ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองของนางเอกหน้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในวงการภาพยนตร์ เพราะสาวที่มีบุคลิกน่ารัก เป็นตัวของตัวเอง มีเสน่ห์น่าค้นหา มักจะดึงดูดคนดูได้ ที่สำคัญมองแล้วไม่เบื่อ ดังเช่นสาวลูกครึ่งฮ่องกง หน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้ ‘อลิส ทอย’ เป็นอีกหนึ่งสาวที่แจ้งเกิดในภาพยนตร์จิตหลอน ‘หลุด 4 หลุด’ ตอน 'ฮู อากง' ของผู้กำกับ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล คาแร็กเตอร์ เจ๊สอง สาวหมวยหน้านิ่ง เสียงหวาน หลานอากง ทำให้หลายคนสนใจในความน่ารัก และอยากรู้จักสาวคนนี้มากขึ้น ขอบอกว่าเธออาจจะไม่ใช่สาวอ่อนหวาน พูดจาคะ...ขา น่ารักกุ๊กกิ๊กอย่างที่หลายคนคิด เธอเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกห้าวๆ พูดจาตรงไปตรงมา มั่นใจในตัวเอง และมีโลกส่วนตัวสูง แต่ก็ดูมีเสน่ห์ น่าค้นหาคนหนึ่งเลยทีเดียว เธอเคยเป็นเด็กเนิร์ด ใส่แว่น สวมเหล็กดัดฟัน ผู้ชายไม่ยุ่งมุ่งแต่เรียน ถึงแม้วันนี้เธอจะเป็นสาวแล้ว แถมยังสวยขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่เธอก็ยังคงความคิดแบบ 'เด็กเนิร์ด' อยู่


       
       M-Lite นัดคุยกับ ‘อลิส ทอย’ ที่ตึกแกรมมี่ ซึ่งเธอเป็นวีเจประจำอยู่ที่ รายการ Bang Channel ทางช่อง LIVE สาวร่างเล็ก บอบบาง ผิวขาวใส หน้าตาจิ้มลิ้มแบบสาวหมวย ตาคมเฉี่ยวมีเสน่ห์น่าค้นหา เธอแต่งตัวง่ายๆ สบายๆ สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวพับขาสีดำ เดินตรงเข้ามาทักทายเราพร้อมกับคุณแม่ และพาเราไปนั่งคุยที่ห้องรับแขกระหว่างรออัดรายการ ครั้งแรกที่ได้พบรู้สึกว่าเธอผิดกับภาพลักษณ์วีเจสาวช่างเมาท์ เพราะเธอคนหน้านิ่งมาก และไม่ค่อยพูด แต่เมื่อได้พูดคุยกับเธอ กลับพบว่าเธอเป็นคนคุยเก่ง หัวเราะง่าย ซึ่งเธอบอกกับเราว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนนิ่งๆ แต่เธอจะเป็นคนคุยเก่งเฉพาะตอนเป็นวีเจ และตอนสัมภาษณ์ หรือเวลาที่อยู่กับคนสนิทเท่านั้น
       
       สาวลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง
       ชื่อฝรั่งแต่หน้าหมวยขนาดนี้ แน่นอนว่าอลิสไม่ได้มีเชื้อสายไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณพ่อของเธอเป็นชาวฮ่องกง เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่เธอเป็นเด็ก ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย ถึงแม้ว่าจะเป็นครอบครัวชาวจีน แต่คุณพ่อ คุณแม่เลี้ยงดูลูกๆ แบบสมัยใหม่ เป็นครอบครัวที่สนิทกันมาก และคุยกันได้ทุกเรื่อง เหมือนเป็นครอบครัวเพื่อน พี่น้อง ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
       ส่วนชื่อ อลิส ทอย คุณแม่เล่าว่าตอนแรกยังไม่แน่ใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไหน ก็เลยตั้งชื่อลูกเป็นภาษาอังกฤษ จะได้เรียกง่ายๆ ส่วนนามสกุล มาจากแซ่ไช้ ของคุณพ่อ ภาษาอังกฤษสะกดว่า Tsoi คุณแม่ก็เลยเขียนว่าทอย เพื่อที่จะได้เรียกง่ายๆ


       
       "คุณพ่อเป็นคนฮ่องกงค่ะ ทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศไต้หวัน ดูเหมือนอลิสจะพูดภาษาจีนได้ใช่ไหมคะ แต่ที่พูดภาษาจีนได้เพราะอาศัยเรียนเพิ่มเอา อลิสเกิดที่เมืองไทย โตมาแบบเด็กกรุงเทพฯ คุณพ่อก็พูดไทยกับเราตลอด แต่ท่านอ่านภาษาไทยไม่ได้ ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย ในครอบครัวอลิสจะสนิทกับคุณแม่ที่สุด เพราะท่านเลี้ยงเรามาแบบเพื่อน คุยกับแบบฟรีๆ ค่อนข้างอิสระ เลี้ยงเราแบบฝรั่ง ทั้งสองท่านเลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่ ให้ลูกรู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ให้ลองผิดลองถูกจนแบบเสีย แล้วค่อยกลับมา”
       
       ด้วยความที่สนิทกับคุณแม่ และคุณแม่เป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่เรื่องการเรียนมาตั้งแต่เด็ก ลงมือติวหนังสือให้ลูกด้วยตนเอง ทำให้เธอเป็นเด็กที่เรียนดีมาตลอด “ตอน ป. 1 เรียนไม่เก่งเท่าไหร่ สอบได้ประมาณที่ 20 กว่าๆ ของห้อง คุณแม่ก็เห็นว่าไม่ได้แล้ว คุณแม่ติวเองเลย พอ ป. 2 ขึ้นที่ 10 เลยค่ะ หลังจากนั้นก็ขึ้นมาเป็นที่ 1 เรียนเก่งขึ้นเรื่อยๆ อลิสคิดว่าการที่แม่สอนลูกด้วยตัวเองทำให้การใส่ใจในการสอนมันมีมากกว่าการไปจ้างครูพิเศษ คุณแม่สอนเท่าที่ท่านจะสอนได้เลยค่ะ แล้ววิชาไหนที่เราอยากเรียน ก็จะสนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าสถานที่เรียนจะอยู่ไกลแค่ไหน ก็ขับรถไปส่ง ไปรอรับ”


       
       ทำงานในวงการ...ไม่ทิ้งเรียน
       เป็นสาวที่มีงานเยอะทั้งงานพิธีกร งานแสดงละคร และภาพยนตร์ และดูเธอจะสนุกกับการทำงานในวงการบันเทิง แต่สิ่งสำคัญสำหรับเธอก็คือเรื่องการเรียน เพราะเธอเป็นคนที่รักเรียนมากๆ ความหวังของเธอคือการได้เกียรตินิยม และอยากเรียนต่อถึงระดับด็อกเตอร์ เห็นเธอทำงานเยอะแต่ยังเรียนดีแบบนี้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย หรือหัวดีอย่างเดียว เธออาศัยความขยันมากกว่าคนอื่นหลายเท่า บางวันต้องตื่นมาตอนตี 3 เพื่ออ่านหนังสือสอบ
       
       “อลิสยังเน้นเรียนเป็นหลักอยู่ค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่ปี 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ภาคภาษาอังกฤษ คือด้วยความที่ชอบเรียนภาษา ก็เลยเลือกเรียนคณะนี้ ได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ คือคณะนี้จะสอนทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเป็นอาร์ต มันไม่ใช่แค่ภาษา มีทั้งพูดถึงวัฒนธรรม ละครเวที หนังสือ การดูสื่อต่างๆ ภาพยนตร์ มันเหมือนทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น มันเหมือนเป็นอะไรที่คนเรามองข้ามไป แต่พอได้มาเรียนรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ มีเสน่ห์ในตัวของมัน ยิ่งได้ลงลึกเรื่องภาษา ได้เรียน ได้รู้เยอะขึ้น ก็นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเหมือนกัน


       
       จริงๆ เราชอบภาษามาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ อยากไปเมืองนอก พอโรงเรียนมีจัดคอร์สไปเรียนซัมเมอร์ที่ต่างประเทศ เราก็จะขอคุณพ่อ คุณแม่ไป ที่เคยไปก็มีประเทศนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อังกฤษ อเมริกา รู้สึกว่าชอบ ชอบสังคม ชอบการเป็นอยู่ที่ต่างประเทศเหมือนเป็นแรงผลักดันให้เราคอยเรียนพิเศษเพิ่มเติม”
       
       โชคดีที่สาวน้อยคนนี้หาตัวเองเจอ และเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งก็ส่งผลให้เธอมีความสุข ถึงแม้จะมีเหนื่อย เครียด ท้อบ้าง แต่เธอก็ทำได้ดีทั้งเรื่องงาน และเรื่องเรียน บางคนทั้งทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยอาจจะไม่มีเวลา บ้างก็ให้เพื่อนช่วยติวให้ หรือหายืมชีตจากเพื่อน แต่สำหรับอลิสเธอไม่เคยขอยืมชีตจากใคร แถมยังเป็นคนที่คอยติวให้เพื่อนเองอีกต่างหาก


       
       "ตอนเรียนมัธยมเราเลือกเรียนสายวิทย์ แล้วรู้ตัวว่าไม่ชอบ คือตอนเด็กเรียนได้เกรด 4 แล้วทุกคนก็ผลักดันอยากให้เรียนสายวิทย์ไว้ก่อน เราก็โอเค เรียนได้ เพราะตอนนั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะอยากเข้าคณะไหน ยังหาตัวเองไม่เจอด้วย พอเข้าไปเรียนเราก็เรียนได้อยู่ แต่ก็พอจะรู้แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนคณะอักษรฯ เพราะคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่เราชอบ
       
       ช่วงที่ทำงานหนักๆ แล้วมีสอบด้วยก็เครียดนะคะ เพราะเราเป็นคนรักเรียนมากๆ แล้วเราตั้งเป้าตั้งแต่เด็กสมัยเรียนที่เซนโยฯ แล้วว่าเราอยากเรียนดี ทำกิจกรรมดี ไม่ใช่ว่าเด็กทำงาน ทำกิจกรรมแล้วจะเรียนแย่ เราต่อต้านคำพูดอะไรแบบนี้ เรารู้สึกว่าไม่จริง ทำกิจกรรมไปด้วยก็เรียนดีได้ด้วย พอเข้ามหาวิทยาลัยเราก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ เราก็เลยรู้สึกว่าเราต้องขยันกว่าคนอื่นเขา ยิ่งช่วงสอบ เจองานหนักๆ ก็มีท้อ แต่ด้วยความที่เราอยากได้เกียรตินิยม ก็เหมือนกดดันตัวเอง ทำให้เราขยันมากกว่าคนอื่นทวีคูณ พยายามเรียนเอง เข้าคลาสเอง ไม่ใช่หวังพึ่งเพื่อน เราหวังพึ่งตัวเองมากกว่า กลายเป็นว่าการที่เรากดดันตัวเองทำให้เกรดดีขึ้น เรื่อยๆ ล่าสุดได้ 3.75 ก็พอใจ ที่เราทำงานไปด้วยแล้วยังได้คะแนนดีอยู่”


       
       เด็กเนิร์ดกลายเป็นสาวสวย
       จากที่เคยเป็นสาวแว่น สวมเหล็กดัดฟัน สนใจแต่เรื่องการเรียน หรือที่เรียกกันว่าเด็กเนิร์ด แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย ที่เคยใส่เหล็กดัดฟันก็เริ่มถอดออก บวกกับได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง เธอก็เริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ออกกำลังกาย เลือกกินอาหารมากขึ้น รวมถึงเรื่องเสื้อผ้า หน้าผม เริ่มแต่งหน้าบางๆ ทำให้เธอพัฒนาความสวยจนแทบไม่เหลือภาพความเป็นเด็กเนิร์ด
       
       “พอเข้ามหา'ลัย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นเด็กเนิร์ด เด็กเรียน อยู่สายวิทย์ เป็นสภานักเรียน เรียบร้อย แทบจะไม่เคยทำผิดกฎระเบียบอะไรเลย พอเข้ามหา'ลัย รู้สึกว่าตัวเองต้องผอมแล้ว คุณพ่อพาเข้าแคลิฟอร์เนียว้าว (หัวเราะ) คุณแม่อยากให้เราหน้าตาสดใสทุกวัน ช่วยแต่งหน้า พาไปเลือกเสื้อผ้า คิดว่าเป็นเพราะทุกอย่างรวมๆ กันทำให้เราดูดีขึ้น เลือกกินมากขึ้น เมื่อก่อนชอบกินเค้ก ชอบของหวาน เข้าสตาร์บัคส์ ก็เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น รู้จักรักษาสุขภาพ เป็นหวัดบ่อยไม่ได้ เดี๋ยวเสียงเปลี่ยน หน้าตาโทรม ต้องทำให้ตัวเองดูดี รักษาลุคนิดหนึ่ง ตอนเด็กไม่ค่อยดูแลตัวเอง โทรม นอนอ่านหนังสือ ใส่เหล็กดัดฟัน เพิ่งมาถอดตอนปี 1”


       
       แม้ว่าภายนอกจะเปลี่ยนแปลง ดูเป็นสาวรุ่นใหม่ บุคลิกทันสมัย มีความมั่นใจในตัวเองสูง ไม่เหลือเค้าเด็กเนิร์ดคนเดิมแล้ว แต่ด้วยความที่เคยเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอด ประกอบกับครอบครัวสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง ทำให้เธอมีมุมมองความคิดในเรื่องความรักแบบหัวโบราณนิดหนึ่ง คือการรักนวลสงวนตัว ไม่เข้าหาผู้ชายก่อน และถ้าคิดจะคบใครเป็นแฟนต้องเรียนรู้กันนานๆ ก่อน
       
       “ด้วยความที่เราเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมา ก็ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ รักนวลสงวนตัว และด้วยความที่สนิทกับคุณแม่มาก เล่าให้ฟังทุกเรื่อง ทุกคนที่เข้ามาในชีวิต คุณแม่รู้หมด ถึงจะไม่ได้ตัวติดกันตลอดเวลา แต่ท่านจะรู้ความเคลื่อนไหวของเราตลอดเวลา คือเราอยากบอกเองนะ มันเหมือนติดมาตั้งแต่แรก ไม่ได้รู้สึกกดดันที่ต้องบอก หรือต้องเล่า เราอยู่กันแบบเพื่อนเลย สามารถคุยกันได้ทุกอย่าง แล้วไม่เกร็ง ขึ้นรถปุ๊บเมาท์กัน”


       
       การที่ลูกสาวสนิทกับคุณแม่ และสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย แต่เธอบอกว่ากลับรู้สึกดีเสียอีกที่สามารถบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้คนที่เธอรัก และไว้ใจที่สุดฟังได้ทุกเรื่อง
       
       ‘ความฝัน’ อยากเป็นนักร้อง
       อลิสเริ่มเข้าวงการบันเทิงจากการประกวด S'Club Talented Boys&Girls 2008 โดยใช้ความสามารถทางด้านการร้องเพลงเป็นใบเบิกทาง หลังจากนั้นก็มีงานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบนิตยสาร และมีงานพิธีกรต่อเนื่องมาเรื่อยๆ


       
       “เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เริ่มเข้าปี 1 ตอนที่เรียนเซนโยฯ เขาไม่ให้ทำงาน แล้วพอดีกับที่เราสอบเทียบออกมาตอน ม. 5 แล้วก็ไปเรียนที่เทกคอร์สที่ประเทศอเมริกา ช่วงเปิดเทอมก็มีการประกวด S'Club แล้วเราเห็นว่ามีให้เวิร์กชอปประมาณ 10 กว่าเวิร์กชอป แล้วก็ฟรี เราก็เพิ่งกลับมาจากอเมริกา เพื่อนก็ยังเรียน ม. 6 อยู่ เราก็รู้สึกว่าวันเสาร์-อาทิตย์ เราว่าง แล้วเราเป็นคนไม่ชอบว่างอยู่แล้ว ก็เลยลองดู ครั้งนั้นเราได้รางวัลป็อปปูลาร์โหวตมา เหมือนเป็นใบเบิกทางให้เราเลย ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ก็เริ่มมีงานโฆษณา แล้วก็มีงานต่อเนื่องมาเรื่อยๆ
       
       ตอนแรกที่ตัดสินใจมาประกวด เพราะอยากหาประสบการณ์ เห็นว่าโอกาสได้เวิร์กชอป เรียนดำน้ำ ศิลปะป้องกันตัว สอนเป็นวีเจ สอนเดินแบบ สอนจัดดรายการวิทยุ สอนหลายอย่างมาก มันไม่ได้แคบแค่ในวงการเท่านั้น มีสอนเล่นสเก็ตด้วย แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากเรียนในสิ่งที่ไม่เคยเรียน คือเราเป็นคนชอบหาความรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่เราไม่รู้อยู่แล้ว ตรงนี้มันเหมือนทำให้เราได้ประสบการณ์ได้ความรู้เพิ่มขึ้น”


       
       ทุกวันนี้งานหลักของเธอคือการเป็นพิธีกร และเริ่มเข้าสู่วงการแสดง แต่ความฝันจริงๆ ของเธอคือ การเป็นนักร้อง เพราะเธอชอบร้องเพลง ชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็ก
       
       “จริงๆ เป็นคนชอบฟังเพลง ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เคยเรียนร้องเพลงเพิ่มเติม แต่เป็นคนไม่ชอบประกวด ไม่ชอบแข่งขัน ตอนนั้นรู้สึกแค่อยากเรียนร้องเพลง เพื่อให้ตัวเองฟังเพราะ เพราะว่าเราชอบฟังรายการเพลง ชอบร้องเพลง ก็เริ่มจากตรงนั้น ตอนประกวด S'Club เราก็เขียนความสามารถของเราว่าร้องเพลง


       
       ตอนนี้ก็ยังฝันอยากเป็นนักร้องอยู่ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่ได้เป็น แค่ได้ร้องเพลงประกอบสักเรื่องก็พอใจแล้ว อยากมีเพลงเป็นของตัวเองสักครั้ง ตอนนี้จริงๆ อยากเล่นละครเพลง อยากร้องเพลงให้มันดี แข็งแรงๆ เวลาว่างก็ยังร้องเพลงเองอยู่เรื่อยๆ ชอบฟังเพลงและพยายามดูเทคนิคของคนโน้นคนนี้ แล้วมาอะแด๊ปเป็นแนวเรา ชอบฟังเพลงป็อปใสๆ ฟังสบายๆ มีกลิ่นอายความเป็นอาร์แอนด์บี คแจ๊ซ โซลอยู่ ปกติชอบฟังเพลงทุกแนว แต่ไม่ค่อยได้ฟังเพลงหนักๆ เท่าไหร่”
       
       แจ้งเกิดจากวงการภาพยนตร์
       ถึงแม้ว่าจะเธอทำงานในวงการบันเทิงมานาน 3 ปีแล้ว หลายคนอาจจะคุ้นหน้าเธอจากงานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ งานพิธีกร และงานแสดงรับเชิญในละคร แต่ที่ทำให้คนรู้จัก และพูดถึงเธอกันมากที่สุดก็คงจะเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฐานะนางเอกหน้าใหม่ จากภาพยนตร์เรื่อง 'หลุด 4 หลุด' และภายในปีเดียวกันนี้เธอก็กำลังจะมีภาพยนตร์อีกเรื่องตามมาให้คนได้เห็นหน้ากันอีก


       
       “จริงๆ แล้ว อลิสได้เล่นหนังเรื่องแรกคือเพื่อนไม่เก่า เล่นกับวงออกัส พี่มะเดี่ยวเป็นโปรดิวเซอร์ ถ่ายทำเสร็จไปแล้ว น่าจะออกกลางปีหน้า แต่บังเอิญมีโปรเจกต์ใหม่เข้ามาคือหลุด 4 หลุด แล้วพี่มะเดี่ยวเขาเห็นว่าน่าจะเอาเรามาเล่น ก็เลยเรียกเราไปแคสดู แล้วเขาก็ให้โอกาสเราได้เล่น ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกที่คนเห็นเราในบทบาทนักแสดง เรื่องนี้เล่นเป็นเจ๊สอง ในตอน ฮู อากง ซึ่งบุคลิกค่อนข้างใกล้เคียงกับเราในชีวิตจริง เป็นคนที่ดูนิ่งๆ แต่คิดเยอะมาก (ลากเสียงยาว) โฟกัสเรื่องงาน ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับความรัก ดูผิวเผินเหมือนไม่ค่อยใส่ใจกับอะไรมากมาย แต่เราก็ใส่ใจในมุมของเรา” แจ้งเกิดในภาพยนตร์เรื่องแรกแบบหลอนๆ แต่ในชีวิตจริงอลิสบอกว่าเป็นคนกลัวผี ถ้าเลือกได้ก็จะไม่ดูหนังผี
       
       คนมองว่าหยิ่ง?
       ถ้าไม่รู้จักหลายคนอาจจะคิดว่าเธอหยิ่ง เพราะปกติเธอจะเป็นคนนิ่งๆ และไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับคนรอบข้างเท่าไหร่นัก ดูเป็นคนเฉยๆ เหมือนไม่สนใจคนอื่น แต่ถ้าได้คุยกันแล้ว จะรู้สึกว่าเธอเป็นคนง่ายๆ พูดจาตรงไปตรงมาแบบไม่มีแอ๊บ


       
       “จริงๆ เราเป็นผู้หญิงที่ดูแข็ง ถ้าคนไม่รู้จักจะคิดว่าเราเป็นคนนิ่ง เงียบ เรียบร้อย หยิ่ง ทระนงตัว ไปไกลแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่เหมือนถ้าเจอคนไม่รู้จักเราก็ค่อนข้างจะนิ่ง หลีกเลี่ยง ไม่ค่อยเข้าสังคมง่ายๆ ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่น้อยลงเยอะ เราพยายามปรับตัวให้เข้าสังคมมากขึ้น รู้จักที่จะพูดจากับคนอื่นมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่ก่อนเป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ร้องเพลงก็อาย ไม่กล้า มันเหมือนค่อยๆ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ จากที่ดูแข็งก็อ่อนลงมากขึ้น
       
       เราจะพูดเก่งเฉพาะตอนเป็นพิธีกร เวลาอยู่กับเพื่อนสนิท และสัมภาษณ์ (หัวเราะ) จะดูคุยเก่งนิดหนึ่ง แต่ถ้าเพิ่งเจอกันจะไม่ค่อยพูด เหมือนเป็นคนขัดแย้งหลายอย่างในตัวเอง ถ้าไปเจอข้างนอก หรือเดินผ่าน อย่างในกองละคร เจอคนที่ไม่ค่อยสนิทกัน เราก็จะเงียบ คนเขาก็จะถามว่าเป็นพิธีกรจริงเหรอ เขาก็จะไม่ค่อยเชื่อ เป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยเป็นคนชอบเข้าสังคมขนาดนั้น”
       
       'ดินแดนมหัศจรรย์' ของอลิส
       เมื่อถามถึงความสุขของอลิส เธอยิ้มกว้าง และบอกว่าขอตอบแบบฟุ้งซ่านได้ไหม พร้อมทั้งเปิดเผยโลกส่วนตัวบางส่วนให้เราได้รู้จักตัวตนของเธอมากขึ้น คือช่วงเวลาที่เธอได้อยู่ในโลกของเธอ และคิดถึงสิ่งต่างๆ ซึ่งเธอเรียกมันว่า 'อลิสอินวันเดอร์แลนด์'


       
       “ความสุขของอลิสคือการได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งของสมองไปอยู่ในวันเดอร์แลนด์ (หัวเราะเสียงดัง) อันนี้คือคำตอบแรกที่เข้ามาอยู่ในสมองเลยนะ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวที่เป็นอะไรก็ได้ แล้วเราเรียกว่าวันเดอร์แลนด์ เราจะมีช่วงเวลาของเราที่เข้าไปอยู่ในวันเดอร์แลนด์ มันเหมือนเป็นช่วงเวลาฟุ้งซ่านแล้วไม่มีอะไรทำ แค่ช่วงที่ว่างเล็กๆ แล้วในหัวไปอยู่ในที่ๆ หนึ่ง ซึ่งในนั้นมีแต่สิ่งที่เราอยากให้มันเป็น”
       
       พอเราถามว่าในนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เธอหัวเราะเสียงดังแล้วตอบว่า “มันเป็นโลกเพ้อฝันค่ะ มันไม่มีอะไรที่เป็นความจริงอยู่ในนั้น แค่เป็นเราอยู่ในนั้น เหมือนเป็นโลกส่วนตัวที่ไม่ใช่ใครก็เข้าไปได้ เป็นเหมือนสถานที่ในอุดมคติ ที่เราก็ไม่ได้อยากให้เป็นจริงๆ นะ เราขอแค่มีพื้นที่ของเรา มีมุมของเรา มีเพลงที่เราชอบในนั้น มีที่ที่เราอยากไป บรรยากาศสบายๆ ได้นั่งชิลคนเดียว หรือช่วงเวลาที่เราสับสน เศร้า ท้อ ก็ขอเข้าไปหลบในนั้นแป๊บหนึ่งแล้วกลับออกมา
       
       คิดว่าเป็นช่วงฟุ้งซ่าน ซึ่งมีมากก็ไม่ดี ก็เลยต้องหาอะไรทำ วันเดอร์แลนด์ของเราบางครั้งอาจจะถูกถ่ายทอดมาเป็นการวาดรูป อยู่ดีๆ ก็เปิดเพลงฟัง ติสต์จัด ฉีกกระดาษมาตัดแปะ ใช้พู่กันระบายสีน้ำมัน แต่เราก็ไม่ได้อยากให้ใครเห็น ส่วนใหญ่จะอยู่สมุดเล่มหนึ่ง เป็นคนไม่ชอบเขียน ชอบถ่ายทอดออกมาเป็นภาพมากกว่า ชอบเพนต์ ระบายสี ชอบทำงานอาร์ตเวิร์ก
       
       เราสนใจทุกอย่างที่เรียกว่าเป็นงานศิลปะ ดนตรี งานเขียน ภาพยนตร์ ละคร ภาษา ทุกอย่างมันคืออาร์ต มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่สื่อถึงวัฒนธรรม ความรู้ รสนิยมของเรา เพลงที่ฟัง ตัวหนังสือที่เขียน ภาษาที่ใช้ มันมีเสน่ห์ ดึงดูดเรามาก รู้สึกชอบ รู้สึกว่ามันสะท้อนชีวิต สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างได้ดี ทุกอย่างมันมีดีของมัน”


       
       สาวหมวยอยากโกอินเตอร์
       ด้วยความที่ชอบเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก ชอบดูหนังฝรั่ง ประกอบกับลักษณะนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนตรงไปตรงมา กล้าคิด กล้าทำ มีความมั่นใจในตัวเอง เธอจึงมีความคิดที่อยากจะใช้ชีวิตในประเทศอเมริกา เพราะคิดว่าตรงกับไลฟ์สไตล์ความชอบของเธอ
       
       “ประเทศที่อยากใช้ช่วงเวลาแบบเวิร์กกิ้ง ก็อยากไปอเมริกา แต่ประเทศที่ไปบ่อยคือฮ่องกง หลายคนอาจจะคิดว่าไปบ่อยเพราะคุณพ่อหรือเปล่า แต่ไม่ใช่ ชอบไปชอปปิ้ง ไปเกือบทุกปีเลย เพราะคุณพ่อรู้เส้นทางทุกอย่างดี มีบ้านญาติที่นู่นด้วย แต่ถ้าไปก็เช่าโรงแรม เพราะไม่ได้อยู่นาน ส่วนใหญ่จะไปทั้งครอบครัว เพราะเหมือนเป็นการใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานๆ ส่วนน้องชายก็เรียนอยู่อเมริกา การไปเที่ยวของเราก็เหมือนเป็นการที่ครอบครัว 5 คนได้มาอยู่ด้วยกัน
       
       อเมริกา เป็นประเทศที่เราใฝ่ฝันมาตลอด อาจจะเป็นเพราะเราชอบดูหนังฝรั่งหลายๆ เรื่อง ชอบดูซีรีส์ CSI ชอบฟังสำเนียง ชอบแนวความคิดของคนอเมริกา ที่เป็นแบบตรงไปตรงมา เพราะเราเป็นคนพูดตรงๆ บางทีก็คิดว่าคนอื่นอาจจะไม่ชอบหรือเปล่า เพราะเราพูดอ้อมๆ ไม่เป็น ถ้าเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราก็ไม่สามารถพูดออกไปได้ ไม่สามารถพูดชักแม่น้ำทั้ง 5 ได้ คิดว่าไลฟ์สไตล์ที่นู่นมันอาจจะตรงกับเรามากกว่า”


       
       หลังจากสอบเทียบจบ ม. 6 เป็นช่วงที่เธอตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่อเมริกา ถึงขนาดไปเรียนเทกคอร์สเพื่อรอเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ด้วยความที่คุณแม่เป็นห่วง กลัวว่าลูกสาวจะไม่ปลอดภัย และเธอก็เป็นห่วงคุณแม่เช่นกัน จึงตัดสินใจกลับมาเรียนต่อที่เมืองไทย
       
       “ตอนที่ไปเรียนอเมริกา เราไปเรียนเพื่อจะทรานเฟอร์เข้าเรียนที่นู่นเลย เราอยากเรียนต่อเมืองนอกตั้งแต่ ป.6 แล้วล่ะ ตอนที่ค้นพบว่าตัวเองชอบภาษาอังกฤษ แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิง ลูกสาวคนโตทุกคนก็เป็นห่วง และเราก็เข้าใจมากๆ ว่าทำไมเขาอยากให้เรียนที่เมืองไทยก่อน เขาบอกว่าพอเข้ามหา'ลัยค่อยไป พอ ม. 5 เราขอสอบเทียบเลย เพราะอยากไปเรียนต่อจริงๆ ก็เลยไปเรียนเทกคอร์ส เพื่อที่จะเข้ามหา'ลัยที่อเมริกา ตอนนั้นไปเรียนประมาณเดือนครึ่ง
       
       แต่คุณแม่บอกว่าอยากให้เรียนที่นี่ก่อน เพราะที่นู่นก็น่ากลัว ถึงแม้จะไว้ใจกันแค่ไหน แต่ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงคนเดียว และทั้งบ้านมีแต่ผู้หญิง ถามว่าน่ากลัวไหม อันตรายไหม ก็อันตราย ก็เข้าใจว่าเขาเป็นห่วง ถึงแม้เราจะดูแลตัวเองได้แค่ไหน แต่เขาก็เป็นห่วงอยู่ และเราสนิทกัน เขาอยากให้เราอยู่ใกล้ๆ เราก็คิดว่าเรียนที่นี่ก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่อก็ไม่สายเกินไป ถึงเรียนจบก็อยากเรียนต่ออยู่ดี ถ้าเป็นไปได้อยากได้ด็อกเตอร์เลยค่ะ”


       
       หัวโบราณเรื่องความรัก
       เห็นเป็นสาวตัวเล็ก น่ารัก น่าจีบขนาดนี้ แต่พอถามเรื่องความรัก เธอตอบอย่างตรงไปตรงมาว่ายังไม่เคยมีแฟน เพราเธอเป็นคนที่ค่อนข้างหัวโบราณ และคิดเยอะ ความที่เรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาจึงไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผู้ชายได้เข้าใกล้ง่ายๆ สักเท่าไหร่
       
       “เป็นคนแอบหัวโบราณนิดหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าถ้าจะคบใครขอให้เขารักเราจริง ขอดูกันนานๆ ขอใช้เวลาพิสูจน์ว่าเขาใช่หรือไม่ใช่นานๆ ก่อนที่จะใช้คำว่าแฟนด้วย ตอนนี้ก็เลยยังไม่มีแฟน แล้วก็ยังไม่เคยมีแฟนสักที คือรู้สึกว่ามันหายากนะ คนที่จะอยู่กับเรา 2 ปี ก่อนใช้คำว่าแฟน จะมีใครไหมที่รักเราจริง มารอเราได้ขนาดนั้น แล้วเราไม่ได้อยากให้เขามารอด้วย ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่เขาไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ใครเลย เขาอยากดูคนที่ตั้งใจจริง ถ้าเข้ามาขอเบอร์ไม่เคยพูดอะไรกลับเลย จะวิ่งหนี เสียงเรายังไม่อยากให้เขาได้ยิน เป็นคนเซฟตัวเองมาก


       
       ถ้าถามเรื่องสเปก เรายังไม่รู้ตัวเองว่าชอบแบบไหน คนที่จะมาเป็นแฟนแยกกับคนที่ปลื้ม คนที่ปลื้มก็ 'ลี ไรอัน' นักร้องวงบลูเพื่อนคิดว่าเรารอฝรั่งชัวร์ แต่อีกคนที่ปลื้ม 'วัง ลี ฮอม' ปกติจะชอบศิลปิน ชอบที่เขาเก่ง มีความสามารถทางดนตรี แต่ถ้าคนที่จะเข้ามาเป็นแฟนขอแค่คนที่รักเราจริงๆ ให้เจอก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน”
       
       ทุกวันนี้อลิสบอกว่าพอใจในชีวิตประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 15 เปอร์เซ็นต์เธอยังขาดในเรื่องความรัก ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากมีแฟน แต่เป็นเพราะสมัยนี้ไม่ค่อยจะมีผู้ชายที่อดทนรอผู้หญิง และรักจริงได้นานๆ อย่างที่เธอตั้งเอาไว้
       
       “เราพอใจในชีวิต 85 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเราขาดเรื่องความรัก ตอบเน่ามาก บางคนก็บอกว่าที่เราไม่มีแฟนเพราะครอบครัวอบอุ่นแล้ว ทุกอย่างลงตัว การที่เราจะหาอีกคนเข้ามาในชีวิต จะสร้างความร้าวฉานหรือเปล่า เราเรียนด้วย ทำงานไปด้วย ครอบครัวดี เรารู้สึกว่าทุกอย่างดีแล้ว แต่ไม่ใช่หรอก ยังไม่เจอ”
       
       --------------------------------------------------------------------------
       
       เปิดใจคุณแม่คนสวยของอลิส
       มักจะเห็นภาพของครอบครัวนี้ไปเที่ยว ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ โดยเฉพาะอลิสกับคุณแม่ที่คอยดูแลอลิส และลูกๆ อย่างดี ตั้งแต่เด็กก็เป็นคนติว สอนเรื่องการเรียน ตลอดจนสอนเรื่องการใช้ชีวิต แต่คุณแม่จะมีเทกนิคคือสอนลูกโดยการพูดคุยแบบเปิดใจกับลูกๆ เลี้ยงดูแบบเพื่อน ก็ทำให้ครอบครัวนี้สนิทกันมาก มีอะไรคุยกันได้ทุกเรื่อง
       
       “เห็นมาเยอะที่เลี้ยงแบบเข้มงวดกับลูก แล้วก็เสร็จทุกราย เห็นพ่อแม่ห้ามมีแฟน แล้วโดยธรรมชาติ ส่วนใหญ่ เหมือนยิ่งห้ามแล้วยิ่งอยากทำ จะเป็นที่เราเห็น เราก็ห่วง อาจจะเป็นตัวเราเองด้วย เพราะพ่อแม่ค่อนข้างเข้มงวดกับเรามาก เราก็ต้องโกหก กลายเป็นรู้สึกว่ามันไม่ดี ไม่ใช่ ก็เลยกลายเป็นเลี้ยงดูแบบคุยกับลูกตรงๆ มีอะไรก็คุยกันได้ เราเลี้ยงลูกแบบนี้ทุกคน ใครได้ยินเราคุยกันอาจจะคิดว่าทำไมคุยกันแบบนี้ เราเป็นห้าวๆ อยู่แล้วด้วย เราก็คะ...ขา อะไรไม่เป็น คุณพ่อก็เป็นคนต่างชาติ ก็กลายเป็นบ้านเราคุยกันตรงๆ ห้าวๆ กันทั้งบ้าน”
       
       ทุกวันนี้คุณแม่เป็นคนดูแล ทั้งรับ-ส่ง และดูแลเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม เพราะแม่ลูกคู่นี้จะสไตล์คล้ายๆ กัน บุคลิกเหมือนกัน แต่เรื่องนิสัยคุณแม่บอกว่าแม่จะมนุษยสัมพันธ์ดีกว่า ส่วนอลิสจะเป็นคนที่นิ่งๆ เหมือนคุณพ่อ
       
       “เขาไม่ใช่สาวหวาน เสื้อกล้าม ขาสั้น ไม่เคยใส่เลย เพิ่งมาใส่ตอนปี 1 เริ่มต้องไปแคสงานโฆษณา แล้วแปลก ทุกงานที่แคสส่วนใหญ่เขาจะให้ใส่เสื้อกล้ามกับขาสั้น ถ้าเราไม่ทำก็ไม่ได้ เขาเรียนโรงเรียนหญิงล้วน ก็ค่อนข้างจะเรียบร้อยด้วยล่ะ เขาก็อนุรักษนิยม ปัจจุบันนี้หายากนะ ที่ลูกยังพูดกับแม่ทุกอย่างจริง ๆ กลายเป็นเรารู้หมด เพื่อลูกกลายเป็นเพื่อนเรา เขาไว้ใจเรา คุยได้ทุกเรื่อง อึดอัดเรื่องอะไร คุยกับคนนี้แล้วเป็นอย่างไร”
       
       ประวัติ
       ชื่อ-สกุล : อลิส ทอย
       ชื่อเล่น : อลิส (เธอเคยมีชื่อเล่นแต่เธอไม่ยอมบอกว่าชื่ออะไร เพราะคนส่วนใหญ่จะเรียกเธอว่าอลิส ซึ่งคนที่รู้ชื่อเล่นคงมีเฉพาะครูและเพื่อนตอนสมัยอนุบาล)
       วันเกิด : 1 มิถุนายน 1991
       ประวัติการศึกษา : มัธยม โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ (ป.1-ม.5) สอบเทียบ ม.6 ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 3 คณะอักษรศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ
       ประวัติการทำงาน : เข้าวงการบันเทิงจากการประกวด s club หลังจากนั้นเธอก็มีงานโฆษณา ถ่ายแบบ เล่นมิวสิควิดีโอ และเป็นพิธีกรภาคสนามรายการ Sister Day วีเจ Bang Channel และละครเรื่องช็อกโกแลต 5 ฤดู, ภาพยนตร์เรื่องหลุด 4 หลุด ตอนฮู อา กง, เพื่อนไม่เก่า (ยังไม่เข้าฉาย)
       
       รายงานข่าวโดยทีมข่าว M-Lite/ASTV สุดสัปดาห์
       
       ภาพโดย ศิวกร เสนสอน
       
       (ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook alice)
        
       
       
       
       


Credit  http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000011776