ย้อนดูเรียนครูรุ่นเก่า สู่ยุคใหม่ชาวศึกษาศาสตร์
|
|||||
|
เมื่อถามเด็กๆว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร? ส่วนใหญ่เราจะได้คำตอบค่อนข้างซ้ำซากอย่าง หมอ วิศวกร เภสัชกร นักบิน น้อยคนจะออกปากว่าตัวเองอยากเป็นครู ทั้งๆที่ในอดีตอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นที่ยกย่องเชิดชู หากลูกหลานบ้านไหนสอบติด "ครู" ถือเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอย่างมาก แต่อีกยุคหนึ่งกลับพบว่า การเป็นครูเป็นได้ง่ายดายเพียงแค่ลงเรียนภาคค่ำเท่านั้น! มาสู่ยุคปัจจุบันพบว่าการเรียนการสอนวิชาครูมีมากมายหลายแบบ ทั้งที่เรียนสายตรงในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มีทั้งหลักสูตร 4 ปี ต่อมาเป็น 5 ปี และแว่วๆว่าจะปรับอีกครั้งเป็น 6 ปี หรือเรียนต่อหลักสูตรต่อเนื่อง ยังมีหลักสูตรป.บัณฑิตหรือแม้แต่เรียนภาคค่ำ ทำเอาหลายคนสับสนกับชีวิตว่าหากอยากจะเป็นครูต้องเรียนหลักสูตรใดกันแน่ ลองมาย้อนอดีตดูวิวัฒนาการการเรียนการสอนวิชาครูกันดูสักครั้ง ว่าจริงๆแล้วในอดีตบ้านเรามีการเรียนการสอนอย่างไร และปัจจุบันใช้หลักสูตรใดในการผลิตครูกับกูรูผู้เชี่ยวชาญอย่าง รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้เล่าถึงยุคแรกๆในการผลิตครูว่า ในอดีตประเทศไทยเริ่มผลิตครูที่เรียกว่า ครูป.ป.(ประกาศนีย์บัตรประโยคครูประถม) และครูป.ม.(ประกาศนีย์บัตรประโยคครูมัธยม) ขณะนั้นยังไม่มีการผลิตครูระดับปริญญา ต่อมามีแนวคิดที่จะผลิตครูให้เพิ่มขึ้น โดยแบบแรกเอาคนที่จบคณะอื่นมาเรียนต่อครูในคณะครุศาสตร์ 2 ปี เช่น เอาคนที่จบอักษรศาสตร์บัณฑิตมาเรียนต่อครุศาสตร์บัณฑิต ก็จะจบในหลักสูตร อบ.คบ. ซึ่งเป็นหลักสูตรการผลิตครูของจุฬาฯในสมัยอดีต อย่างดร.วิจิตร ศรีสอ้าน (อดีตรมว.ศธ.)ก็จบมาในสมัยนั้น "อีกแบบคือ มีแนวคิดว่าน่าจะผลิตครูที่เรียนครูมาเฉพาะด้าน เป็นแนวคิดของประสานมิตรในอดีต ซึ่งได้ตั้งวิทยาลัยครูขึ้นมาโดยตรง คนที่จะเข้ามาเรียนต้องผ่านการหล่อหลอมให้มีความเป็นครูตั้งแต่ต้น มีการสอนทั้งวิชาการและวิชาครูไปพร้อมๆกัน ซึ่งแนวคิดนี้ก็มีได้พัฒนามาโดยตลอด จนถึงช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ก็พัฒนามาเป็นหลักสูตรปกศ.ต้น (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นต้น)คือ จบมศ.3 แล้วไปต่อปกศ.ต้นอีก 2 ปี หรือเทียบเท่าม.6 ในปัจจุบัน จบแล้วสามารถออกไปเป็นครูได้เลย และยังมีหลักสูตร ปกศ.สูง(ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง)คือ จบมศ.5 แล้วต่อปกศ.สูง 2 ปี (เทียบเท่าอนุปริญญา) ก็เป็นครูได้เช่นกันแต่เงินเดือนจะได้สูงกว่า หรืออีกหลักสูตร คือ ปอส. (อนุปริญญาทางการศึกษา)แต่หลักสูตรนี้ยกเลิกไปเมื่อประมาณพ.ศ.2510" คณบดีฯศึกษาศาสตร์เล่า |
|||||
"นักวิชาการสายการศึกษาก็มาหารือกันคิดเห็นเป็น 2 แนวคิด คือ 1. เห็นว่าการผลิตครูด้อยกว่ามาตรฐาน ไม่มีประสบการณ์ในการสอนเด็ก น่าจะเพิ่มให้การฝึกสอนมากขึ้น 2. เห็นว่าในบางประเทศให้ฝึกสอนเพียง 4-6 สัปดาห์ แต่ก็สามารถออกมาเป็นครูเก่งๆได้ ขึ้นอยู่กับตัวเด็กที่เข้ามาเรียนมากกว่า ต้องคัดเอาเด็กเก่งมาเรียน และผลสรุป คือ มีการปรับหลักสูตรให้เรียน 5 ปี และออกกฎหมายให้ครูต้องฝึกสอนเป็นเวลา 1 ปีก่อนจบออกไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าหลักสูตรนี้ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่บอกว่าเรียนจบ 4 ปีแล้วเป็นครูได้ อันนี้ไม่มีแล้ว และเรียนครูต่อเนื่อง 2 ปี ก็ไม่มีเช่นกัน นศ.ปวช./ปวส. หากจะเรียนครูต้องเทียบเข้าเรียน 5 ปีทั้งหมด" คณบดีฯศึกษาศาสตร์อธิบาย ส่วนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนขณะนี้ในเรื่องของป.บัณฑิต รศ.ดร.มนตรี ให้ความรู้ว่า การเรียนครูอีกแบบคือคนที่จบสาขาอื่นมา 4 ปี แล้วไปต่อหลักสูตรป.บัณฑิตอีก 1 ปี เพื่อขอใบประกอบวิชาชีพ แบบนี้ก็เป็นครูได้ แต่ตอนนี้คุรุสภายกเลิกไปแล้ว มีการเปิดหลักสูตร ป. บัณฑิตเพียงบางสาขาบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น เช่น วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ไม่ได้อนุมัติเป็นการทั่วไป หากใครที่ต้องการเรียนครูในสาขาอื่นที่ไม่ใช่สายวิทย์/คณิต แนะนำว่าให้ไปเรียนต่อป.โทอีก 2 ปีจะได้วุฒิป.โทและได้ใบประกอบด้วย ส่วนหลักสูตร 6 ปี (4+2) ตอนนี้ยังไม่มีมติอนุมัติจากครม. เพราะยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานออกมา และเชื่อว่าการเรียนครูต่อไปจะมีทุนให้แก่นศ.ที่สนใจอยากจะเป็นครูเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กหัวกะทิหันมาเรียนครู "ส่วนตัว มองว่าปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตครู คือ ต้องได้คนเก่งมาก่อนแล้วทุกอย่างจะไปได้สวย การฝึกสอนถึง 1 ปีนั้นไม่จำเป็น สามารถลดทอนลงได้ ดูจากทั่วโลกส่วนใหญ่ไม่ได้ใฝึกสอนนานขนาดนั้น อย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฟินแลนด์ หรือญี่ปุ่น ก็ฝึกไม่ถึง 1 ปี แต่เขามีการคัดกรองเด็กที่ดี เอาเด็กหัวกะทิมาเรียน โดยเขามีการจูงใจเด็ก โดยมีฐานเงินเดือนที่ดี มีฐานะทางสังคมและน่าเชื่อถือ แต่เด็กไทยไม่ได้มองถึงการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ แต่มองหาอาชีพที่ทำเงินให้กับตัวเองได้เท่านั้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่บ้านเราต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง เพราะประเทศจะพัฒนาได้ ต้องเริ่มจากครู เพราะครูสามารถสั่งสอนให้คนมีคุณภาพ จบออกไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ ดังนั้น ในอนาคต ครูจะเป็นอาชีพที่จำเป็นมากๆ โดยเฉพาะต่อไปจะต้องผลิตครูที่สามารถสอนรายวิชาต่างๆเป็นภาษาอังกฤษได้ หากทำไม่ได้ ต่อไปในการรวมอาเซียน คนต่างชาติจะมาแย่งแรงงานคนของเราไปหมด" รศ.ดร.มนตรี กล่าว ทั้งนี้ รศ.ดร.มนตรี ยังบอกอีกว่า โดยเฉพาะคณาจารย์และบุคลากรของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ยิ่งต้องปฏิรูปตัวเองก่อน เพราะเป็นแม่ปูของลูกปู เป็นครูที่สอนครูอีกทอดหนึ่ง มองว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพัฒนาทั้งในแง่ศักยภาพ เทคโนโลยีไอทีต่างๆ และด้านภาษาอังกฤษ ปรับการเรียนการสอนโดยใช้สื่อใหม่เข้ามาช่วย ต้องออกแบบการสอนใหม่ ต้องรีบพิจารณาตัวเอง ส่าวนรัฐบาลเองก็ควรให้ความสนใจเรื่องการผลิตครูให้มากกว่านี้ ครูที่ผลิตออกมาใหม่ต้องมีคุณภาพ ส่วนครูประจำการเดิมก็ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาเพื่อให้ทันยุคทันสมัย ดังนั้นคนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้คือครู หากครูเปลี่ยนไม่ได้แล้วใครจะเปลี่ยนได้ ในขณะที่ องค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันว่า หลักสูตรการเรียนการสอนครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในปัจจุบันยังคงใช้หลักสูตร 5 ปีเช่นเดิม ซึ่งคุณบัติของผู้ที่จะจบออกไปเป็นครูได้นั้น มีข้อกำหนดว่าต้องผ่านการฝึกสอนมาอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องให้เรียนครู 5 ปี แต่ที่กำลังมีปัญหากันอยู่ขณะนี้คือ บางคนที่เรียนสายอื่นมา 4 ปี แต่ไม่ไปเรียนเพิ่มอีก 1 ปี (ที่เรียกว่า 4+1) ในหลักสูตร ป.บัณฑิต เพื่อจะสอบเอาใบประกอบวิชาชีพครูนั้น ตรงนี้มีความเห็นว่าคนที่ไม่ได้ฝึกสอนครบตามระยะเวลาที่กำหนด แถมยังไม่ได้มีวิชาครูอย่างเต็มหลักสูตร ไม่มีความรู้มากพอที่จะออกไปสอนเด็กได้ เหมือนจะเป็นหมอแต่ไม่ได้เรียนวิชาหมอมาจะไปผ่าตัดคนไข้ได้อย่างไร |
|||||
ส่วนผู้คร่ำหวอดในวงการการศึกษาอีกท่านหนึ่งอย่าง รศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี ผอ.ศูนย์ทดสอบการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของหลักสูตรใหม่ 6 ปีว่า ในการเรียนครูในขณะนี้คือหลักสูตร 5 ปีนั้น ซึ่งได้ผลิตครูจบออกไป 3 รุ่นแล้ว ขณะนี้กำลังประเมินหลักสูตร 5 ปีว่ามีจุดแข็ง-จุดด้อยอย่างไร ต่อไปน่าจะพัฒนาไปเป็น 4+2 เพื่อให้ครูไทยมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งพิจารณากันอยู่ว่าครูประถมต้องเพิ่มสมรรถนะอย่างไรบ้าง และครูมัธยมก็ต้องเชี่ยวชาญวิชาเฉพาะทางให้มากขึ้น "เด็กจะได้เรียนเป็นป.ตรีควบป.โทและพอเป็นป.โท โดยสากลทั่วไปแล้วตัวเด็กจะต้องมีทักษาะในการวิจัย และสามารสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาขึ้นมาใหม่ได้ด้วย ที่ผ่านมาผมได้พยายามชี้แจงต่อผู้บริหารระดับประเทศว่า การเรียน4+2 ไม่ใช่แค่ใช้ระยะเวลาเพิ่มเพื่อให้ได้ป.โทเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคุณภาพที่ต้องดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ผมเห็นว่าเด็กที่เรียนครูจบป.ตรีแล้ว และเขามีศักยภาพที่จะสอนเด็กได้ก็ออกไปสอน ตรงนี้น่าจะยืดหยุ่นได้แล้วจึงกลับมาเรียนต่อโท. ส่วนใครที่เรียนต่อก็สามารถเรียนต่อเนื่องได้เลย" รศ.ดร.ศิริชัย กล่าว ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการเรียนสาขาอื่นมา 4 ปี แล้วต่อหลักสูตรป.บัณฑิต 1 ปีนั้น รศ.ดร.ศิริชัย ให้ความเห็นว่า ทราบว่าทางคุรุสภาได้ยกเลิกไปแล้ว เพราะเกิดมีปัญหาด้านคุณภาพมากมาย แต่หากมหาวิทยาลัยใดที่ยังเปิดสอนหลักสูตรป.บัณฑิตเป็นบางสาขา(วิทย์/คณิต) ก็เห็นด้วยเพราะเป็นการเพิ่มบุคลากรในสาขาที่ขาดแคลน แต่ย้ำว่าต้องดูแลควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยต้องได้การรับรองจากคุรุสภา ส่วนคุรุสภาเองก็ต้องทบทวนด้วยว่าจะมีการกำหนดมาตรฐานและคุณภาพให้เกิดมีขึ้นได้อย่างไร และไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เป็นข่าวกันอยู่ เพราะมันสะท้อนให้เห็นรอยด่างในวงการการศึกษาบ้านเรา จึงอยากให้ดูแลเรื่องนี้เป็นสำคัญ |
Credit http://manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9540000052172
|
ย้อนดูเรียนครูรุ่นเก่า สู่ยุคใหม่ชาวศึกษาศาสตร์ |
|
|
โพสต์เมื่อ
29/04/2554 10:06
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
29/04/2554 19:14
|
1
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
06/06/2554 19:45
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
29/09/2554 11:28
|
0
|
|
