MADD Awards 2011 ประกวดงานโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ระดับอุดมศึกษา

    เปิดตัว “MADD Awards 2011” สนับสนุนการประกวดงานโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ระดับอุดมศึกษา ผลงานชนะเลิศส่งไปประกวดงานโฆษณาระดับโลก คานส์ ไลออนส์ 2011 ชิงรางวัล 1 แสนบาท ด้านกูรูโฆษณาช่วยแนะหลักคิด ทำงานอย่างไรให้เป็นนักโฆษณาสู่เวทีโลก
 

 

 

ดร.สิริวรรณ รัตนาคาร
       ภาควิชาการโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “MADD Awards 2011” เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถสร้างสรรค์งานโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ชิงทุนการศึกษารวม 1 แสนบาท พร้อมผลักดันผลงานที่ได้รับรางวัลสู่เวทีประกวดระดับโลก“คานส์ ไลอ้อนส์ 2011” ร่วมส่งผลงานได้ตั้งแต่ 8 ม.ค. -31 ม.ค. นี้ รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.maddawards.com  หรือสนใจฟังรายละเอียดการประกวดได้ในวันที่ 8 ม.ค.54 ณ ห้องประชุมปองทิพย์ 3 อาคาร 13 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต
       
       ดร.สิริวรรณ รัตนาคาร ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงการประกวดโครงการ MADD ครั้งนี้ ในแง่ความสามารถของนักโฆษณารุ่นใหม่ไทยในเวทีระดับโลกว่า เยาวชนไทยต้องรู้จักไขว่คว้าหาโอกาส เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไม่ใช่แค่พรสรรค์ แต่ต้องมีพรแสวงมาเป็นกำลังใจในการก้าวไปสู่เวทีการประกวดโฆษณาในระดับโลก
       
       "โอกาสที่เด็กไทยจะก้าวไปสู่ระดับโลก คงเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก แต่ทุกอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็กๆ เพราะปัจจุบันนี้เด็กไทยมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ไม่จำเป็นต้องเล่นนิเทศฯ เรียนโฆษณา ทุกคนสามารถคิดและสานต่อแนวคิดนั้นได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญไม่ใช่แค่มีพรสวรรค์อย่างเดียว คุณจะต้องมีพรแสวง และโอกาส บวกกับกำลังสนับสนุนจากผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศไทยเราสามารถหารายได้จากเวทีการประกวดระดับโลก ยิ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นที่หนึ่งระดับโลก ก็ยิ่งสร้างรายได้ สร้างมูลค่าผลงานให้กับประเทศของเราได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเราจึงอยากจะจุดหนึ่งที่สร้างฝันของเด็กไทยให้มีชื่ออยู่ในระดับโลกให้ได้"
 
2 กูรูแวดวงโฆษณา
       นอกจากนี้ กูรูด้านวงการโฆษณาซึ่งผ่านเวทีคานส์ อวอร์ดมาแล้วอย่าง วราวุฒิ แก่นนาคำ กับ สุวิทย์ จตุริยสัจจกุล ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการโฆษณาของไทยไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งคู่กล่าวในภาพรวมของวงการโฆษณาไทยในปีที่ผ่านมาว่า ยังไม่มีอะไรใหม่นัก โดยสื่อหลักยังคงเป็นโทรทัศน์ และมีสื่ออินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้น แม้ว่าปัจจุบันวงการโฆษณาระดับโลกยังเป็นญี่ปุ่น หรือยุโรป แต่ไทยก็เป็นอีกประเทศที่กำลังก้าวขึ้นมาในระดับหน้าเช่นกัน
       
       สำหรับในปีนี้ โจทย์การประกวดวางเอาไว้ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งนักโฆษณาทั้งสองวิเคราะห์ว่า งานโฆษณาด้านสื่อสิ่งพิมพ์ในแต่ละปียังไม่สามารถคาดเดากระแสได้ เพราะต้องดูสถานการณ์โลก
       
       “สำหรับงานคานส์นั้น การคาดเดาไม่ได้ ก็นับเป็นเสน่ห์ แต่โดยส่วนมากเทรนด์ของงานมักขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลก เช่น ถ้าเราอยู่กับอินเทอร์เน็ตมาก งานก็ไปในแนวทางนั้น สุดท้ายก็คาดเดาอะไรไม่ได้นอกจากรอดูสถานการณ์ปัจจุบัน แต่งานที่ได้รางวัลส่วนใหญ่ คือ งานที่เข้าใกล้กับคนมากๆ ดังนั้นหากน้องๆจะคิดอะไรก็อย่าคิดให้ไกลจากคน หรือสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน พยายามคิดถึงเรื่องใกล้ตัวที่เราอาจคาดไม่ถึง แต่จะต้องมานำเสนอให้คนเชื่อ และมีผลดีต่อสินค้า ส่วนความโดดเด่นของงานโฆษณาไทย ในเวทีคานส์ ไลอ้อน นั้น คือ ความมีเอกลักษณ์ด้านอารมณ์ขัน มีความสบายๆ ไม่เกร็ง”
       
       ด้านแนวคิดของการส่งประกวดสำหรับงาน MADD สองผู้เชี่ยวชาญ แนะว่า พื้นฐานง่ายที่สุดของการประกวด คือ การเข้าใจโจทย์ที่ได้รับให้ชัดเจน และตีโจทย์ให้แตก
       
       “ในฐานะที่เราเปรียบเป็นนักสื่อสาร เราจึงต้องสื่อสารอย่างรู้จริง ต้องคิดว่าคนอื่นคิดอย่างไร จากนั้นก็คิดให้ต่างจากคนอื่น เพราะโดยหลักทฤษฎีแล้วคงไม่ต่างกันมาก แต่ในแง่การปฏิบัตินักสร้างงานโฆษณาที่ดี ต้องคิดเยอะ เพื่อให้มีตัวเลือกเยอะ แล้วจึงค่อยๆตัดตัวเลือกออกไป เอาตัวเลือกที่ดีที่สุด คนที่ทำงานด้านครีเอทีฟเก่งๆ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนฉลาด สมองดีกว่าคนอื่น แต่เขาอาจนอนน้อยกว่าคนอื่น เพื่อคิดงานให้มากขึ้นกว่าเดิม อาจจะขยันคิดมาก ทำมาก ทำให้มีชิ้นงานให้เลือกหลากหลาย”
 
การแสดงเปิดตัวโครงการ
       วราวุฒิ กับ สุวิทย์ ยังให้กำลังใจแก่นักโฆษณาที่อาจจะยังขาดทักษะในบางด้านว่า การทำงานโฆษณาไม่จำเป็นต้องเก่งคอมพิวเตอร์ หรือวาดรูปเก่ง สำคัญที่สุด คือ การสื่อสาร และใจรัก
       
       “ถ้าเราสามารถสื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง เราก็สามารถเลือกวิธีการสื่อสารรูปแบบอื่นได้ เช่น งานประเภท copy writer เนื่องจากปัจจุบันมีสื่อหลากหลายประเภท ดังนั้นถ้าวาดรูปไม่เป็น ก็ลองหาในกูเกิล มาประกอบการนำเสนอ ไม่จำเป็นว่าการสื่อสารจะต้องวาดรูปอย่างเดียว ส่วนงานคอมพิวเตอร์ ก็ต้องถามว่า รักงานโฆษณาไหม ถ้ารัก ก็จะพยายามฝึกฝนทักษะจนทำได้ในที่สุดเอง”
       
       สองครีเอทีฟผู้คร่ำหวอดในวงการโฆษณาไทย ยังกล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่าน่าคิดเอาไว้ว่า หากอยากเป็น “กูรู” ก็ต้องทำตัวเป็น “กูไม่รู้” ก่อน พยายามส่งผลงานบ่อยๆ ให้มากชิ้นตามเวทีประกวด เพื่อจะได้ค้นพบความสามารถของตัวเอง

 

Credit   Manager.co.th