม่ได้เอะใจกับการหายตัวไปของนักเดินทางมากนัก แต่พอการหายตัวเริ่มถี่ขึ้น ชาวบ้านจึงเริ่มทำการหาตัวคนร้ายในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งครั้งหนึ่งมีคนสังเกตเห็นถ้ำที่ซอว์นีย์อาศัยอยู่ แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครที่อาศัยอยู่ในถ้ำแบบนั้นได้ การค้นหาในถ้ำจึงไม่เกิดขึ้น ความซวยจึงตกเป็นของบรรดาเจ้าของโรงแรมที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากโรงแรมเป็นสถานที่สุดท้ายที่มีคนเห็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมีชีวิตอยู่

จนกระทั่งคืนหนึ่ง มีสามีภรรยาคู่หนึ่งขี่ม้าเดินทางผ่านมาก็โดนครอบครัวซอว์นีย์ดักซุ่มโจมตี สามีผู้มีทักษะในการต่อสู้พยายามกวัดแกว่งดาบในมือและใช้ปืนยิงต่อสู้ แต่พวกของซอว์นีย์ก็ลากภรรยาของเขาลงจากหลังม้าจนตกไปที่พื้นและเธอก็ถูกรุมขย้ำทันที

ส่วนสามีผู้โชคร้ายเกือบจะกลายเป็นเหยื่อไปอีกคน แต่โชคดีที่มีคนกลุ่มใหญ่เดินทางผ่านมาพอดี พวกของซอว์นีย์จึงรีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

เรื่องราวอันน่าสยดสยองนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วจนไปถึงหูของพระเจ้าเจมส์ที่หกแห่งสกอตแลนด์ (ต่อมาคือพระเจ้าเจมส์ที่หนึ่งแห่งอังกฤษ) พระองค์จึงรับสั่งให้ทหารกว่า 400 นายพร้อมด้วยสุนัขล่าเนื้ออีกหลายตัวออกค้นหาตัวคนร้าย และแค่เพียงไม่นาน ทีมค้นหาก็พบกับถ้ำที่ซ่อนตัวของซอว์นีย์ และทุกคนก็ถึงกับผงะกับสิ่งที่ได้เห็นภายในถ้ำเล็กๆ แห่งนี้

สภาพภายในถ้ำที่ถูกใช้เป็นสถานที่กินคนมาตลอด 25 ปี เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ซากโครงกระดูกจำนวนมากกองพะเนินเป็นภูเขา เศษซากเนื้อที่ถูกหมักดองเก็บไว้อีกมากมาย และมีซากศพอีกจำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่เต็มถ้ำ และที่สำคัญที่สุดก็คือ บรรดาสมาชิกครอบครัวทั้ง 48 คน ที่สภาพสกปรก มอมแมม ทุกคนดูหวาดกลัวแต่แฝงไปด้วยแววตาอาฆาตแค้น

ครอบครัวซอว์นีย์ทุกคนถูกจับเป็นและถูกพาตัวไปขังไว้ในคุก Tolbooth ในเอดินเบิร์ก ก่อนที่จะย้ายทุกคนไปประหารอย่างโหดเหี้ยมที่กราสโกว์ ผู้ชายทุกคนถูกตัดมือ เท้า และอวัยวะเพศทิ้ง และปล่อยให้เลือดไหลหมดตัวจนตาย ส่วนผู้หญิงและเด็ก หลังจากปล่อยให้ดูพวกผู้ชายตายอย่างทรมานแล้ว ก็ถูกนำตัวไปเผาทั้งเป็น

ตำนานของครอบครัวมนุษย์กินคนดูเหมือนจะจบลงอย่างหดหู่เพียงเท่านี้ แต่ยังมีอีกหนึ่งตำนานของเมือง Girvan ที่อยู่ใกล้เคียงได้พูดถึงลูกสาวของซอว์นีย์บีนคนหนึ่ง ที่หนีออกจากถ้ำและมาอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ๆ เธอได้ปลูกต้น Dule Tree จนกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ The Hairy Tree ซึ่งหลังจากครอบครัวซอว์นีย์ถูกจับ สถานะของเธอก็ถูกเปิดเผยโดยชาวบ้านที่โกรธแค้น และรวมตัวกันจับเธอแขวนคอกับต้นไม้ต้นนั้นนั่นเอง

ขอบคุณที่มา   petmaya