จีน 2025 : มองอาชีวะจีน เห็นความมั่งคั่ง การปฏิวัติ 4.0 เมดอินไชน่า

ในอดีตที่ผ่านมา ภาษิตโบราณจีนมักมุ่งเน้นความอุตสาหะ เรียกร้องให้คนขยันทำงานหนัก มีเพียงน้อยที่จะขยายความเลยให้คิดไปถึงการทำงานหนักอย่างชาญฉลาดด้วย แต่ไม่เป็นไร เพราะขณะนี้ ผู้นำจีนยุคใหม่ได้ขยายความอย่างชัดถ้อย ถึงการทำงานยุคใหม่ที่เปี่ยมด้วยความฉลาดอันเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับจีนยุคนี้และอนาคต

แม้ว่าที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าการทำงานหนัก คือพลังขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศ นับตั้งแต่ปฏิรูปเปิดประเทศและการเปิดเสรีเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกอย่างรวดเร็วแข็งแกร่ง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน จีนเริ่มพิจารณาถึงฐานแรงงานที่เปลี่ยนไปตามประชากรประเทศแต่ละรุ่น ซึ่งแรงงานอาจจลดน้อยลง ไม่ใช่เป็นปัจจัยแข็งแกร่งระยะยาว ไม่ใช่เพียงผู้คนเริ่มชรา แต่เป็นเพราะสภาพอุตสาหกรรมยุคใหม่มีการปฏิวัติอีกครั้ง ครั้งนี้สิ่งที่จำเป็นกว่าคือสมอง ไม่ใช่แรงงานเพียงลำพัง

ทิศทางการพัฒนามุ่งสู่ยุคใหม่นี้ จะเห็นและจับทางได้ตั้งแต่การสร้างแรงงานรุ่นใหม่มุ่งเน้นแรงงานฝีมือ เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม ในการประชุมบรรเทาปัญหาความยากจน นายซุน เหยา ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการของจีน กล่าวว่า การศึกษาวิชาชีพขั้นสูงหรืออาชีวศึกษา เป็นหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดในการฉุดดึงประชาชนออกจากความยากจน

ซุนกล่าวว่า จีนวางแผนเพิ่มจำนวนโรงเรียนอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทอันห่างไกลความเจริญ เพื่อต่อสู้กับปัญหาความยากจนข้นแค้นของประชาชน โรงเรียนอาชีวศึกษาแห่งใหม่จะดำเนินการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ โดยอ้างอิงสภาพสังคมและเศรษฐกิจของท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งหน่วยวิชาและสาขาวิชา จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่เพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทำของนักเรียน

นอกจากนั้นทางการจีนจะยังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักเรียนอาชีวศึกษาทั่วประเทศในรูปแบบต่างๆ อาทิ ค่าเล่าเรียนฟรี ทุนการศึกษา และเงินช่วยเหลือนักเรียน

ทิศทางแบบนี้ จีนมุ่งมั่นแน่นอนว่าจะเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยุคที่สี่ นี่คือเหตุผลที่จีนเน้นสร้างแรงงานทักษะฝีมือ อีกทั้งให้ความสำคัญกับการเปิดกว้าง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

จุดมุ่งหมายคือการทำให้ "เมดอินไชน่า" (Made in China) ไม่เพียงเป็นนิยามของสินค้าโรงงานโลก แต่เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของความเฉลียวฉลาด คิดสร้างสรรค์และเป็นเสมือนเหรียญตราในศักยภาพการแข่งขัน และการแสวงหานวัตกรรมและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ไม่ได้แค่การย้ายฐานเอาตัวรอดชั่วคราว เพราะตั้งแต่ครั้งการประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติครั้งที่ 18 ในปีพ.ศ. 2555 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมในระดับประเทศ อีกสองปีต่อมาผู้นำของประเทศ ยังเรียกร้องให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และปลุกจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ แผนปฏิบัติการระยะยาว 10 ปีฉบับนี้ ซึ่งได้ประกาศในเดือนพฤษภาคมของปีนี้ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผลักดันให้จีนก้าวขึ้นสู่ระดับบนของห่วงโซ่การผลิต

ในเวลาเดียวกัน จีนยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ปีที่ผ่านมา เทียบเป็น 2.1% ของจีดีพีหรือ 1.54 ล้านล้านหยวน (232,000 ล้านดอลลาร์) ซึ่งในโลกนี้ มีเพียงประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ที่มีการลงทุนด้านนี้มากกว่าจีน ผลจากปัจจัยทางการเงินดังกล่าว ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีสัดส่วน 56.2 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะถึง 70 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2563

กระนั้น จีนยังคงมีเรื่องอีกมากที่ต้องทำ อาทิ นโยบายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และผลักดันการปฏิรูปเพื่อปรับปรุงภาคการเงินและสภาพแวดล้อมการวิจัยฯ

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ได้กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ต้องเต็มใจ และสามารถปรับตัวให้ได้ เนื่องจากแนวขอบของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นทั้งหลุมและสะพานชี้เป็นชี้ตายอนาคต

ในข้อเสนอแผนระยะยาว 5 ปี ครั้งที่ 13 (พ.ศ. 2016-20) ฉบับพิมพ์ครั้งแรกสำหรับการพัฒนาภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เผยหลักการห้าข้อที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนคลื่นแห่งอนาคตนี้ คือ นวัตกรรม-การประสานงาน-การพัฒนาสีเขียว-การเปิดขึ้นมา - การหลอมรวม 

การประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติ หรือ เอ็นพีซี ครั้งที่ 19 (National People's Congress ชื่อย่อ NPC) คาดว่าหลักการห้าข้อนี้ จะได้รับการยืนยันอีกครั้ง จากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อยืนยันว่าเป็นส่วนสำคัญกับการฟื้นฟูชาติอีกวาระสมัยฯ

Credit  https://mgronline.com/china/detail/9600000104839