เรียนเหอะ อยากสอน หนึ่งในเพจที่ตอบโจทย์และเล็งเห็นถึงความสำคัญด้านภาษาอังกฤษ ติวฟรีโดยติวเตอร์สาวสุดน่ารัก ดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 2 ปริญญาตรี เอกภาษาอังกฤษ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวการันตี ที่จะมาทำให้ภาษาอังกฤษแสนเข้าใจยากกลายเป็นเรื่องเข้าใจง่ายได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
 


“อาย-ทิตยา เฮงนุกูล” คือเจ้าของเพจที่เรากล่าวถึง แม้ว่าวันนี้เธอยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาในสถาบันไหนอย่างจริงจัง แต่ทว่าถ้าได้กดติดตามเพจ รับรองว่าจะได้ความรู้มากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเธอมักจะขนเอาเทคนิคและความรู้ที่มีมาสอนให้ฟรีๆ แบบไม่มีกั๊กกันเลยล่ะ
 


เรียนเหอะอยากสอน
ติวภาษาอังกฤษฟรีทางออนไลน์


เพจเรียนเหอะ อยากสอน เกิดขึ้นตั้งแต่อายเรียนจบมหาวิทยาลัยค่ะ ตอนนั้นจะเป็นช่วงที่เพื่อนๆ ต้องสอบ TOEIC แล้วพอดีอายจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาอังกฤษมา เพื่อนๆ ก็เลยอยากให้ติวภาษาอังกฤษให้หน่อย แต่ว่าเพื่อนๆ ที่อยากให้อายสอนจะมาจากที่ทำงานใหม่บ้าง คณะอื่นบ้าง เป็นเพื่อนคนละกลุ่มบ้าง ทำให้เราไม่สามารถรวมตัวกันมาเรียนเป็นกลุ่มๆ ได้ ดังนั้น อายก็เลยใช้วิธีการอัดคลิปวิดีโอส่งไปให้เพื่อนๆ แทน

ผลตอบรับที่ออกมาก็โอเคนะคะ เพื่อนเลยแนะนำว่าลองลงในยูทิวบ์ดู ตอนแรกอายเอาลงในยูทิวบ์ส่วนตัวก่อน และทุกคนก็ให้การตอบรับที่ดีมากเลย อายก็เลยเปิดเป็นเพจชื่อว่า “เรียนเหอะ อยากสอน” ขึ้นมา ได้ประมาณปีกว่าแล้วค่ะ

พอผลตอบรับดี เราก็เลยทำมาเรื่อยๆ คือตั้งแต่วัน สองวันแรกที่ลง อายก็จะแชร์เข้าเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วย ต่อมาก็มีคนแชร์ออกไปเยอะมาก ตั้งแต่คลิปที่สอง คนก็เริ่มเข้ามาติดตามเพจเป็นหลักแสน แล้วก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ
 


อดีตใฝ่ฝันอยากเป็นครู
นำมาสู่การอยากสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด


จริงๆ อายเคยมีความฝันว่าอยากจะเป็นครูนะคะ ตอนที่เรายังเรียนอยู่ก็มีโอกาสได้ไปเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวด้วย แต่พอจบมา เรากลับไม่ได้รู้สึกว่าอยากทำอาชีพครูขนาดนั้น แต่เหมือนกับว่าเราแค่อยากสอนเฉยๆ

ที่อายเลือกสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากอายชอบภาษาอังกฤษมากค่ะ เพราะว่าคุณแม่ก็สอนเรามาตั้งแต่เด็ก แต่อายเริ่มมาชอบจริงๆ จังๆ ก็ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมเพราะเราได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษด้วย อายรู้สึกว่าถ้าตอนที่เรายังเป็นเด็ก มีคนนำเอาภาษาอังกฤษมาทำให้เป็นเรื่องง่ายใกล้ตัว มันน่าจะดีกว่านี้ อายก็เลยลงมือทำเองเลยค่ะ อีกอย่างอายชอบสอนด้วย เลยอยากจะทำเพื่อน้องๆ ที่ยังเรียนอยู่และคนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ค่ะ
 


ภาษาอังกฤษไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด
เทคนิคการสอน เน้นเข้าใจง่าย ไม่ใช่ท่องจำ


เทคนิคในการสอนแต่ละคลิป แต่ละเรื่อง อายจะทบทวนบทเรียนก่อน เราจะมาดูว่ามันสามารถสรุปย่อได้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ในเรื่องของเทคนิคการจำต่างๆ ด้วย อายก็จะพยายามรวบรวมเทคนิคมาจากที่เคยเรียนในโรงเรียน ที่เคยเรียนพิเศษ แล้วก็ที่สรุปเองก็มีค่ะ ซึ่งก่อนที่จะอัดคลิป อายจะไม่ได้นอนทั้งคืนเลยนะคะ เพราะต้องใช้เวลาทบทวน ต้องไปหาความรู้จากหลายแหล่งเพื่อเอามาประมวล เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ด้วย ฉะนั้นอายก็จะได้เจอความรู้ใหม่ๆ เยอะมาก บางทีก็เจอแบบไม่เหมือนที่เราเคยรู้มาก่อน

ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ แล้วอายก็ไม่ได้เป๊ะขนาดที่ว่าจะสอนสดได้เลย เราต้องหาความรู้เพิ่ม ซึ่งอายอยากให้ทุกคนรู้ว่า ขนาดคนที่เขามาสอน เขายังต้องไปหาความรู้ ต้องไปรวบรวมจากหลายๆ แหล่งเลยเหมือนกัน แล้วทำไมเราถึงไม่ทำบ้าง เพราะการค้นคว้าอะไรด้วยตัวเองว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจและจดจำได้มากขึ้น ซึ่งส่วนตัวอายเป็นคนชอบอ่านหนังสือสอบ อ่านหนังสือวิชาการอยู่แล้วด้วย มันก็เลยเป็นเหมือนโชคดีที่ทำให้อายไม่ขี้เกียจที่จะหาความรู้แล้วก็ทบทวน พอทบทวนเสร็จ ตื่นเช้ามาเราก็จะอัดคลิป ตัดต่อให้เสร็จภายในวันนั้น ลงเย็นวันนั้นเลยค่ะ

ช่วงหลังๆ ส่วนใหญ่อายจะเอามาจากที่ลูกเพจถามและรีเควสต์มาสอน คนอื่นจะได้เข้าใจไปพร้อมกันเลย เช่น เหมือนว่าช่วงนั้นเขาใกล้สอบเรื่องอะไร เขาก็จะทักมาถาม เราก็ต้องอัดคลิปสอนให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ทันเวลาให้น้องๆ เอาไปใช้สอบได้ค่ะ

อายอยากบอกว่าจริงๆ แล้วธรรมชาติของการเรียนมันปฏิเสธไม่ได้ว่ามันน่าเบื่อ เพราะส่วนตัวอายก็เคยมีประสบการณ์ส่วนตัวเรื่องความน่าเบื่อเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่เคยเจอมาเหมือนกัน คือเราเรียนมาตั้งนานแต่เพิ่งจะมาเข้าใจตอน ม. 5 เองค่ะ

เช่นเรื่อง tense เราเรียนกันมาสิบกว่าปีเลย แต่ต้องจำทีละ tense เวลาเรียนมันจะเป็นการท่องจำ อีกอย่างในเรื่องเรื่องเดียว เรากระจายเรียนกันทุกชั้นเรียนเลย เหมือนช่วง ป.1-ป.6 ช่วง ม.1- ม.6 เราเรียนเรื่องเดียวแต่มากระจายออกไป ทำให้ทุกปีเราจะเจอเรื่องนี้แหละ แต่ว่ามันกระจัดกระจายไปหมด ซึ่งมันไม่เคยเห็นภาพรวมเลยว่า tense มี 12 tense ดังนี้นะ แต่ว่าจะเจอประมาณว่า ม.1 เรียน tense นี้ ม.2 เรียน tense นี้ ไม่ได้เอามาเปรียบเทียบกันด้วยซ้ำว่าแตกต่างกันยังไง หรือว่าจริงๆ ทั้งหมดมันคืออะไร ก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาพรวมมากกว่า ทำให้อายมาพยายามแก้ไขจุดนี้ด้วยการที่เอาเนื้อหาแค่หนึ่งเรื่อง มาทำหนึ่งคลิป ภายใน 5 นาทีให้เห็นภาพรวมไปเลยว่า 12 ปีที่คุณเรียนเรื่องนี้มา มันคือ 5 นาทีนี้นะ ซึ่งถ้าอายสอนให้คนสามารถจำ ทั้ง 12 tense ใน 5 นาทีได้ หรือแม้แต่เรื่องอื่นๆ อายสามารถตัดย่อให้เหลือแค่ 5 นาทีได้ คนที่เข้ามาดูก็คงจะเข้าใจได้มากขึ้น

ดังนั้น เราพอจำได้ว่าจุดที่ทำให้เราเข้าใจมันเกิดจากอะไร มันเกิดจากที่ผ่านมาเราอาศัยเรียนแค่ท่องจำ ซึ่งเป็นอะไรที่อายรู้สึกผิดพลาดมากๆ เพราะตัวเองก็เคยเน้นจำมาเหมือนกัน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วทุกอย่างมันเกิดจากความเข้าใจ มันมีที่มาที่ไปทั้งหมดเลย เราก็เลยจะพยายามสร้างจุดนั้นให้กับคนที่เข้ามาดู ซึ่งอายหวังว่าคนที่เข้ามาดูอายสอน จะได้ความเพลิดเพลินในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะอย่างที่บอกว่าภาษาอังกฤษเรียนแล้วน่าเบื่อ เรียนยาก แต่ว่าสิ่งที่อายสอนจะทำให้เขาได้ปรับทัศนคติว่าภาษาอังกฤษไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด 
 


ภาษาอังกฤษจำเป็นในชีวิตประจำวัน
เพิ่มโอกาสในการศึกษา และการทำงาน


ถ้าพูดถึงภาษาอังกฤษอายว่าเป็นภาษาสากลที่เราสามารถเจอได้ในชีวิตประจำวันเลย ยกตัวอย่างเช่น แหล่งท่องเที่ยวหรือว่าสถานที่ต่างๆ อะไรก็ตามก็จะมีภาษานี้อยู่ หรืออย่างตอนที่อายจะเข้ามหาวิทยาลัย อายจำได้ว่าด้วยความที่เราไม่ได้เข้าใจเราก็เลยไปเรียนพิเศษ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าภาษาอังกฤษสำคัญในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราจะต้องเจอวิชานี้อยู่ในการสอบของทุกคณะ ไม่ว่าจะอยากเข้าคณะไหน ภาษาอังกฤษจะอยู่ในนั้น

อีกทั้งเรื่องความได้เปรียบในเรื่องการทำงานด้วย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมมากๆ เลย ก็คือในเรื่องของคะแนน TOEIC ที่บอกว่าถ้าได้คะแนน TOEIC เท่านี้ จะได้เพิ่มเงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งบางอาชีพต้องใช้คะแนนส่วนนี้ด้วย เพราะอย่างที่บอกภาษาอังกฤษเป็นเหมือนภาษาสากล ยิ่งถ้าเราทำงานที่ต้องติดต่อกับใครแบบระหว่างประเทศ ก็จะต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แล้วถ้าเราได้ภาษา ก็จะยิ่งเปิดโอกาสในการทำงาน ซึ่งอายมองว่าภาษาอังกฤษช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงาน หรือว่าช่วยเพิ่มในเรื่องของเงินเดือนมากขึ้นจริงๆ ค่ะ เพราะส่วนตัวอายก็ได้รับโอกาสจากตรงนี้เหมือนกัน นี่เลยเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากๆ ที่ทำให้คนเก่งภาษาอังกฤษได้เปรียบในส่วนตรงนี้
 


ต้องหมั่นฝึกฝน อย่าอายที่จะพูด
แนะวิธีสำหรับคนอยากเก่ง


“ถ้าอยากพูดได้ ก็พูด” เป็นคำที่เปลี่ยนชีวิตอายเลยค่ะ เพราะตอนที่อายอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 คือตอนนั้นอายเข้าใจแต่แกรมม่า แต่ไม่เคยไปฝึกพูดกับใคร อายเลยไปถามเพื่อนคนหนึ่งว่าทำไมเขาพูดภาษาอังกฤษเก่งจังเลย แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่า “ถ้าอยากพูดได้ ก็พูด” ตั้งแต่นั้นมาอายเลยเอามาปรับใช้กับทุกอย่างเลยค่ะ

อายเริ่มจากเปิดดูซีรีส์ฝรั่ง ซึ่ง 1 ประโยคอายฟังประมาณ 10 รอบ ฟังเสร็จก็กดหยุดไว้ แล้วกรอกลับมาฟังใหม่ แล้วก็อาศัยการฝึกพูดให้เหมือนกับที่ได้ยินในประโยคนั้นๆ ซึ่งนี่เป็นวิธีการฝึกพูดของอายเลยนะคะ ซีรีส์เรื่องหนึ่งนี่อายดูเป็นเดือนเลยค่ะ (หัวเราะ)

อายฝึกแบบนี้มาประมาณ 1 ปีค่ะ ซึ่งการที่อายทำแบบนี้มันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาก อย่างตอนมหาวิทยาลัยปี 1 อายเข้าไปในห้องเรียนภาษาอังกฤษ อาจารย์เป็นฝรั่ง ฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาพูดอะไร แล้วก็ไม่รู้ว่าเราต้องคุยอะไรกับเขา จนถึงขนาดที่ว่าต้องกลับมาร้องไห้ที่ห้อง เพราะว่าตอนสอบเข้าคณะนี้ไป เราสอบแบบข้อเขียน ไม่ได้สอบเป็นการสนทนา แต่พอเข้าไปเรียนจริงๆ มันยากมาก เรารู้เลยว่าการพูดคุยสำคัญ เราต้องฟังออก ต้องสื่อสารได้ กลับบ้านมาร้องไห้จนไม่อยากเรียนต่อเลย แต่พอทำวิธีที่บอกไปข้างต้น 1 ปี เราสามารถสื่อสารได้ สำเนียงเปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง

วิธีนี้เป็นสิ่งที่อายอยากแนะนำทุกคนเลย เพราะว่ามันได้ผลจริงๆ คืออายมองว่าถ้าเราอยากฟังออก เราก็ต้องหัดฟังเลย ซึ่งถ้าเราอยากพูดได้เราก็ต้องออกไปพูดจริงๆ ออกไปสนทนากับเจ้าของภาษาจริงๆ ด้วย เพราะว่าการเรียนรู้มันอยู่ที่การฝึก การเลียนแบบ ถ้าฝึกบ่อยๆ หลังจากนั้นลิ้นเรามันจะอ่อนไปเอง แต่จะต้องใช้ความถึกหน่อยนะ ว่าเราจะไม่คล้อยตามเนื้อเรื่องในซีรีส์ เพราะว่าบางคนเอาวิธีอายไปใช้ ทำได้แค่ประมาณไม่กี่นาที ซีรีส์สนุกก็เลยดูเพลินเลย (หัวเราะ) สรุปก็ไม่ได้ฝึกภาษา กลายเป็นว่าอ่านซับเหมือนเดิม

เอาจริงๆ ต้องยอมรับว่ามีหลายคนเห็นฝรั่งแล้วเดินหนี บางคนใส่หูฟังเลยก็มีค่ะ มันเหมือนกับว่าเรากลัวมากกว่า ว่าจะสื่อสารไม่ได้ ซึ่งเราก็ต้องปรับความคิด ปรับทัศนคติของตัวเองว่าในเมื่อเราไม่มีใครให้ฝึก คนให้ฝึกเขาเดินมาหาเราแล้ว เราจะไม่ฝึกหน่อยเหรอ เพราะจริงๆ แล้วการพูดภาษาอังกฤษมันก็ไม่จำเป็นจะต้องแกรมม่าเป๊ะขนาดนั้น สังเกตเลยว่าฝรั่งจะมีคำพึมพำ แล้วก็มีชัดแค่บางคำ ซึ่งอันนั้นมันเป็นเหตุผลที่ทำให้เราฟังไม่รู้เรื่องด้วย แต่จริงๆ แล้วไอ้คำที่เขาพึมพำนั่นแหละคือแกรมม่า คำที่ชัดคือคำหลัก เพราะฉะนั้นเวลาพูด เราไม่รู้เรื่องแกรมม่าเลย เราแค่เน้นคำหลักแล้วก็พึมพำแกรมม่าผิดๆ ถูกๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะแกรมม่ามันมีหลายเรื่องมากเลยค่ะ เหมือนกับภาษาไทยมีไวยากรณ์ มันก็จะมีแต่ละเรื่องมากมาย ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน แต่ละเรื่องมันก็จะมีหลักในการทำความเข้าใจค่ะ

จะว่าไปแล้วภาษาอังกฤษมีทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน อย่างการฟังและการพูด มันต้องฝึกด้วยตัวเองจริงๆ อย่างที่อายบอกไปว่าถ้าอยากพูดได้ก็ให้ฝึกพูด ให้ฝึกฟัง บางคนบอกว่ายังฟังไม่รู้เรื่องเลยจะให้ไปฟังได้ยังไง อันนี้อายอยากจะบอกว่าให้เริ่มต้นด้วยการคิดแบบนี้ ตอนเด็กๆ ที่เราเกิดมาเราก็ยังฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน แต่ว่าพ่อแม่ก็พูดกรอกหูเรามาเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเกิดพ่อแม่คิดว่าลูกยังฟังไม่รู้เรื่อง อย่าเพิ่งไปพูดด้วยเลย แบบนี้เราก็จะพูดไทยไม่ได้ แต่นี่เราพูดไทยได้เพราะความคิดที่ว่าฟังไม่รู้เรื่องก็พูดไป พูดไปเรื่อยๆ กรอกหูไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ถ้าเราปรับความคิดตรงนี้ได้ เราก็จะเริ่มที่จะหัดฟัง หัดพูด เหมือนกับตอนเป็นเด็กได้ค่ะ

หรืออย่างเรื่องของการอ่าน การเขียน มันจะมีเรื่องของแกรมม่าเข้ามาด้วย อันนี้ก็ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เหมือนตอนเด็กๆ เราก็ต้องเรียนอ่าน เรียนเขียนทีหลังเหมือนกัน 

สรุปง่ายๆ ก็คือถ้าเราอยากเก่งอะไรก็ให้ทำอย่างนั้น อายเคยได้ยินมีคนบอกมาว่าทำครบประมาณหนึ่งพันชั่วโมง เราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ไปเลย เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นฝึกฝน บางครั้งเราอาจจะเก่งแบบที่ไม่ต้องทำถึงพันชั่วโมงก็ได้ค่ะ
 


การเรียนต้องไม่หยุดแค่ในห้องเรียน
อนาคตอยากเปิดคอร์สสอนภาษาออนไลน์


อนาคตอายมองไว้ในเรื่องของสถาบันกวดวิชา หรือว่าจะสอนภาษาอังกฤษไปเลย อันนี้อาจจะเป็นอนาคตอันไกลนิดหนึ่ง แต่เร็วๆ นี้ อายจะมีเปิดเป็นคอร์สสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ค่ะ ตอนแรกอายก็มองว่าจะสอนฟรีไปเรื่อยๆ ก่อน แต่ว่ามันจะมีหลายคนเหมือนกันที่ไม่ได้ตั้งใจเรียน อายก็อยากจะคัดกรองคนที่เขาตั้งใจเรียน เพื่อใส่ความตั้งใจของเราไปให้กับเขาได้อย่างเต็มร้อยเหมือนกัน ก็เลยอยากจะเปิดเป็นคอร์สสอนภาษาอังกฤษเล็กๆ ให้สำหรับคนที่เขาอยากจะเรียนจริงๆ ค่ะ

ทุกวันนี้สิ่งที่อายได้ทุกครั้งที่สอนก็คือ อายได้ทบทวนภาษาอังกฤษไปด้วย เราได้สนุก ได้รู้จักกับคนใหม่ๆ เยอะมาก แล้วก็ได้รู้ว่าน้องๆ มีปัญหาในเรื่องภาษาอังกฤษ หรือว่าการเรียนอื่นๆ ตรงไหนบ้าง เราจะแก้ไขจุดนั้นได้ยังไง ที่สำคัญอายได้เปิดความคิดใหม่ในการเรียนว่ามันสามารถติวในเฟซบุ้กได้นะ มันสนุกได้นะ การเรียนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน หรือว่าในสถาบันใดๆ นะ แต่มันอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง อยู่ที่ว่าเราจะเปิดรับมันหรือไม่ค่ะ
 

 

 

 

 


Profile

ชื่อ สกุล : ทิตยา เฮงนุกูล
การศึกษา : ปริญญาตรี เอกภาษาอังกฤษ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 2
อายุ : 25 ปี
อาชีพ : ธุรกิจส่วนตัว
งานอดิเรก : สอนภาษาอังกฤษออนไลน์, อ่านหนังสือ
คติประจำใจ : อยากทำได้ ก็ต้องเริ่มทำ
เรื่อง : วรัญญา งามขำ, พุทธิตา ลามคำ
ภาพ : facebook : เรียนเหอะ อยากสอน

เรียบเรียงโดย  mgronline