วันที่ 31 สิงหาคม 2558

เจาะลึก O-NET อังกฤษ : วิธีการทำข้อสอบ passage by พี่บุ๋ม

ช่วงนี้ใกล้สอบ O-NET แล้ว พี่บุ๋มเลยถือโอกาสนี้ เอาเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆมาฝากน้องๆชาว Unigang นะคะ

บอกเป็นหลักการใครๆก็บอกได้ แต่ถามว่าเกิดประโยชน์อะไรมั้ย ถ้าแค่ท่องหลักการได้ แต่เอาไปใช้ไม่เป็น บอกได้เลยค่ะว่า แป้ก

พี่บุ๋มเลยจะสาธิตวิธีทำ passage ให้เร็วจากของจริง โดยใช้ Passage 4 จากข้อสอบ O-NET ของเดือนกุมภาพันธ์ปี 2553 นะคะ อาจจะยาวนิดนึง แต่เป็นเพราะพี่บุ๋มบอกวิธีคิดทุกๆขั้นตอนไว้อย่างละเอียดเลยค่ะ ถ้าน้องๆอ่านและทำความเข้าใจ รับรอง สอบ O-NET คราวนี้ หรือสอบ GAT ทำได้ดีแน่ๆค่ะ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่านะคะ

เห็น passage ยาวๆ อย่าตกใจ ความยาวไม่ได้แปลว่าความยากค่ะ ตอนนี้ ใจน้องๆคงอยากไปถึงคำถามแล้ว เพื่อจะได้รีบเก็บคะแนน อย่าค่ะ ใจเย็นๆ

ขั้นที่หนึ่ง อย่าอ่านคำถามก่อน เพราะถ้าเราไม่เห็นภาพรวมของเรื่อง อ่านคำถามไปก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี เสียเวลาเปล่า กลยุทธ์ของพี่บุ๋มคือ อ่านประโยคแรกของทุกๆย่อหน้า และจบด้วยประโยคสุดท้ายของเรื่อง ถามว่าเพราะอะไร พี่บุ๋มตอบได้ค่ะ

ประโยคแรกของแต่ละย่อหน้ามักจะเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะว่าในงานเขียนส่วนใหญ่ หนึ่งย่อหน้าจะมีหนึ่งใจความสำคัญ ซึ่งใจความนี้มักจะอยู่ที่ประโยคแรกค่ะ เราเรียกว่า topic sentence แต่ topic sentence ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ประโยคแรกนะคะ อาจจะซ่อนอยู่ที่ไหนในย่อหน้านั้นก็ได้ หรือแม้แต่ประโยคสุดท้าย แต่ในห้องสอบ เราไม่มีเวลาคิดนานขนาดนั้น ฉะนั้น เราจะต้องเลือกทำในสิ่งที่โอกาสถูกเยอะที่สุด ซึ่งก็คือ อ่านประโยคแรกค่ะ

ส่วนประโยคสุดท้ายของเรื่องจะเป็นการสรุป หรือให้ข้อคิดอะไรบางอย่างค่ะ


เรามาทำข้อสอบด้วยกันเลยนะคะ พี่รู้ว่าน้องๆอยากอ่านทุกประโยค แต่ต้องห้ามใจตัวเองนะคะ อ่านเฉพาะประโยคตามที่พี่บอก พี่ highlight สีส้มให้แล้วค่ะ

Sometimes just “saving” in general is not enough incentive to keep families on the budget track. You need a goal to get started. To use a diet analogy, it’s easier to lose 10 pounds when your high school reunion is around the corner. A goal not only gives a family something to reach for, it makes a savings plan short term.

Knowing you don’t have to give something up forever makes the sacrifice easier. Once you’ve reached your goal, you can abandon your strategy or apply those savings to a new object.

That approach worked for Cynthia McIntyre, who launched a search for extra savings after she spotted an antique table that fit perfectly in her living room -- but not in her budget.

McIntyre went over her checkbook carefully and realized she was buying books every month
. A lifelong reader, she couldn’t wait to rush out and snap up a new release. “It was a $400-a-year habit,” she says. The worst part was, many of the books didn’t live up to the reviews and McIntyre gave them away. Now she gets the latest bestsellers from the local library. “Reading them a little later doesn’t spoil the story,” she concludes.

ขั้นที่สอง ทำความเข้าใจจากประโยคไม่กี่ประโยคที่อ่านมา แล้วลองเดาเรื่องว่าเนื้อเรื่องควรจะเป็นยังไง โดยทั่วไป ถ้าเราอ่านเข้าใจ ซึ่งก็คือ เราแปลศัพท์ออก แกะประโยคที่มีโครงสร้างยากๆได้ (การแกะประโยค พี่จะอธิบายให้น้องๆฟังในบทความต่อไปนะคะ) เราจะพอเดาเรื่องได้ไม่ยากค่ะ

การอ่านเฉพาะประโยคสีส้มได้ใจความดังนี้ค่ะ

• บางครั้งการออมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้แต่ละครัวเรือนใช้จ่ายได้ตามแผน
• การที่เรารู้ว่า เราไม่ต้องหยุดทำอะไรบางอย่างตลอดไป จะทำให้เราสละได้ง่ายขึ้น (ถ้าน้องๆท่องศัพท์เพียงแค่คำแปลจากอังกฤษเป็นไทยคำต่อคำ น้องๆก็อาจจะแปลคำว่า sacrifice เป็น การสละ ซึ่งก็จะเริ่มงง แต่ทำไงได้ ในห้องสอบไม่มี dictionary เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป)
• วิธีนั้นได้ผลกับซินเธีย แมคอินไทร์ (ซึ่งน่าจะเป็นชื่อคน เพราะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ แล้วถ้าน้องๆคนไหนมีเพื่อนฝรั่งเยอะหรือดูหนังบ่อยๆ ก็อาจจะรู้ว่า ซินเธีย เป็นชื่อผู้หญิง) ซึ่งเป็นผู้ที่เริ่มคิดจะหาเงินออมเพิ่ม หลังจากที่ไปเจอโต๊ะโบราณที่เธอคิดว่า วางได้พอดิบพอดีในห้องนั่งเล่น แต่ดันโตเกินงบประมาณ
• แมคอินไทร์ (เวลาฝรั่งเรียกคนที่ไม่สนิท หรือคนที่เค้าให้ความเคารพ เค้าจะเรียกกันด้วยนามสกุล ไม่ใช้ชื่อจริงนะคะ) กลับไปดูสมุดเช็คของตัวเองอย่างละเอียด ก็ตระหนักว่า เธอซื้อหนังสือทุกๆเดือน (น้องๆอาจจะสงสัย เอ๊ะ เธอก็ซื้อหนังสือเป็นประจำ ทำไมไม่ใช้ simple tense พี่บุ๋มมีคำอธิบายไว้ให้น้องๆอ่านท้ายบทความนี้ค่ะ)
• เธอสรุปว่า อ่านพวกมัน (น่าจะเป็น หนังสือ) วันหลังก็ไม่ได้ทำให้เรื่องกร่อยนี่นา

น้องๆคงจะพอเดาได้แล้วใช่มั้ยคะว่า เรื่องนี้คงเป็นเรื่องของการออมเงิน โดยเหมือนกับว่า บางทีถ้าเราอยากได้อะไรซักอย่างนึง แทนที่เราจะไปหาเงินมาเพิ่มหรือเป็นหนี้ เราก็อาจจะกลับมาดูค่าใช้จ่ายของเรา แล้วตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เรามีเงินเหลือไปซื้อสิ่งที่เราชอบได้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็น่าจะหมายถึง ซินเธีย ยอมซื้อหนังสือน้อยลง เพื่อให้มีเงินไปซื้อโต๊ะโบราณตัวนั้น

ขั้นที่สาม ทีนี้ เรามาดูกันว่า ถ้าเรารู้แค่นี้ เราจะตอบคำถามข้อไหนได้บ้าง


61 The word “incentive” (line 1) means ___.
1. power
2. strength
3. motivation
4. willingness


ข้อนี้ตรงไปตรงมา incentive แปลว่า แรงจูงใจ ซึ่งตรงกับคำว่า motivation ในข้อ 3. ซึ่งก็แปลว่า แรงจูงใจ เช่นกัน แต่ถ้าต้องการรู้คำศัพท์อย่างลึกซึ้งเพื่อเอาไปใช้งานอย่างถูกต้อง สองคำนี้มีความหมายต่างกันนิดนึงค่ะ incentive เป็นแรงจูงใจภายนอก ขณะที่ motivation เป็นแรงจูงใจภายใน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าน้องๆอยากสอบได้เกรด 4 เพราะว่าพ่อแม่สัญญาว่าจะซื้อบีบีให้ อย่างนี้เรียกว่า incentive แต่ถ้าน้องๆอยากสอบได้เกรด 4 เพราะว่าอยากให้คนรู้ว่าเราเมพ อยากได้เกรดสวยๆเพื่อให้ติดคณะที่เราต้องการ ความอยากตรงนี้ เราเรียกว่า motivation


62. You need a goal to get started. To use a diet analogy, it’s easier to lose 10 pounds when your high school reunion is around the corner. 
 The phrase “around the corner” (line 3) as used in this passage means ___.

1. nearby
2. at a distance
3. coming soon
4. not long lasting

เอาล่ะ ประโยคนี้เรายังไม่ได้อ่าน แต่จะบอกให้ว่า คำถามประเภทนี้ง่ายที่สุด กินเวลาน้อยที่สุด ก็คือเข้าไปหาประโยคนี้ ถ้าแปลได้ก็ตอบไปเลย แต่ถ้าแปลไม่ออก ให้ใช้เทคนิค vocabulary in context ซึ่งก็คือ หาความหมายจากบริบท (ประโยคข้างเคียง)

ประโยคในโจทย์แปลว่า ถ้าเอาเรื่องลดน้ำหนักมาเป็นตัวอย่าง การลดให้ได้ 10 ปอนด์จะง่ายขึ้น เมื่องานคืนสู่เหย้าโรงเรียนมัธยม is around the corner

ตอนนี้น้องบางคนอาจจะเดาได้ว่าน่าจะแปลว่า ใกล้เข้ามา ก็อาจจะตอบข้อ 3. coming soon ไปได้เลย เพราะว่าทุกคนที่จะเจอเพื่อนเก่า ก็อยากให้ตัวเองดูสวยดูหล่อ

แต่สมมติน้องๆก็ยังแปลไม่ได้ เรามาดูประโยคข้างเคียงกันค่ะ ประโยคก่อนหน้าพูดว่า You need a goal to get started. แปลว่า เราต้องมีเป้าหมายถึงจะมีแรงเริ่มต้น (ถามว่า เริ่มต้นอะไร น่าจะเป็นเริ่มต้นการออม เพราะประโยคก่อนหน้านี้พูดถึงการออมค่ะ)

คราวนี้มาดูประโยคตามหลัง พูดว่า A goal not only gives a family something to reach for, it makes a savings plan short term. แปลว่า การมีเป้าหมายไม่เพียงแต่ทำให้ครอบครัวมีสิ่งที่จะไปให้ถึง แต่ยังทำให้แผนการออมนั้นกลายเป็นเป้าหมายระยะสั้นอีกด้วย

เนื่องจากผู้เขียนบอกเราว่า เค้าจะเปรียบเทียบ (analogy) การออมเงินกับการลดน้ำหนัก ดังนั้น เราจึงตีความได้ว่า เมื่อแผนการออมกลายเป็นเป้าหมายระยะสั้น ไอ้การลดน้ำหนัก 10 ปอนด์ น่าจะเป็นเรื่องของเป้าหมายระยะสั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือ ข้อ 3. coming soon นั่นเอง ตอบไปเลย น้องได้อีก 1 ข้อแล้วค่ะ


63. According to the passage, in order to save money effectively, one should ___.
1. give up all expenses
2. cut the family budget
3. have a definite objective
4. change one’s lifestyle

โจทย์ข้อนี้ แปลว่า จากเนื้อเรื่อง เราควร _____ เพื่อออมเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

คำตอบของข้อนี้ เราแปลมาแล้วตอนที่ทำข้อ 62 ค่ะ “You need a goal to get started. แปลว่า เราต้องมีเป้าหมายถึงจะมีแรงเริ่มต้น (ถามว่า เริ่มต้นอะไร น่าจะเป็นเริ่มต้นการออม เพราะประโยคก่อนหน้านี้พูดถึงการออมค่ะ)” ดังนั้น คำตอบคือข้อ 3. ซึ่งแปลว่า ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน (ข้อนี้ต้องการทดสอบว่าน้องๆรู้จักคำว่า objective ซึ่งเป็น synonym กับ goal หรือเปล่า)

จริงๆช้อยส์ข้อ 4 ก็มีส่วนถูก เพราะเท่าที่เราอ่านมา เหมือนกับว่า ซินเธียเค้าเปลี่ยน lifestyle ด้วยการซื้อหนังสือให้น้อยลง แต่พี่ไม่เลือกข้อนี้ เพราะมัน too specific มันเป็นเพียงแค่ตัวอย่างนึง ของหลักการใหญ่ที่ว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จต้องมี goal


64. The writer compares the intention to save money with ___.
1. a school reunion
2. buying and antique
3. short-term planning
4. losing weight

ข้อนี้แปลว่า ผู้เขียนเปรียบ ความตั้งใจออมเงิน กับเรื่องอะไร ซึ่งเราก็ทราบกันแล้ว (ถึงแม้ว่าเราจะอ่านไปไม่กี่ประโยคเอง ข้ามไปตั้งเยอะแน่ะ) น้องๆว่าเรื่องอะไรคะ ถ้าใครตอบข้อ 1 ก็ต้องบอกว่า ถูกค่ะ แต่ถูกหลอกนะคะ ไม่ใช่ถูกต้อง โจทย์เค้าพูดถึงการตั้งเป้าหมายลดน้ำหนัก เพื่อที่จะไปอวดหุ่นในงาน school reunion (คืนสู่เหย้า) เพราะฉะนั้น ตอบข้อ 4 ค่ะ

พี่ว่า โจทย์ข้อนี้หลอกดีนะคะ เสียดาย คำตอบข้อ 2 มี typo อันที่จริงต้องเป็น “buying an antique” ไม่ใช่ “buying and antique” น้องๆหลายคนอาจจะสงสัย typo คืออะไร (อ่านว่า ไทโป นะคะ) ย่อมาจาก typographical error แปลว่า พิมพ์ผิด จำไปใช้เลยนะคะ


65. The advantage of having a definite time limit is that you ___.
1. have more willpower to achieve your goal
2. can give up after a certain time has passed
3. will get what you want more easily
4. do not have to give up your intention

โจทย์ข้อนี้ แปลว่า ข้อได้เปรียบของการที่ทำอะไรแล้วรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ก็คือ คุณ _____

จากประโยคสีส้มที่เราอ่านมาแล้ว ประเด็นนี้น่าจะอยู่ที่ย่อหน้าสอง เพราะประโยคแรกของย่อหน้าที่สอง เป็นเรื่องของ การที่เรารู้ว่าเราไม่ต้องหยุดทำอะไรบางอย่างตลอดไป ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ having a definite time limit (วลีนี้ไม่ได้แปลว่า มีเวลาจำกัดนะคะ)

เราก็ไปอ่านย่อหน้าสองกัน เหลืออีกแค่ประโยคเดียวที่เรายังไม่ได้อ่าน Once you’ve reached your goal, you can abandon your strategy or apply those savings to a new object. ซึ่งแปลว่า เมื่อเราไปถึงจุดหมายแล้ว เราก็สามารถเลิกวิธีการเดิมหรือสามารถนำเงินออมไปใช้กับของชิ้นใหม่

สรุปก็คือ มันสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่า เพราะฉะนั้น เราตอบข้อ 1. ได้เลย ซึ่งแปลว่า มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จได้มากกว่า (ตรงนี้ อยากบอกน้องๆอีกทีว่า โจทย์และคำตอบในส่วน reading นั้น มักจะไม่ใช้คำที่อยู่ใน passage แต่จะใช้ synonym หรืออีกเทคนิคนึงคือใช้ paraphrase หรือ restatement แทน (พี่บุ๋มอธิบายความหมายของศัพท์เหล่านี้ไว้ในส่วนของ TIPS ด้านล่างนะคะ)

แต่ตัวเลือกที่น่าสนใจคือ ข้อ 2 ซึ่งถ้าดูเผินๆจะไม่ผิด เพราะแปลว่า เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เราก็ give up ได้ ปัญหาคือตรงนี้ค่ะ ถ้า give up ไม่มีกรรม แปลว่า ยอมแพ้ ซึ่งไม่เหมือนกับ give something up ซึ่งอยู่ในย่อหน้า 2 แปลว่า ยอมหยุดทำอะไรที่เราเคยทำเป็นปกติ นี่คือผิดจุดที่หนึ่ง จุดที่สองที่ไม่ตรงก็คือ after a certain time has passed ซึ่งในบทความเน้นประเด็นที่ว่า เราจะต้องหยุดทำอะไรบางอย่างที่เราเคยทำเป็นปกติจนกระทั่งเราทำสำเร็จตามเป้า ไม่ใช่จนกระทั่งเวลาผ่านไประยะหนึ่ง


66. The phrase “That approach” (line 6) refers to ___.
1. setting a new objective
2. reapplying the strategy
3. searching for extra savings
4. working toward a goal

เจอแบบนี้ ไม่มีทางเลือก ต้องย้อนกลับไปดูบรรทัดที่ 10 ว่าพูดถึงอะไร

trick ก็คือ มีคำว่า that แสดงว่า approach นี้เนี่ย มีการพูดถึงมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น การจะได้คำตอบต้องย้อนกลับไปดูประโยคก่อนหน้านั้น ซึ่งเราแปลมาแล้วตอนที่ทำข้อ 65 แปลว่า เมื่อเราไปถึงจุดหมายแล้ว เราก็สามารถเลิกวิธีการเดิมหรือสามารถนำเงินออมไปใช้กับของชิ้นใหม่

ดูแค่นี้ยังไม่แน่ใจ ก็ต้องย้อนขึ้นไปอีกประโยคนึง ซึ่งพูดว่า การที่เรารู้ว่า เราไม่ต้องหยุดทำอะไรบางอย่างตลอดไป จะทำให้เราสละได้ง่ายขึ้น

คราวนี้ก็ช่วยได้แล้วล่ะว่า วิธีที่ซินเธียใช้ก็คือ การตั้งเป้าหมายขึ้นมา เพื่อให้เรารู้ว่าการหยุดทำอะไรเนี่ย จะมีจุดสิ้นสุด ตอบข้อ 4 ค่ะ


67. Cynthia McIntyre was trying to save up money for ___.
1. hardcover books
2. the latest best sellers
3. an antique table
4. a kitchen gadget

ข้อนี้แจกคะแนนเลยค่ะน้อง เรารู้แล้วว่า ซินเธียไปเจอโต๊ะโบราณ เพราะฉะนั้น ตอบข้อ 3 ไปเลย แล้วรีบไปข้อต่อไป


68. It can be inferred from the passage that Cynthia McIntyre is a ___.
1. bookworm
2. great shopper
3. librarian
4. book reviewer

ข้อนี้ถามว่า เราสามารถอนุมานจากเนื้อเรื่องได้ว่า ซินเธีย แมคอินไทร์ เป็น _____

ตอบง่ายๆเลยค่ะ ตอบข้อ 1 หนอนหนังสือ ประโยคสีส้มที่สี่บอกเราแล้วว่า ซินเธียชอบอ่านหนังสือ น้องๆก็อาจจะถามว่า ซื้อหนังสือเยอะ จำเป็นต้องเป็นหนอนหนังสือด้วยหรอ ประโยคสีส้มประโยคสุดท้ายที่ว่า เธอสรุปว่า อ่านพวกมัน (น่าจะเป็น หนังสือ) วันหลังก็ไม่ได้ทำให้เรื่องกร่อยนี่นา ประโยคนี้เป็นตัวยืนยันค่ะว่า เธออ่านจริง นอกจากนี้ ยังมีอีกวลีนึงที่เรายังไม่ได้อ่าน ก็คือ A lifelong reader, she …. ซึ่งแปลว่า ในฐานะที่เป็นนักอ่านมาทั้งชีวิต เธอ .... มาช่วยให้เรามั่นใจเต็มร้อยว่า ข้อนี้เราได้แต้มแน่

ข้อนี้มีคำศัพท์น่าเรียน คือคำว่า book reviewer แปลว่า นักวิจารณ์หนังสือ เพราะน้องบางคนอาจจะท่องคำว่า review ว่าแปลว่า ทบทวน ก็เลยอาจจะแปล book reviewer ว่า นักทบทวนหนังสือ


69. Cynthia achieved her goal because she ___.
1. no longer gave away books
2. gave up her reading habit
3. seldom visited the local library
4. temporarily stopped buying novels

ข้อนี้แปลว่า ซินเธียทำสำเร็จตามเป้าเพราะเธอ ______

passage เริ่มพูดถึง ซินเธีย ที่ย่อหน้า 3 ดังนั้น คำตอบน่าจะหาได้จากย่อหน้า 3 ลงมา ลองไปดูกันค่ะ แล้วเราก็จะเจอประโยคเด็ดที่ย่อหน้า 4

A lifelong reader, she couldn’t wait to rush out and snap up a new release. “It was a $400-a-year habit,” she says. The worst part was, many of the books didn’t live up to the reviews and McIntyre gave them away. Now she gets the latest bestsellers from the local library.

แปลว่า ในฐานะที่เป็นนักอ่านมาทั้งชีวิต เธอจะอดใจรอไม่ไหว จะต้องรีบไปแย่งซื้อหนังสือที่ออกใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่า เป็นนิสัยที่ผลาญเงินปีละ 400 ดอลลาร์ แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ หนังสือหลายเล่มที่ซื้อมาไม่ดีอย่างที่นักวิจารณ์เขียนไว้ เธอก็เลยเอาไปให้คนอื่น แต่ตอนนี้ เธอจะใช้วิธีไปยืมหนังสือ bestseller (หนังสือขายดี) เล่มล่าสุดมาจากห้องสมุดใกล้บ้าน

เพราะฉะนั้น คำตอบก็คือ ข้อ 4 ค่ะ ซินเธียหยุดซื้อหนังสือนิยายชั่วคราว


70. The purpose of the passage is to ___.
1. suggest a way to achieve a goal
2. promote the value of money
3. support a search for savings
4. discourage unnecessary spending

ข้อนี้ถามจุดประสงค์ของเรื่องนี้ เรามาดูตัวเลือกกันทีละข้อค่ะ

ข้อ 1. แนะนำวิธีไปสู่เป้าหมาย ข้อนี้กว้างไปค่ะ เพราะไม่ได้พูดเรื่องเป้าหมายโดยรวม แต่พูดถึงเรื่องออมเงินเท่านั้น
ข้อ 2. ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของเงิน ข้อนี้ไม่ตรงประเด็นค่ะ เวลาเราต้องการจะอธิบายให้ใครซักคนเข้าใจคุณค่าของเงินเนี่ย เราก็ต้องอธิบายว่า เงินหายาก พรรณนาถึงความเหน็ดเหนื่อยกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาท แต่บทความนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ค่ะ
ข้อ 3. สนับสนุนให้หาเงินออม ซึ่งไม่ตรงประเด็นค่ะ เพราะประโยคแรกก็บอกแล้วค่ะว่า การออมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้แต่ละครัวเรือนใช้จ่ายได้ตามแผน
ข้อ 4. ไม่สนับสนุนการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งตัวอย่างที่เรื่องยกมาก็คือ การซื้อหนังสืออย่างฟุ่มเฟือย

ฉะนั้น คำตอบก็คือ ข้อ 4

จริงๆต้องบอกว่า อาจารย์ที่ออกข้อสอบนี้ ใจดีมากๆค่ะ ทำไมหรอคะ เพราะคำถามแนวนี้จะตอบยากที่สุด เราต้องรู้เนื้อเรื่องทั้งหมดถึงจะตอบได้ แล้วข้อสอบส่วนใหญ่ ก็มักจะแกล้งให้น้องๆปวดตับก่อน ด้วยการเอาคำถามแนวนี้ไปไว้ข้อแรก ทำให้น้องๆต้องอ่านทั้งบทความ เพียงเพื่อจะมาตอบคำถามแค่ข้อเดียว

เคล็ดลับค่ะ เจอคำถามแบบนี้ ข้ามไปทำข้ออื่นก่อน แล้วย้อนกลับมาทำข้อนี้ทีหลัง เพราะหลังจากที่เราได้ตอบคำถามข้ออื่นไปแล้ว เราจะเข้าใจบทความมากขึ้น แล้วก็จะตอบคำถามประเภทนี้ได้ไม่ยาก แต่ต้องระวัง เวลาข้ามข้อ อย่าฝนผิดข้อนะคะ


TIPS:

1. การเรียนคำศัพท์แบบผิวเผิน แปลอังกฤษเป็นไทยคำต่อคำ มีประโยชน์ไม่มาก ยกตัวอย่างเช่น sacrifice ถ้าน้องๆแปลว่า สละ เฉยๆก็จะงง (แต่น้องๆเห็นมั้ยคะว่า ถ้าน้องๆมีเทคนิคในการทำข้อสอบ ถึงแปลผิดบ้างถูกบ้าง หรือไม่รู้บ้าง ใครก็มาทำอะไรเราไม่ได้ค่ะ) คำว่า sacrifice จริงๆแล้ว ความหมายเต็มๆของมันก็คือ การยอมสละไม่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบหรืออยากทำ แล้วไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่า คำนี้ เป็นได้ทั้ง noun และ verb วิธีใช้ sacrifice ที่เป็น verb ก็คือ sacrifice something for something หรือ sacrifice something to do something สรุปว่า การเรียนรู้ศัพท์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การท่องคำต่อคำ แต่ต้องรู้ความหมายที่ลึกซึ้ง รู้นัยยะ (connotation) และรู้วิธีใช้ จึงจะเป็นการเรียน vocabulary ที่ถูกต้อง


2. น้องๆหลายคนคงจะสงสัยใช่มั้ยคะว่า ประโยคที่ว่า McIntyre went over her checkbook carefully and realized she was buying books every month. มันผิด grammar หรือเปล่า เพราะเราเคยเรียนมาเสมอว่า ถ้ามีคำว่า every day, every month จะต้องเป็น simple tense ซึ่งอาจจะเป็น past หรือ present ซึ่งหมายถึงการทำอะไรที่เป็นประจำ เป็นกิจวัตร แต่ทำไมประโยคนี้ใช้ she was buying books every month คำตอบก็คือ เมื่อไหร่เราเห็น present continuous หรือ past continuous ร่วมกับ adverbs of frequency ที่ออกแนวบ่อยๆ เช่น always, continually ให้เราเข้าใจเลยว่า การกระทำนั้นเนี่ย เป็นสิ่งที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการสื่อว่า มันบ่อยเกินไป เกินจำเป็น


3. paraphrase หรือ restatement คือ การถอดความ พูดง่ายๆก็คือ การพูดประโยคใหม่ ใช้คำใหม่ แต่ให้ความหมายเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำๆ ทำให้ภาษาสละสลวยขึ้น เรื่องนี้จะช่วยให้เราทำข้อสอบ reading ได้ดีขึ้น เพราะคำตอบมักจะมาในรูปของ paraphrase หรือ restatement ไม่ยกมาตรงๆทั้งประโยค


4. น้องๆหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมพี่บุ๋มไม่ได้แปลอังกฤษเป็นไทยแบบคำต่อคำ ความหมายจะผิดหรือเปล่าเนี่ย พี่ยืนยันว่า พี่แปลด้วยความระมัดระวังและรักษาเนื้อหามากที่สุด แต่การแปลนั้น หลักการที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องกระโดดข้ามกำแพงของภาษาให้ได้ แปลว่าอะไร แปลว่า พอพูดภาษาอังกฤษ ก็ต้องพูดแบบเจ้าของภาษาอังกฤษ ถ้าพูดภาษาไทย ก็ต้องพูดแบบคนไทย

ที่เฉลยมานี่เป็นแค่น้ำจิ้มนะคะ เพราะจริงๆแล้ว พี่ยังไม่ได้อธิบายการใช้คำศัพท์บางคำที่น่าสนใจ หลักgrammar ที่ซ่อนอยู่ แต่เนื่องจากเนื้อที่มีจำกัด เพราะฉะนั้นเอาน้ำจิ้มไปก่อน ถ้าอยากได้ไก่ทอดด้วย คงต้องมาเรียนกันตัวเป็นๆ

สวัสดีค่ะ



 P.Boom

http://www.unigang.com/

เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงวันสอบแล้ว พี่บุ๋มอยากฝากคำแนะนำเล็กๆน้อยๆให้น้องๆทุกคนค่ะ

การสอบไม่ใช่การวัดความรู้ของเราอย่างเดียว แต่เป็นการวัดความสามารถในการใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดแสดงศักยภาพในตัวเราออก มา และเป็นการทดสอบสภาพจิตใจของเราด้วย ตั้งสติให้ดีค่ะ ถ้าข้อไหนรู้ว่าทำไม่ได้จริงๆ เดาแล้วข้ามไปเลยค่ะ เอาเวลาไปเก็บคะแนนในส่วนที่เราทำได้ ทางที่ดี ทำส่วนที่เราถนัดก่อนดีกว่านะคะ

พี่บุ๋มขอให้น้องๆทุกคนโชคดี ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ