ทพ.สม สุจีรา  www.Tutorsom.com

                  (  ตอนที่ 1http://www.unigang.com/Article/7771)

             ปัจจุบันประเทศไทยมีแพทย์ที่ผ่าตัดสมองได้เพียง 400คน  จิตแพทย์ 400 คน   วิสัญญีแพทย์ 600 คน จักษุแพทย์ 700 คน  มีสูตินรีแพทย์ 1,800คน ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนกุมารแพทย์ และ  อายุรแพทย์ 2,500 คน (จำนวนโดยประมาณ)

            เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทย 65ล้านคน จะเห็นได้ว่า ปัญหาการขาดแคลนแพทย์อยู่ในขั้นวิกฤติ  ยิ่งไปกว่านั้น แพทย์ก็ยังมีการแยกสาขาย่อยออกไปอีกเช่น  อายุรแพทย์โรคเลือดและหัวใจ   อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร   อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ   กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด  กุมารแพทย์ประสาทวิทยา  กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อ   กุมารแพทย์ระบบทางเดินหายใจ· กุมารแพทย์โรคหัวใจ· ศัลยแพทย์ทรวงอก   ศัลยแพทย์ตกแต่ง   ศัลยแพทย์หลอดเลือด  ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักฯลฯ ทำให้จำนวนแพทย์ในแต่ละสาขายิ่งน้อยลงไปอีก

           ดังนั้น การเรียนแพทย์ จึงสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้เป็นอย่างมาก  ความสุขที่ได้จากการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิต  เป็นความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้  และถ้ามองในเชิงพุทธศาสตร์ แพทย์ก็เป็นวิชาชีพที่มีโอกาสสร้างบุญกุศลได้อยู่ตลอดเวลา ตามหลักพรหมวิหาร 4คือ เมตตา (ปรารถนาให้คนไข้มีความสุข) กรุณา (ปรารถนาให้คนไข้พ้นทุกข์)  มุฑิตา (ยินดีเมื่อคนไข้หายป่วย) และ อุเบกขา (ทำใจ เมื่อช่วยอย่างสุดฝีมือแล้ว)

            แพทย์เป็นวิชาชีพที่ค่อนข้างอิสระ ไม่มีเจ้านาย แม้ว่าจะมีหัวหน้า แต่ทุกคนก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน  เป็นวิชาชีพสีขาว คือไม่ค่อยมีปัญหาการขัดแย้งรุนแรง ความอิจฉาริษยา การคอรัปชั่น หรือการใช้อารมณ์ ในหมู่แพทย์  ทุกคณะ ทุกสถาบัน มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน แม้จะเป็นแพทย์จากมหาวิทยาลัยเอกชน เมื่อทำงานในโรงพยาบาล ทุกคนเท่าเทียมกัน  ถ้าสอบเข้าแพทย์ได้ ที่ไหนก็เหมือนกัน

           ปัจจุบัน ระบบการรักษาพยาบาลในประเทศไทย มีความใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว  แพทย์จึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  เพราะมีกองทุนเข้ามาช่วยเหลือจำนวนมาก เช่น กองทุนสามสิบบาทรักษาทุกโรค  กองทุนข้าราชการพลเรือน  กองทุนประกันสังคม  กองทุนพรบ.ประกันภัยบุคคลที่ 3  และกองทุนประกันชีวิตของบริษัทเอกชนต่างๆ  ทำให้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายถูกยกไปให้เป็นหน้าที่ของกองทุนรับผิดชอบ เช่น  ชายไม่ทราบชื่อถูกรถชนแล้วหนี   แพทย์สามารถให้การรักษาได้ทันที แล้วไปเบิกกับกองทุนประกันภัยบุคคลที่ 3 

            แม้ว่าแพทย์จะทำงานหนัก แต่ ก็สอดคล้องกับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล  ดังนั้นแพทย์อาจจะไม่ร่ำรวยอย่างนักธุรกิจใหญ่ แต่แพทย์ก็ไม่ยากจน  และดำรงตนอยู่ในสถานะชนชั้นกลางระดับบนได้อย่างสบายๆ  มีการสำรวจโดยฟอร์บส์ ( Forbes ) นิตยสารชื่อดัง ถึงรายได้ของวิชาชีพต่างๆในสหรัฐอเมริกา พบว่า 10 อันดับแรก เป็นแพทย์ถึง 9อันดับ ได้แก่
1. วิสัญญีแพทย์  $184,340
2. ศัลยแพทย์       $184,150
3. สูตินรีแพทย์     $178,040
4. หมอจัดฟัน         $176,900
5. หมอผ่าตัดช่องปาก $164,760
6. หมอรักษาโรคอวัยวะภายใน  $160,860
7. หมอใส่ฟัน         $158,940
8. จิตแพทย์             $149,990
9. หมอรักษาโรคทั่วไป  $149,850
10. หัวหน้าผู้บริหาร   $144,600
11. หมอเด็ก              $141,440
12. หมอฟันGP        $140,950
13. กัปตันนักบิน และวิศวกรสายการบิน  $140,380
14. ทนายความ $113,660
15. หัวหน้าวิศวกร $110,030
16. หมอฟันเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอื่นๆ $108,340
17. ผู้จัดการฝ่ายการตลาด $107,610
18.  ผู้จัดการฝ่ายขาย $102,730
19. วิศวกรปิโตรเลียม $101,620
20.. ผู้จัดการฝ่ายการเงิน $101,450


         ถ้าเปรียบการเรียน เป็นเสมือนการวิ่งมาราธอน   นับแต่อนุบาล 1 จนถึงชั้น ม.6  ที่ทนเหนื่อยยากมาทั้งตัวนักเรียนเองและผู้ปกครอง  ก็เพื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้  ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงหกเดือนก่อนวันสอบเข้า ถือว่าอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายหกสิบเมตรก่อนเข้าเส้นชัย ดังนั้นใครมีแรงเท่าไร ต้องใส่ให้หมด  ถ้าผ่านการสอบเข้าครั้งนี้ไปได้ น้องก็ไม่ต้องสอบเข้าอะไรอีกแล้ว  ยิ่งถ้าสอบเข้าแพทย์ได้  ความเหน็ดเหนื่อยของพ่อแม่ทั้งหมด จะหายเป็นปลิดทิ้ง มีแต่ความดีใจ ชื่นชม และภูมิใจในตัวลูก ปีที่ผ่านมามีโอกาสได้ติวน้องๆหลายคนที่ไม่คิดว่าจะสอบเข้าได้ ติดแพทย์ไปหลายสถาบัน บางคนโทรศัพท์มาขอบคุณ บางคนส่งเป็นอีเมล์  บางคนก็มาหาถึงคลินิก  ได้เห็นความดีใจของผู้ปกครองและตัวนักเรียนเอง คนสอนก็พลอยภูมิใจไปด้วย (อ่านความเห็นของนักเรียนได้ที่ Tutorsom.com)

           หกเดือนต่อจากนี้ไป น้องต้องเลิกดูโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ท่องเที่ยว เล่นเกม เดินห้าง คุยโทรศัพท์ไร้สาระ ฯลฯ ทุ่มเวลาไปให้กับการอ่านหนังสืออย่างเดียว เพราะเป็นหกเดือนที่แลกกับอนาคตทั้งชีวิต  และผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ขอยืนยันว่า คุ้มค่าจริงๆ หลังจากสอบเข้าได้แล้ว ยังเหลือเวลาอีกถึงห้าหกสิบปี สำหรับการเล่นหรือทำอะไรอย่างที่ใจต้องการ


ผมจะทยอยส่งบทความให้เป็นระยะๆนะครับ คิดว่า น่าจะมีประโยชน์กับน้องๆ
 
การอ่านหนังสือต้องสร้างแรงบันดาลใจก่อน หลังจากนั้นความพยายามจะตามมาเอง
 
ส่วนการติว ผมคิดค่าสอนถูกมากครับ (มีอาหารเลี้ยงด้วย) ทำด้วยใจรัก
 
ลองอ่านความเห็นของน้องคนที่เคยเรียนได้ที่นี่ครับ http://www.tutorsom.com/Opinion/Medinterview.htm

 

http://unigang.com