เจาะใจ "ครูอ้อทิวไผ่งาม"เรามีหัวใจรักเพื่อนมนุษย์
เจาะใจ "ครูอ้อทิวไผ่งาม"เรามีหัวใจรักเพื่อนมนุษย์ ... เวลาทุกวันมีค่า ไม่อยากเสียเวลากับการเมือง
ตอนที่แล้ว "มติชนออนไลน์" ชวนไปสนทนากับ "ครูอ้อ -ณหทัย ทิวไผ่งาม" ทายาทรุ่นสองที่เข้ารับช่วงบริหาร "โรงเรียนทิวไผ่งาม" สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความมุ่งมั่นและตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างโรงเรียนในฝัน
บทสัมภาษณ์ ตอนนี้แล้ว ได้รับความสนใจจากผู้อ่านอย่างสูง อาจเป็น เพราะ"ครูอ้อ -ณหทัย ทิวไผ่งาม" เป็นคนดัง เป็นอดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียงที่ยังสาวและสวย
ในตอนใหม่นี้ จะนำเสนอ "เบื้องหน้าและเบื้องหลัง"ของ ทิวไผ่งาม พ.ศ. 2554 ที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่อนาคตและความทันสมัย รวมถึงความในใจที่เธออยากบอกกับสังคม ...
*ระบบการศึกษาจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว "ครู" เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ
เรื่องครู เป็นเรื่องของพรสวรรค์ กับพรแสวง ทุกอย่างเป็นเรื่องของหัวใจ ของคนที่รักเพื่อนมนุษย์ หรือมีความรู้สึกที่อยากจะให้ ต้องมีความรู้ในส่วนที่ตนเองสนใจค่อนข้างลึกหน่อย ไม่อย่างนั้นการเป็นครูก็จะไม่ประสบความสำเร็จ การเป็นครูไม่ใช่ไปยืนหน้าห้องแล้วบอกความรู้แบบหุ่นยนต์ อย่างนั้นให้ทีวีสอนก็ได้ แต่ครูต้องเข้าถึงจิตวิญญาณของเด็ก และเวลาสอนต้องสังเกตว่า เด็กคนนั้น คนนี้เป็นอย่างไร ทิวไผ่งามเรามีเรื่องราวตรงนี้มาพอสมควร ถึงจะไม่นาน บางคนเริ่มชีวิตครูที่ทิวไผ่งามมาจากพรสวรรค์แท้จริงโดยมี 3 สิ่งครบ คือความรู้ ความรัก และความรู้สึกที่อยากจะให้ แต่การเป็นครูของบางคนก็เริ่มมาจากสาเหตุอื่น เป็นเรื่องของพรแสวง คือ คุณสามารถมีความเก่งหรือสามารถพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าประกอบไปด้วยความพยายามที่จะฝึกฝนในเรื่องนั้น มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนไว้ว่า อัจฉริยะที่เก่งๆ ในโลกนี้ทุกคนต้องมีการฝึกฝนในชีวิตทุกคน สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่พรสวรรค์ ควบคู่กับพรแสวง
ทิวไผ่งามเราพยายามปลูกฝัง เรื่องการรักมนุษย์ ถ้าไม่รักเพื่อนมนุษย์เป็นครูไปก็ไม่ได้ เพราะมันจะมีความรำคาญและไม่มีความอดทนที่จะต้องมานั่งช่วยชีวิต ช่วยแก้ไข ในการคัดเลือกครูที่เข้ามาสอนนักเรียนในทิวไผ่งาม อ้อต้องนั่งคุยกับครูร้อยกว่าคน พูดคุยกันเรื่องทั่วไป การจัดการ ปัญหาในชั้นเรียนที่สอน เพื่อเลือกเฟ้นว่า คุณสมควรที่จะเป็นครูต่อหรือเปล่า หรือยังพอพัฒนาได้ หรือหมดทิศทางแล้ว
คนเก่งบางคนรู้เยอะมาก แต่ว่าไม่อยากให้ใคร(หวงวิชา) ขณะที่บางคนรู้สึกว่า อยากให้มาก ไม่ให้ไม่ไหว ยิ่งให้ยิ่งอิ่มเอิบ รู้สึกมีความสุข มีครูผู้ชายคนหนึ่งมาบอก เขาพูดไปแล้วเหมือนจะร้องไห้ เราก็บอกว่า ครูหนักหน่อย(นะ)เทอมนี้ เริ่มต้นมาก็มีเด็กติดเกมส์อยู่ในห้องแล้ว เขาบอกไม่เป็นไรครับ วันที่ผมเปลี่ยนให้เขาจากเป็นคนไม่ดีเป็นคนดีได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมทำอาชีพนี้ แล้วเขาก็น้ำตารื้นๆ
*ทิวไผ่งาม เลือกครูดีอย่างไร
จริงๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำไม่ได้สอนให้ครูมีความอดทน เพราะความเป็นครูต้องอดทน อันนี้เป็นเรื่องจำเป็น ครูกวดวิชากับครูในโรงเรียนที่เฝ้าอยู่กับการพัฒนาของเด็กก็คนละแบบนะ เพราะครูกวดวิชาอาจไม่ต้องมีความรักเพื่อนมนุษย์มาก แต่มีวิญญาณในการให้กับความรู้เยอะ แต่ว่าการที่คุณจะต้องมาแก้ปัญหาชีวิตเขาด้วยว่าเด็กคนนี้เรียนแบบไหนได้ หรือไม่ได้ สำคัญยิ่งกว่า
เราถึงเกิดการนำทฤษฎีเรื่องพหุปัญญาออก มา เพราะเราเชื่อมั่นในเด็กที่เข้า ทิวไผ่งาม ว่า เขาต้องมีดีในตัวเอง ใน 8 อย่าง ที่เรียกว่าความฉลาด ตามที่นักสื่อสารหรือนักจิตวิทยาบอกว่า มนุษย์เกิดมาทุกคน ด้วยความฉลาดที่รวมอยู่ในตัวเอง ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน มันเป็นเรื่องของอ้อกับครู และของพ่อแม่ด้วยในการที่จะช่วยกันค้นพบเพื่อไม่ให้เขาหลงทาง ในการเลือกสาย สมัยม.ปลาย แม้กระทั่งการเรียนปริญญาตรี หรือตอนนี้ ตัวอ้อก็ยังมีเพื่อนหลายคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอาชีพอะไร เพราะลองมาแล้วหลายอย่าง
* คำว่ารักมนุษย์มันดูเป็นนามธรรม วิธีการทำอย่างไร
เราให้เวลา 3 เดือน ให้ครูของเรา พูดได้เลยยิ่งดี ว่า รักเด็กอะไรได้ เราจะไปสังเกตและสร้างสถานการณ์ อย่างเช่น มีเด็กมีปัญหาในห้องทุกอาทิตย์จะเรียกครูคนนั้นขึ้นมา โดยคุณครูฝ่ายวิชาการ คุณครูผู้อำนวยการและหัวหน้าสาระ จะคอยตามดูว่า เด็กคนนี้ใส่ใจดูแลยังไง เรารู้ว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร แล้วดูว่า ครูคนนี้สอนไปแล้วใส่ใจไหม จากการมาพูดคุยนิเทศน์การสอน เดือนหนึ่งก็รู้แล้ว การติดตามจริงๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก คนเราจะซ่อนตัวตนได้ไม่นาน แล้วเวลาพูดจากันคนอื่นอาจไม่รู้ แต่อ้อรู้ว่า ครูแต่ละคนเป็นอย่างไร คนนี้ดีแต่พูด หรือคนที่ไม่พูดแต่ทำ ส่วนหนึ่งสังเกตตรงนี้ อีกส่วนหนึ่งเราดูจากผู้ปกครอง มีใบประเมินจากเด็กเราให้คุณครูหัวหน้าสาระ เป็นคนไปตามดูนิเทศน์ และให้ครูวิชาการมาดู หลายๆ อย่างเป็นการพิสูจน์ อันนี้่ครูใหม่ด้วยนะคะ เราตามดู อย่างนี้เช่นกัน ครูเก่าที่ไม่ยอมแก่ ครูบางคนไม่ยอมล้าสมัย บางคนถึงกับน้ำตาซึม บอกว่าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ต้องบังคับเขา เพื่อทำให้ได้ ถ้าเป็นครูแล้วตามเด็กไม่ทันไม่ได้ หัวไม่ขยับหางมันก็ไม่ตามหรอกค่ะ
*เด็กที่จบจากทิวไผ่งาม มีบุคคลิกอย่างไร
ง่ายๆ เลย มีความสมาร์ท ในการพรีเซ้นต์ตัวเองแบบไทยไม่ใช่แบบฝรั่ง เรายังมีความเคารพอ่อนน้อม แต่ว่า มีความรู้ที่จะสามารถตอบโต้กับบุคคลภายนอกได้ เราใช้คำว่า สมาร์ทร่างกาย สมาร์ทจิตใจและสมาร์ทสมอง เสียงจากคนข้างนอกที่สะท้อนกลับมา บอกว่า เด็กทิวไผ่งามมีบุคคลิกภาพเรียบร้อย อ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ และมีความรู้ดีในเรื่องของภาษาอังกฤษและไอที แต่งตัวดี (ยิ้ม)
*อัตราการเรียนต่ออุดมศึกษาของเด็กทิวไผ่งาม
เขาไปสอบเข้าได้หลายสาขา มีตั้งแต่แพทย์ สถาปัตยกรรม วิศวะกรรมศาสตร์ ด้านิเทศ วารสารศาสตร์ก็มี แต่ยังไม่ค่อยเห็นใครไปเป็นครู (หัวเราะ) ส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองเขาพาลูกหลานไปเรียนไหนก็อยากให้จบจากสถาบัน ท็อปเท็น ท็อปไฟว์ ของเมืองไทยในระดับอุดมศึกษา เรื่องนี้เราให้ความสำคัญ เราถึงสร้างกระบวนการในการเรียนรู้ของเด็กมา 3 ทาง คือเรื่องวิชาการเป็นเอก เราต้องตั้งเป้าว่าในปีนี้ จะติดที่นั่นที่นี่เท่าไหร่ ในจำนวนเด็กเท่านี้ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล ทุกวันนี้เราเน้นให้เด็กสอบตรง ตามแนวทางที่ทำมาข้างต้น คือให้เด็กรู้ตัวเองก่อนแล้วไม่ใช่ไปเลือกสุ่มเอาในตอนการสอบมหาวิทยาลัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคุยกับทางบ้านของเขาเองด้วย เผื่อบางคนมีกิจการที่สานต่อของครอบครัว หรือบางคนก็ปล่อยลูกเรียนไปเลย
*สังคมของโรงเรียนทิวไผ่งาม แตกต่างจากที่อื่นตรงไหน
นี่คือสิ่งที่เริ่ม จากยุคคุณพ่อ เรายังคงเอาไว้ เราเป็นโรงเรียนไทย ก็ยังคงการแต่งกายและที่สำคัญคือคำพูด การมีสัมมาคารวะ เด็กทิวไผ่งามจะต้องไหว้ทุกครั้งที่เจอครู แต่งตัวต้องเรียบร้อย เรื่องสูบบุหรี่ไม่มี ชู้สาวห้าม ถ้าปล่อยเกินไป มันยากที่เด็กจะเรียนรู้ได้เองว่า สิ่งถูกกับผิดเป็นอย่างไร และยิ่งสมัยนี้สื่อที่เข้ามาควบคู่ อย่างเช่นการมีแฟนมันกลายเป็นเรื่องธรรมดามาก หรือการที่ใครไปอยู่กันก่อนแต่งมันเริ่มเข้ามาแรงมาก สิ่งที่เราจำเป็นต้องรักษาตรงนี้ไว้ คือเรายังมีความเป็นไทยสูง
*ทุกวันนี้เราใช้เวลาในการบริหารโรงเรียนอย่างไร ?
3 วันหลักๆ เท่ากับเวลาที่คุณครูทุกคนมาทำงาน แต่อีก 2 วันใช้เวลาในการไปพูดคุยหาเครือข่ายเน็ตเวิร์ค นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเอาเข้ามาในโรงเรียน ไปพูดคุยกับคน เพราะเราจำเป็นต้องหาคนที่ดูแนวโน้มดูกระแส ดูทิศทางเปิดทางให้เราไปทำอะไร
ที่นี่อาชีพของเราเป็นสิ่งที่พ่อแม่เราเริ่มมา และก็มันก็เป็นจิตวิญญาณของอ้อด้วย เราโตมาแบบนี้ มันไม่ได้ฝืนความรู้สึกตัวเอง
*อยากให้สังคมรู้จัก ทิวไผ่งาม ...
เป็นสังคมที่สร้างคนที่มีคุณภาพ ไม่ได้สร้างคนเก่งอย่างเดียว คนเก่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีคุณภาพ คนคุณภาพ คือคนที่สามารถเอาตัวรอดในชีวิตบั้นปลายที่เหลือเมื่อออกจากรั้วสถานศึกษาไป แล้ว ซึ่งต้องเป็นคนมีความรู้รอบตัว มีความสามารถเท่าทันเหตุการณ์ ความรู้เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เขาก้าวไป แต่การจะมีชีวิตรอดอยู่ได้จากวันที่เขาก้าวออกไปจากทิวไผ่งาม ทักษะชีวิตนั้นสำคัญมากกว่า
*ถ้าเด็กที่แย่มาก เกเรมาก จัดการอย่างไร
อ้อเชื่อว่า ทุกคนมีจุดเปลี่ยนในชีวิตได้ แต่ต้องมานั่งคุยกัน ดูประวัติความเป็นมา จากโรงเรียนเก่าๆ ว่าเป็นอย่างไร เขามีจุดเปลี่ยนอะไรถึงทำให้เป็นแบบนี้ หรือเดิมเขาไม่ได้เป็นแบบนี้ พ่อแม่เขาเป็นอย่างไร พ่อแม่แตกแยก ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พ่อแม่สอนลูกไหม หรือพ่อแม่ก็สอนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องมานั่งศึกษาดูก่อน ทำพันธะสัญญา ถ้าเขามาทิวไผ่งาม เห็นว่า เกเรมาก แต่เด็กคนนี้ไม่ได้เกรดตกต่ำขนาดนั้นเลย แสดงว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้น เราจะต้องสั่งงานครูประจำชั้น ครูฝ่ายปกครอง ผู้อำนวยการให้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดและคอยเป็นกำลังใจ เด็กจะเลวร้ายแค่ไหนเขาต้องการกำลังใจ และเขาเปลี่ยนไปสู่จุดที่ดีได้
ตั้งแต่ก่อนรับเข้า เด็กไม่เก่งเราไม่กลัว เรากลัวเด็กที่มีความประพฤติไม่ดี คนเราต้องถูกหล่อหลอมอยู่กับสิ่งที่ดีๆ เหมือนคำพังเพยโบราณ คบคนพาลพาลไปหาผิด คบบัณฑิตพาไปหาผล นี่คือสโลแกนดั้งเดิมที่พ่อสร้างมาและอ้อยังคงแบบนี้ไว้
* ปฎิบัติกับเด็กที่ฉลาดกับเด็กที่เรียนรู้ช้า อย่างไร
ส่วนหนึ่งก็คือเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง อย่างเช่นในระดับม.ปลาย ตอนนี้เราสร้างระบบนี้ขึ้นมา เพราะในสังคมตอนนี้เราต้องสร้างให้เขารู้ว่าต้องช่วยเพื่อน เพื่อให้เขารู้ว่า ฉันไม่ได้เก่งคนเดียว ฉันต้องเอาตัวรอดคนเดียว มันไม่ใช่เลย
ขณะที่เด็กเก่ง เรามีโครงการสู่ความเป็นเลิศเพื่อให้เขาได้พัฒนาศักยภาพที่เราค้นพบเห็นชัด ให้ไปสุ่จุดสูงสุด จะส่งไปแข่งขัน หรือเตรียมความพร้อมของเขาให้เข้ามหาวิทยาลัยที่ดีๆ เราไม่ตัดโอกาสเหล่านั้น แต่ในเรื่องของกิจกรรมพหุปัญญา เขาก็ต้องมารวมกับกลุ่มที่ไม่เก่ง ซึ่งไม่ได้รวมกันในแง่วิชาการแต่มารวมกันในแง่ของการอยู่เป็นสังคม มีปัญหาให้แก้ อย่างเช่น ครูให้ไม้ไผ่มา 10 ชิ้น ตั้งโจทย์ว่า ตอนนี้พวกเธอกำลังไปตกระกำลำบากอยู่ในป่า ไม่มีเครื่องมืออะไรเลย นี่คือตรรกะเรื่องความคิด มันคือชีวิตจริงที่ทุกคนต้องแก้ปัญหา อ้อสร้างกิจกรรมพวกนี้ขึ้นมาเป็นชุดเพื่อทดสอบเด็ก และเด็กไม่เก่ง(นี่ล่ะ) ที่เขาจะไปช่วยเด็กเก่ง คิดว่า วิธีการเอาไม้ไผ่มาเรียงกันแล้วให้คุณปลอดภัยจากสัตว์ร้าย หรืออันตราย แม้แต่จะมีผ้าอะไรมาปิดไว้ เด็กที่ไม่เก่งก็จะได้รับการยอมรับจากเด็กเก่งในห้องเรียน มันมาจากพื้นฐานที่อ้อเชื่อว่าเด็กทุกคนเก่งในแต่ละทาง แต่เราต้องตอบสนองสังคมพ่อแม่ว่า เขายังต้องการให้ลูกเขาไม่ด้อยวิชาการ เราต้องช่วยลูกเขาอย่างเต็มที่
*ระหว่างคุณภาพกับ ปริมาณ ครูอ้อเลือกอะไร
เลือกคุณภาพ(ค่ะ ) บอกตรงๆเลยนะ ถ้าจะรับเด็กในเชิงปริมาณ เปล่านี้เต็มไปหมดแล้ว การคัดเลือกเด็กที่เราเปิดกว้างกว่าโรงเรียนทั่วไป เพราะเราไม่ได้ปิดกั้นด้วยการสอบ แต่เราดูเกรดว่าโอเคก็รับมา เด็กที่จบไปก็มีหลายคน ที่ม.ต้นเข้ามา 2.5 พอขึ้นม.ปลายไม่รู้ถีบตัวเองมาได้อย่างไร ขึ้นไปเฉลี่ย 3 กว่า มันไม่ภูมิใจกว่าเหรอ อ้อภูมิใจครูที่รักเพื่อนมนุษย์ อยากให้เพื่อนมนุษย์ดีขึ้น ก็เพราะเหตุนี้ โรงเรียนมีหลายแบบ คนเก่งก็ไปอยู่กับคนเก่งเรียนกันไป แข่งกันไป แต่โรงเรียนเราสร้างตรงนี้ การเรียนรู้อยู่ร่วมกันในชีวิตบั้นปลายมากกว่า ถ้าเรารับมั่วเข้ามา อ้อ เชื่อประมาณ 5-6 พันคนก็ทำได้ แต่เราต้องดูศักยภาพเราไหวไหม เด็กห้องหนึ่ง 60 คน เงินกับคุณภาพ เราเลือกคุณภาพ การศึกษาไม่ใช่ทำแล้วกำไรสูง เราก็มีธุรกิจอย่างอื่นที่เราทำอยู่ เราไม่ใช่โรงเรียนมูลนิธิ แต่ทำด้วยใจรัก
*ทิศทางของทิวไผ่งามใน 10 ปีข้างหน้า ?
ในอนาคตก็อาจขยายในระดับอุดมศึกษา จริงๆ แล้วอยากจะดีไซน์ให้เป็น ม.ปลาย เกี่ยวกับอุดมศึกษา คือ ย่นระยะเวลาเข้าไปอีก แต่ให้เด็กมีการฝึกฝนเกี่ยวกับอาชีพในอนาคต ความจริงการเรียนอาชีวะเป็นสิ่งที่ดีนะในอนาคต แต่เมืองไทยเราไม่นิยม อาชีวะเป็นการเรียนที่ได้ปฏิบัติจริง ในสายสามัญเรียนแต่ทฤษฎีมากเกินไป ในอนาคตอาจจะมีระดับอุดมศึกษา และมุ่งไปในด้านไอทีเพื่อตอบสนองทิศทางของบ้านเมือง และทิศทางของโลก สร้างเด็กที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้
*อุดมศึกษา ของ ทิวไผ่งาม จะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด
น่าจะไม่เกิน 5 ปีแต่คงไม่ได้เริ่มอยู่ๆ จะมาเป็นมหาวิทยาลัยทันที แต่อาจจะเป็นสถาบันที่เกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี
*สักวันจะกลับไปทำงานการเมืองอีกครั้งหรือไม่
จะกลับไปก็ต่อเมื่อได้ทำงานแล้วสร้างผลงานขึ้นมาบ้าง แต่นั่นหมายความว่า แนวโน้มรัฐบาลต้องมีเวลาในการทำงาน ถ้าเข้าไปแล้วมีความขัดแย้งอ้อว่า เสียเวลาในการทำงาน เวลาทุกวันของอ้อมีค่า ไม่อยากเสียเวลา วันนี้ค้นพบว่า จุดยืนเราอยู่ตรงไหน ถ้าตัวเองแน่และดี(ซะ)อย่างอยู่ที่ไหนก็เปลี่ยนแปลงสังคมรอบตัวได้
ไม่ได้หมายความว่า ฉันแน่ ฉันไม่แคร์ แต่ เวลา ของคนแต่ละคนมีเท่ากันหมด แต่บางคนชอบที่จะเอาไปทำอะไรสารพัด สารพัน อย่างการเมืองมันต้องใช้พลัง ถ้าเป็นส.ส.พอพูดคุยกับประชาชนเจอปัญหาอะไรมาผลักดัน แต่พอขึ้นสู่ระดับพรรคเพื่อจะเปลี่ยนอะไรมันไม่ง่าย อ้อ ว่า การเมืองมันมีอะไรซ่อนอยู่ในองค์กร ในเมื่ออ้อมีองค์กรของตัวเอง อ้อ เป็นนายกฯ ขององค์กรอ้อเอง ที่อยากจะชี้ไปทางนั้น ทางนี้ ทุกคนก็พร้อม ถ้าคนที่มีองค์กรขนาดอ้อ 2-3 พันคน ทุกคนมีความตั้งใจนี้มันก็ทำประเทศให้ไปข้างหน้าได้เช่นกัน แล้วสุดท้ายนักการเมืองในวันข้างหน้าก็จะกลายเป็นพวกหน่อมแน้มไปเองว่า ดูซิคนรุ่นใหม่ เขายังทำอย่างนี้ แล้วทำไมคุณยังมานั่งทะเลาะกัน.