ดราม่าสนั่น หมอซัด เด็กไทยจบแพทย์จีนไร้คุณภาพ แย้งอย่าเหมาเข่ง !!

ดราม่า เมื่อคุณหมอท่านนึงโพสต์เรื่องการมีโอกาสได้ควบคุมดูแล แพทย์ที่จบจากจีน มาฝึกในไทยเพื่อรอสอบใบประกอบโรคศิลป์ โดยพบว่า เกินกว่า 90% ไร้คุณภาพ ไม่มีความรู้ความสามารถใดเลย  ภาษาจีนและอังกฤษก็ไม่ได้ !! ความอดทน ขยัน ไม่มีเลย !!  นักศึกษาแพทย์จีน ยอมรับส่วนใหญ่ไม่ดี หลายเสียงค้านอย่าเหมาเข่ง

 

ขอออกตัวว่าผมเป็นแพทย์ ที่บังเอิญได้มีโอกาสคอยควบคุมดูแล
แพทย์ที่จบจากจีน มาฝึกในไทยรอสอบใบประกอบโรคศิลป์
หลังจากที่ได้มีประสบการณ์ในการดูแลมานานพอสมควร
พบว่า แพทย์ฝึกงานที่จบจากจีน เกินกว่า 90 % ไม่มีความรู้ความสามารถใดๆเลย
ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานที่สุดในการดูแลคนไข้ การทำหัตถการเบื้องต้น
กระทั่งเทียบกับนักศึกษาในไทยปี4(ซึ่งฝึกทำงานในรพ.เป็นปีแรก) ก็ยังเทียบไม่ได้
พูดได้เลยว่าการฝึกงานในไทยให้กับพวกนี้ เหมือนเริ่มจาก 0
และที่สำคัญที่สุด คือความขวนขวาย  ความอดทน  ในการทำงานก็ดันไม่มีอีก 
บางคนหนักๆ ไปเรียนที่เมืองจีน 6 ปี ภาษาจีนพูดไม่ได้เลยก็แปลกใจ
แต่ที่ยิ่งหนักเลยคือ ภาษาอังกฤษก็แทบไม่ได้เหมือนกัน
ทำให้สงสัยมากๆว่าแล้วไปเรียนกันอีท่าไหน ถึงสามารถสอบจบมาได้
จนเกิดความสงสัยว่า การไปเรียนแพทย์ที่จีนเป็นเวลา 6 ปี 
วันๆพวกเค้าได้ทำอะไรกันบ้าง แล้วได้อะไรจากการไปเรียน 6 ปี นอกจากใบเรียนจบ

 

งานนี้ เลยมีพี่ๆชาวเน็ตมาแชร์ข้อมูลทั้งขุดคุ้ย !!
และมีเสียงค้าน อย่าโลกแคบ เหมาเข่ง

 

มีเพื่อนจากต่างชาติหลายคนตอนมัธยมไม่ได้จบสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ก็ยังสามารถสมัครเรียนต่อได้ ทั้งที่ไม่เคยเรียน เคมี, ฟิสกส์, ชีววิทยา
เท่าที่ทราบบางมหาวิทยาลัยในประเทศจีน สาขา MBBS รับนักศึกษาต่างชาติ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าเด็กคนนั้นมี background อย่างไร อาจารย์บางท่านที่สอนก็มีปัญหาด้านภาษา หลักสูตรเท่าที่เห็นก็ไม่ได้เข้มข้น (เห็นได้ชัดเจนระหว่างนักศึกษาแพทย์ที่ไทยกับที่จีน) คนที่คิดจะมาเรียนแพทย์ที่จีนคิดให้มากๆนะครับ”

"เพิ่งลาออกมา ก่อนไปเรียนคนเตือนก็ไม่ฟัง ดื้อจะไปเรียน สุดท้ายก็อย่าง คห.1 ว่า เรียนแล้วไม่มีอนาคต
ก่อนสอบอาจารย์บอกข้อสอบ ตรง. 50-100% ทำให้ไม่ค่อยตกกัน ผมท้าให้ไปถามเบสิกซายกับคนที่เพิ่งเรียนวิชานั้นๆจบเลย ว่ามีความรู้เท่าไร แล้วคุณจะอึ้งว่าmangไม่รู้ ha อะไรเลย มหาวิทยาลัยผมสอบใบประกอบกันไม่ได้สักคน ที่มหาลัยอื่นเห็นสอบผ่านสเต็ป1 บ้างประปราย แต่ก็ยังไม่เจอคนที่เป็นหมอจบจากจีน
อาจารย์สอนไปงั้น เข้าห้องมาเพื่อให้ได้สอน บางทีเข้ามาพูดๆอยู่คนเดียวด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษระดับแย่สุดๆ สำเนียงจีน คำศัพท์ที่มช้ก็เป็นคำง่ายๆ อ่านสไลด์ให้ฟัง สรุปคือส่วนใหญ่เกือบทุกวิชาถ้าอยากมีความรู้ต้องอ่านเอง ซึ่งอาจารย์ก็สอนแย่อยู่แล้ว เรียนชิวๆสอบผ่านง่ายๆแล้วแทนที่สังคมจะพากันขยัน ไม่เลย ส่วนใหญ่ก็เรียนแล้วทิ้งกัน 
ชั้นคลีนิกไม่มีการตรวจคนไข้จริงๆ เวลาส่วนใหญ่คุณจะอยู่ในห้องเรียน คุณจะจบมาเป็นหมอแบบไม่มีความรู้อะไรเลย ทำหัตถการไม่เป็น ซักประวัติตรวจร่างกายคนไข้ไม่ได้
ถ้าคุณยังไม่เชื่อก็ไปเรียนเลยครับ คิดง่ายๆว่ามหาวิทยาลัยแพทย์ที่รวมเด็กสอบไม่ติดมาไว้รวมกันมันจะมีมารตฐานไหม สอบที่ไทยไม่ผ่านก็สอบใหม่อครับ ตอนนี้คุณจะยังมองไม่ออกหรอก แต่พอคุณขึ้นชั้นสูงขึ้น เห็นแพทย์ที่ไทยทำงานแล้วจะละอายใจ ว่าเราจะเป็นแพทย์อย่างเขาได้หรอ อย่าคิดแต่ว่าอยากเป็นหมอ แล้วไปเข้ามหาวิทยาลัยที่มันรับเข้าง่ายๆ สงสารคนไข้บ้าง จำไว้ว่าเราเป็นหมอต้องมีคุณภาพสูงสุด ไม่do harm คนไข้ ที่คุณพูดน่ะว่ามหาวิทยาลัยมันrankingสูงกว่าไทย จริงครับผมยอมรับ ถ้าคุณไปเรียนหลักสูตรที่คนจีนปกติเขาเรียนกัน เขาเรียนกันหนักมากไม่ต่างจากไทย ไม่ใช่หลักสูตรที่เปิดรับเฉพาะคนต่างชาติ มันคนละเรื่องกันครับ
สรุปสั้นๆ หลักสูตรแพทย์อินเตอร์คือหายนะ แย่มาก ทำให้เราเสียเวลาชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมไม่มีวันเลือกไปเรียนแน่ๆ"

“ไม่ได้เรียนที่เจ้อเจียง แต่เรียนปี6 ที่สถาบันอื่น ในจีน
อยากบอกว่าถ้าย้อนเวลาไปบอกตัวเองได้จะบอกว่า ไม่เลือกเส้นทางนี้”

 

คุณออกตัวว่าคุณเป็นแพทย์  ถ้าคุณเป็นแพทย์จริง กรุณาใส่ชื่อเสียงเรียงนามของคุณด้วย  พร้อมเลขที่ใบประกอบอนุญาติในการประกอบวิชาชีพของคุณ  ถ้าคุณเป็นคนจริงต้องกล้าเปิดเผยตัวเอง  ไม่ใช่ทำตัวเป็นนักเลงคีย์บอร์ดที่อยากจะพิมพ์อะไรก็พิมพ์ แล้วทำให้คนอื่นเค้าเสียหาย

การที่คุณบอกว่าแพทย์ที่มาฝึกหัดไม่มีความรู้ความสามารถใดๆเลย  เท่ากับคุณดูถูกคณะกรรมการของแพทยสภาไทย ซึ่งเต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ  และแน่นอน พวกเขาคือ กลุ่มคนที่ถ้าคุณเป็นแพทย์จริง  คุณจะเรียกพวกเค้าว่า อาจารย์  เพราะหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตของมหาลัยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศจีนหรือประเทศไหน  ที่ผ่านการพิจารณารับรองหลักสูตรจากทางแพทยสภาแล้ว  ถือเป็นมาตรฐานการรับรองความรู้ความสามารถในสายอาชีพของแพทย์ต่อสถาบันที่มีหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตในสายอาชีพนี้

ในด้านความขวนขวาย ความอดทน ในการทำงาน มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน คุณอย่ามาเหมาว่าทุกคนจะเป็นอย่างที่คุณพิมพ์  แต่ในโลกของความจริง  คนที่อยู่อาศัยในต่างแดน  ต่างบ้าน  ต่างเมือง  ต่างภาษา  ต่างวัฒนธรรม  เด็กพวกนี้จะมีความอดทน  อดกลั้น  มากกว่าเด็กที่อยู่อาศัยในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเป็นส่วนมาก  ในเรื่องของความขวนขวายก็เช่นกัน  การเรียนที่ต้องอยู่ต่างแดน  กว่าจะสำเร็จ  คุณต้องมีความขวนขวายอย่างมาก  เพราะไม่มีใครเขามาใส่ใจคุณ  ว่าคุณจะจบหรือไม่จบ  จะเรียนเข้าใจหรือไม่เข้าใจ  ดังนั้น เด็กในต่างแดนจะมีความขวนขวายอย่างมาก  เพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดที่ตั้งไว้
  
แล้วที่บอกว่า  ไปเรียนเมืองจีนมา 6 ปี  ภาษาจีนพูดไม่ได้  เป็นไปไม่ได้เลย  นักศึกษาที่เรียนที่จีนระดับออกคลีนิก ดูคนไข้ตามโรงพยาบาล  ต้องสามารถสื่อสารภาษาแมนดารินกับคนไข้ได้แล้ว  เว้นแต่คนไข้พูดภาษาท้องถิ่นของจีน  ถึงจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ  แล้วความสามารถในการสื่อสารภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยกำหนดในการเรียนหลักสูตรแพทย์ที่จีนคือ HSK4 คือมีความสามารถสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้ และมีความรู้คำศัพท์อย่างน้อย 1,200คำ (จากระดับที่สูงสุดคือ HSK6)  ซึ่งการสอบ HSK เป็นการสอบที่ถูกกำหนดชึ้นมาโดยรัฐบาลจีนเอง เพื่อใช้วัดระดับความรู้ความสามารถภาษาจีน ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง  พูด  อ่าน  เขียน  หลักเกณฑ์ขนาดนี้แล้วคุณมากล่าวหากันลอยๆ ได้อย่างไร

ในด้านภาษาอังกฤษก็เช่นกัน  คุณบอกว่าพูดแทบไม่ได้  จะเป็นไปได้อย่างไร  ในเมื่อเค้าใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน  เพราะนักศึกษาต่างชาติ  ที่จะเรียนแพทยศาสตรบัณฑิตที่จีน  ตอนยื่นสมัครเรียน  คุณต้องส่งผลสอบ  IELTS 6 หรือ 6.5 ขึ้นอยู่กับสถาบันที่คุณสมัคร  แล้วการสอบ  IELTS นี่  ถูกจัดสอบโดยสถาบันที่ได้รับการยอมรับระดับโลก  CAMBRIDGE ENGLISH LANGUAGE ASSESSMENT  เพื่อใช้วัดระดับความรู้ความสามารถภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง  พูด  อ่าน  เขียน  หลักเกณฑ์นี้คุณยังสามารถดูถูกได้อีกหรือ  แต่ขอถามคุณสักนิด ว่าเวลาสอบแพทย์ที่ไทย ผู้สมัครสอบทุกคน ต้องส่งผลสอบ  IELTS  หรือไม่
  
คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอกว่านักศึกษาที่จีน  วันๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง  ได้อะไรบ้างจากการเรียน 6 ปี  ดิฉันเชื่อว่า ไม่ใช่แค่เพียงใบเรียนจบอย่างแน่นอน  แต่คุณควรถามตัวคุณเองดีกว่า  คุณเรียนมาตั้ง 6 ปี เช่นกัน  เที่ยวป่าวประกาศว่าตนเองเป็นหมอ  กล้ายืนยันตัวตนมั๊ย  หรือกลัวว่าถ้าเปิดเผยตัวตนมาจะทำให้สถาบันที่ศึกษาเสียหาย

ดิฉันอยากวิงวอน  ให้ผู้เสพข้อมูลทางโลกโซเชียล  อ่านทุกอย่างอย่างตรึกตรอง  แล้วใช้วิจารณญานสักนิด  ก่อนที่จะพิมพ์หรือออกความเห็นร่วมใดๆ ในทางไม่สร้างสรรต่อสังคม  แน่นอนความคิดคนเรามักมีความต่าง  แต่การแสดงความต่างทางความคิดออกมาต่อสาธารณชนคุณควรมีความตระหนักต่อผลของมัน  ว่าจะกระทบใคร หรือไม่อย่างไรด้วย 

ดร.ภีรพรรณ

 

เข้าใจในสิ่งที่ จกขท เขียนค่ะ แค่มาบอกว่าพี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักเรียนจบจากมหาลัยไทย สามารถสอบ residents ในอเมริกาและผึกงานได้หลายคนเลยค่ะ ได้ทีดีๆ ทั้งนั้นเลย ส่วนนักศึกษาแพทย์จากจีนเมื่อ 2 ปีก่อน ที่จีนเองก็มีสถาบันที่ให้สอบเพื่อมาฝึกงานและหางานที่อเมริกา สรุปสอบตกยกรอบค่ะ ไม่มีใครสอบผ่านเลย หลายเดือนหลังจากนั้น มีข่าวแสดงความยินดีออกมาว่าผ่านแค่คนเดียว 

ที่อเมริกา พูดแล้วอย่าโกรธนะคะ จะมีศัพท์คำตลกๆ ล้อเลียนคนที่จบหมอจีนเยอะมาก เพราะสอบไม่ผ่าน ผิดกับหมอคนอินเดีย สอบผ่านเยอะกว่าค่ะ

แต่ถ้าหมอจีน พัฒนาตัวเอง ก็ก้าวหน้าได้นะคะ ต้องพยายาม

การที่คุณออกตัวว่าคุณเป็นแพทย์ และได้มีโอกาสคอยควบคุมดูแลแพทย์ที่จบจากจีน ที่มาฝึกในไทยเพื่อรอสอบใบประกอบโรคศิลป์ ก็แสดงว่าคุณก็คงเป็นระดับอาจารย์หมอ แต่ลักษณะการเขียนกระทู้ของคุณ ดูไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย ไม่ใช่ติเพื่อก่อ แต่เป็นการดูถูกพวกเขาอย่างน่าเกลียด ดูไม่สมกับเป็นอาจารย์หมอเลยครับ 

ถ้าคุณเป็นอาจารย์หมอจริง คราวหน้าจะเขียนอะไรควรจะอ่านทบทวนก่อนโพสนะครับ

 

ถ้าเค้าแค่ต้องการถามเพื่อนหมอด้วยกัน มันมีเวบเฉพาะเพื่อนหมอด้วยกันนะครับ

นี่คือเค้าต้องการประจาน
ต้องการให้ประชาชนตระหนัก และรับรู้ถึงหลักสูตรหมอในจีน
ใครที่คิดจะไปเรียนที่จีนควรคิดให้ดีๆ

ดังนั้นคนที่เพิ่งจบจากหลักสูตรจีน เลิกโวยวายแบบน้ำท่วมทุ่งได้แล้ว
เขียนเป็น essay แต่เนื้อหาจับต้องไม่ได้ แล้วด่าจขกท. เรื่องใจร้าย ไร้คุณธรรม น้องอ่านแล้วหงุดหงิด

จขกท. ด่าจุดไหน คุณดีเฟนด์จุดนั้นครับ นี่เค้าไม่ได้ด่าลอยๆนะ เค้าชี้ประเด็นหลายประเด็น ถ้าคุณมีดี คุณต้องตอกกลับให้จขกท. หน้าหงายได้

ไม่อยากพูดแบบนี้เท่าไหร่ แต่เห็นคนที่จบปริญญาสองใบเถียงได้เท่ากับคนจบมัธยมแล้วน้องเหนื่อยจัยยยยย

ผมเป็น นศพ จบจากประเทศจีนครับ
จากที่กล่าวมา ผมว่าไม่ผิดครับ 
คนที่มาเรียนแพทย์ที่จีน ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแพทย์จริงๆเยอะครับ เช่นเรียนเพื่อดีกรี เรียนเพราะพ่อแม่ให้มาเรียน เรียนเพื่อทำธุรกิจที่จีนก็มี
แต่จะมีบางกลุ่มที่ อกหักจาก กสพท สอบตรงไม่ติด แล้วเลือกที่จะมาใช้เส้นทางนี้ไปตามความฝันก็มีครับ 
-ผมจะพูดประเด็นด้านความรู้นะครับ ขอแบ่งเป็นด้านทฤษฏี กับ ปฏิบัติ
-ความรู้ด้านทฤษฏี ผมถือว่าค่อนข้างโอเคนะครับ แต่อาจจะไม่มีสังคมการแข่งขันเหมือนที่ไทย คนเรียนเก่งก็จะแข่งกันเอง (คนกลุ่มน้อยนี้ เมื่อกลับมาสอบศรว.1,2 ก็จะผ่านเป็นส่วนใหญ่) ส่วนพวกเรียนไม่เก่ง รึไม่เรียนเลย ก็รอสอบแก้อย่างเดียว สอบแก้ได้เรื่อยๆจนกว่าจะผ่าน รอบสอบแก้อ.ก็จะไม่เข้มงวด เด็กก็ลอกข้อสอบกันเป็นว่าเล่น ในบางม.ถ้าจ่ายใต้โต๊ะก็จะสอบแก้ผ่านวิชานั้นไปเลยก็มี(คนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ จบมาก็เอาดีกรี ส่วนใหญ่จะสอบไม่ผ่าน แล้วจะไปทำงานสายอื่น)

-ด้านความรู้ทางปฏิบัติ (ช่วง internปี6)
อันนี้ขอบอกตรงๆเลยว่า แย่ครับ ไม่ได้แย่ที่นศพ.นะ แต่แย่ตรงหลักสูตรจีน แทบจะไม่ได้ฝึกอะไรเลย หมอ,เด้นท์ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ได้ดูเคสต่างๆก็จริง แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริง ยิ่งเป็นเด็กต่างชาติแล้ว อ.ยิ่งไม่สนเข้าไปใหญ่ ทุกอย่างเป็นภาษาจีน ภาษาจีนที่เรียนมาแทบใช้ไม่ได้เมื่อเจอศัพท์เฉพาะแพทย์ อ.บางคนพูดอังกฤษไม่ได้ สอนไม่ได้ก็มี การปฏิบัติทั้งหลายจะเป็น resident รึ อ
หมอ เป็นหลัก เหตุผลก็เพราะว่า คนไข้ที่จีนมีการฟ้องร้องเอาเรื่องกับหมอเยอะมาก นิดๆหน่อยๆก็ฟ้อง  ทำงานเป็นหมอเหมือนหมอจบใหม่ที่ไทยได้ ต้องเป็น residentเท่านั้น , internที่จีน ไม่มีบทบาทเลย ซึ่ง บริบทของinternไทย กับinternจีน ต่างกันมาก
-เลยไม่แปลกครับ ที่จบมาแล้วจะไม่มีทักษะพวกนี้เลย ดังนั้นการฝึกงานที่ไทย เหมือนเป็นการฝึกเริ่มต้นตั้งแต่0 ครับ ช่วยอดทนนิดนึงนะครับ ให้โอกาสกับนศพเหล่านี้ ผมเชื่อว่าถ้าหากผ่านการฝึกที่ดี ก็จะมีทักษะที่ดีขึ้นเทียบเท่า นศพไทยครับ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

อ่านตามข้อความที่ผู้ออกตัวว่านายแพทย์แสดงความใคิดเห็นแล้ว ดูจะไม่ค่อยเป็นธรรมสำหรับนักศึกษาแพทย์ที่มาจากม.แพทย์จีนคาอื่นๆเค้านะครับ คุณอาจเจอส่วนหนึ่งที่คุณคิดว่าแย่แต่อีกบางส่วนที่คุณ.ไม่เจอแต่ไปเหมาเข่งเสียทีเดียวคนอ่านเค้าจะคิดอย่างไร คำว่าแพทย์จริงแท้ที่จริงต้องเป็นผู้ที่ต้องศึกษาข้อเท็จจริงเหมือนกับการรักษาโรค
สมมุติฐานและอาการของโรคแต่ละโรคจะต่างกันจะเหมารวมว่าเป็นโรคเดียวกันคงไม่ใช่  เหมือนที่คุณ
เหมารวมนศ.แพทย์จากจีนส่วนใหญ่มันแย่ไปถึงขนาดนั้นผมเลยไม่แน่ใจว่าคุณเป็นหมอจริงหรือหมอปลอมๆ
เพราะหากวิเคราะห์แนวคิดเบื้องต้นคิดว่าคุณน่าจะขาดวิเคราะห์ตนเอง
ก่อนที่จะไปวิเคราะห์คุณภาพบุคคลอื่น คำว่าคนเขียนเหมือนกันทุกคนแต่
คุณภาพหรือคุณค่าของความเป็นคนจะต่างกันตามคุณภาพจิตใจภาพใน
หากคุณมองโลกในเชิงลบแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงคุณค่าของความเป็นคนของคุณอยู่ในระดับใดเอาคนที่มองโลกในแง่ดีแต่จบแค่ป.4   มาเทียบกับคุณ คาดว่าน่าจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการวัดค่าของคนอย่าพึงประเมินผลแค่ช่วงสั้นและเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยไม่ใช่คนส่วนมากคาดว่านศ.แพทย์ที่จีนอาจจะเรียนมาด้วยการใช้เครื่องมือที่นสมัยเป็นส่วนใหญ่เพราะระบบการแพทย์ของจีนล้ำหน้าไปมากกว่าไทยแล้ววิธีการเรียนการสอนคงต่างกันอยากให้คุณไปศึกษาข้อเท็จจริงที่จีนแล้วค่อยมาวิเคราะห์แล้วอ้างอิ่งในสิ่งที่มีความแตกต่างว่าอะไรใครดีกว่าใคร ธุรกิจการค้าในประเทศจีนใช้ระบบเทคโนโลยีแทบไม่ต้องใช้เงินสดลองเทียบกับบ้านเราซิครับว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว. มหาลัยการแพย์ของจีนมีเกือบ200แห่ง
ระบบการิรียนการสอนคงต่างกันเหมือนประเทศไทยคุณภาพนศ.แพทย์แต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ผลการวิเคราะห์ของคุณที่อ้างว่าเป็นแพทย์น่าจะเป็นการกล่าวอ้างที่บอกคุณภาพในความเป็นตัวตนของคุณได้ชัดกว่าทีคุณวิเคราะห์นศ.แพทย์จากจีนนะครับ

 

เคยมีโอกาสเจอน้องที่เรียนจากจีนมาเหมือนกัน 
คือค่อนข้างตกใจนิดหน่อย เพิ่งเคยเห็นเด็กที่กำลังจะจบแม้แต่ใส่ถุงมือ ใส่ชุดOR ยังทำไม่เป็น นี่มันเบสิคของเบสิคที่ปี4ต้องทำได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าชั้นคลินิกนะ 
น้องเขาบอกว่าไม่ค่อยได้แตะคนไข้ ไม่มีbedside teaching อ้ะไม่เป็นไร clinicalไม่เก่ง เดี๋ยวมาฝึกๆได้ 

พอถามความรู้ก็ยังตอบไม่ได้ anatomyง่ายๆ อันไหน round ligamentอันไหนtube บอกไม่ได้ ฮอร์โมนนู้นนี้ทำหน้าที่อะไรก็ตอบไม่ได้  basic science ไม่แม่น clinical scienceไม่มี ไม่รู้จักยาสักสิ่ง ซักประวัติยังไม่เป็น ไม่รู้ SOAP ขนาด ACLS/BLSที่แม้แต่คนทั่วไปยังรู้ ก็ยังไม่แม่น   คือจะให้มาสอนเหมือนสอนเด็กมัธยมก็ไม่ไหวนะ แล้วพอคิดว่าเดี๋ยวเด็กพวกนี้จะจบมา กลับมาเป็นหมอ ก็รู้สึกกลัวนิดๆ ศรวมันสอบได้หลายรอบนะมันติวกันได้

เข้าอ่านความคิดเห็นทั้งหมดที่ https://pantip.com/topic/37063658