คำว่า "หมอผิวหนัง" ที่พวกเรารู้จักคุ้นเคยกันอยู่นี้ ประกอบด้วย หมอ 2 กลุ่ม คือ

- กลุ่มที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ได้รับการรับรองโดย แพทยสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบดูแลมาตรฐานทางการแพทย์

- อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรดังกล่าว อาจเป็นเพียงผู้ ที่จบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต (หรือที่เรียกกันว่า หมอทั่วไป) หรือ เป็นหมอ สาขาใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหมอสูตินรีเวช หมออายุรกรรม หมอศัลยกรรม หมอ เด็ก หมอเอ็กซเรย์ หรือหมอแผนกอะไรก็ได้ที่เปิดรับรักษาโรคผิวหนัง


แปลกใจหรือครับ เรื่องนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะ กฎหมายไทย ( และกระทั่งของสหรัฐอเมริกา ) ผู้ที่จบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต และมีใบประกอบโรค ศิลป์มีสิทธิ์ที่จะทำการรักษาโรคอะไรก็ได้ ถ้าพูดภาษาชาว บ้านก็คงจะคล้าย ๆ กับทำนองที่ว่า "ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ" ไม่ผิด กฎหมาย ตราบใดที่ไม่ทำผิดศีลธรรมจรรยา ไม่ผิดมาตรฐานทางวิชาชีพ และไม่แอบ อ้างว่าเป็น "แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนัง"




เส้นทางการเรียนหมอ


มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากให้ลูกหลานเรียนหมอ แต่ไม่เคยรู้เลย ว่าเส้นทางนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงมีทั้งผู้ที่สมหวังและผิดหวังกับการมา เรียนหมออยู่ไม่น้อยในแต่ละปี

ระบบการเรียนหมอในปัจจุบันมีความแตกต่างไปจากเมื่อ 20 ปีก่อน มาก โดยส่วนตัวแล้ว มีความเห็นว่าระบบใหม่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นระบบที่ ไม่ดี ขาดความประณีตในการผลิตหมอ มีความบีบคั้นนักศึกษาแพทย์มากเกินไปในทุก ขั้นตอน ทำให้มีปัญหามากกว่าระบบเก่าในเรื่องคุณภาพและความรู้สึกรักวิชาชีพ ของหมอที่จบใหม่

ในระบบเดิมนั้น ผู้ที่ผ่านการสอบเอ็นทรานซ์เข้ามาแล้วจะต้อง เรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานทางชีวภาพ 2 ปี แล้วจึงเรียนวิชาพื้นฐานทางการ แพทย์ หรือที่เรียกว่าเตรียมแพทย์อีก 2 ปี หลังจากนั้นจึงเข้าไปเรียนกับคน ไข้หรือที่เรียกว่าขึ้นวอร์ดอีก 2 ปี ต่อจากนั้นจึงจะมีการสอบขั้นสุดท้าย เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของผู้ที่เรียนจบให้แน่ใจว่ามีความรู้พื้นฐานเพียงพอที่ จะเริ่มทำงานเป็นหมอได้ ดังนั้นกว่าจะจบปริญญาแพทยศาสตร์ได้ต้องใช้ เวลา 6 ปีเต็ม หลังจากนั้นต้องฝึกงานอยู่ในโรงพยาบาลอีก 1 ปี จึงจะได้รับใบ อนุมัติให้ประกอบวิชาชีพได้ซึ่งก็คือใบประกอบโรคศิลป์นั่นเอง

ตลอดชีวิตการเรียนหมอใน 7 ปีแรกนั้น มีวิชาที่ต้องเรียนมากมาย จริง ๆ มากจนต้องถือว่า วิชาเกี่ยวกับทางผิวหนัง หรือ ตจวิทยา (ตจะ หรือ ตโจ แปลว่าผิวหนัง) เป็นวิชาปลีกย่อย ซึ่งไม่สำคัญ เท่ากับวิชาสูตินรีเวช ศัลยกรรม อายุรกรรม และกุมารเวช

ซึ่งก็เป็นความจริง ภายใต้เงื่อนไขกรอบเวลาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนั้น การบรรยายสอนเกี่ยวกับ วิชาผิวหนังมีเพียงไม่กี่ครั้งในช่วงที่เป็นนักศึกษาแพทย์ และในช่วงที่มา ฝึกงานในโรงพยาบาล 2 ปีสุดท้าย ก็มีการฝึกงานที่หน่วยผิวหนัง เพียง 9 คาบ ๆ ละ 3 ชั่วโมง จบแล้วก็เป็นอันว่าจบกันไป จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าทำไมหมอทั่วไปและหมอที่อยู่ในสายวิชาอื่น ๆ มักจะมีพื้นฐานทางวิชาผิว หนังไม่เพียงพอ ถ้าการเรียนวิชาผิวหนังเป็นเรื่องง่าย คงไม่ต้องใช้เวลา อีก 3 - 4 ปี ในการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังหรอกครับ


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง


ผู้ซึ่งจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว มักจะต้องไปทำงานชดใช้ ให้กับรัฐบาลเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นบางคนก็ไปเรียนต่อทาง อายุรศาสตร์ บ้างก็ต่อทางศัลยกรรมหรือสาขาอื่น ๆ อะไรก็ตามที่มีโอกาสได้ เรียน สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าฝึกอบรมทางผิวหนังนั้น จะต้องใช้ เวลา 3 - 4 ปี ในการศึกษา ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า แพทย์ประจำ บ้าน หรือ เรสซิเดนท์ ( Resident ) สาขาตจวิทยา

ปีแรกที่เรียนต้องทำงานในแผนกอายุรศาสตร์เหมือนกับผู้ที่มาฝึก เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางการแพทย์ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในช่วง 1 ปีนี้ต้องดูแลคนไข้ในโรงพยาบาล ทั้งที่เป็น ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกทุกโรคไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคสมอง โรคหัวใจ หืด หอบ โรคเลือด โรคภูมิแพ้ สารพัด ตลอดไปจนถึงต้องอยู่เวรในห้องฉุกเฉิน และ ห้องไอซียูด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหมอผิวหนังจึงสามารถให้คำ แนะนำ เกี่ยวกับโรคอื่นได้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่รู้เพียงแต่ทางผิวหนังเท่านั้น

สำหรับอีก 2 - 3 ปีต่อมา ต้องทำงานในแผนกผิวหนังทุกวัน เพื่อ สร้างทักษะและความรู้ที่จำเป็น ทุกวันตอนเช้าต้องไปตรวจคนไข้ตามวอร์ด ต่าง ๆ เสร็จแล้วกลับมาตรวจคนไข้ที่โอพีดีหรือห้องตรวจผู้ป่วยนอก บ่ายมีการ สอนวิชาพิเศษต่าง ๆ เช่น เรื่องภูมิแพ้ทางผิวหนัง โรคติดเชื้อต่าง ๆ เรื่อง การผ่าตัด เรื่องเลเซอร์ เป็นต้น

พอจบการศึกษาแล้วก็ต้องสอบในขั้นสุดท้าย โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยแพทยสภา เรียกการสอบนี้ว่าเป็น "การสอบ บอร์ด" (บอร์ด ภาษาอังกฤษไม่ใช่ บอด อย่างในภาษาไทย) ผู้ที่เข้าสอบต้องสอบ ทั้งข้อเขียน ภาคปฏิบัติ และสอบสัมภาษณ์ เมื่อผ่านแล้วจึงจะได้รับการรับรอง จากทางแพทยสภาว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ เพียงพอที่จะดูแลรักษาปัญหา เรื่องผิวหนังให้แก่คนไข้ได้



โรคผิวหนังหมายถึงโรคอะไรบ้าง


เวลาพูดสรุปง่าย ๆ ต้องบอกว่า โรคที่มองเห็นได้ด้วยตาทั้งหมด จัดอยู่ในการฝึกอบรมของหมอผิวหนัง ยกเว้นลูกตา ฟัน และช่องปากส่วนในเท่า นั้น การฝึกเป็นหมอผิวหนังนั้น เน้นที่การฝึกให้เกิดความชำนาญในการใช้ตาดู แยกแยะรายละเอียดของโรคที่เห็น หมอผิวหนังได้เปรียบกว่าหมอสาขาอื่นตรงที่ ว่าผิวหนังเป็นอวัยวะที่เห็นได้จับต้องได้เลย แต่อวัยวะอื่น ๆ ส่วน ใหญ่ เช่น ตับ ไต หัวใจ ลำไส้ กระดูก เหล่านี้ไม่สามารถเอาออกมาดูโดยตรง ได้ ดังนั้นการฝึกความเชี่ยวชาญจึงต่างกัน หมอหัวใจจะเชี่ยวชาญการฟัง แต่ หมอผิวหนังจะเชี่ยวชาญทางการดูแยกแยะรายละเอียดต่าง ๆ

โรคที่จัดอยู่ในทางผิวหนังจึงครอบคลุมวงกว้างมากตั้งแต่เส้นผม บนศีรษะ หนังศีรษะ รังแค หิด เหา เนื้องอกบนศีรษะ ใบหู หนังตา จมูก แผลหรือ เนื้องอกในปาก โรคปากเปื่อย เริม สิว ฝ้า กระ ขนคิ้ว ขนตาม ตัว เล็บ ไขมัน เส้นเลือดขอด ตลอดลงไปจนถึงเชื้อราและตาปลาใต้ฝ่าเท้าก็อยู่ ในสาขาผิวหนังทั้งสิ้น

ที่เห็นว่าแปลกที่สุดและคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ก็คือ หมอผิวหนังเป็น ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับทางกามโรคเป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอาการ แสดงออกของกามโรคมักจะเป็นแผลหรือเป็นหูดเป็นเนื้องอกให้เห็นได้ชัดเจน ใน ช่วงระหว่างการฝึกอบรมเป็นหมอผิวหนังนั้นแพทย์ประจำบ้านต้องใช้เวลา 1 วันใน ทุก ๆ สัปดาห์ตรวจรักษากามโรคโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ที่มารับการ ตรวจรักษาโรคผิวหนังทั่วไปมีมาก ดังนั้นผู้ที่เป็นกามโรคจึงมักไม่มารับการ ตรวจรักษาตามคลีนิคผิวหนังทั่วไป เพราะไม่อยากให้ใครพบเห็นอยู่แล้วด้วย



เรียนต่อนอก เรียนต่อไป เรียนไม่รู้จบ


หลังจากที่จบเป็นหมอผิวหนังแล้ว บางส่วนก็ยังอยากเรียนรู้ให้ ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็นิยมที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศอีกอย่าง น้อย 1 - 2 ปี ในทางด้านที่ตนเองสนใจ เช่น ด้านเลเซอร์ ด้านการผ่าตัด ด้าน เส้นเลือดขอด ด้านพันธุกรรม ด้านภูมิแพ้ เป็นต้น โดยสรุปกว่าจะมานั่งตรวจ รักษาคนไข้ได้อย่างมั่นอกมั่นใจต้องใช้เวลารวม 14 - 15 ปี คือ เรียน แพทย์ 6 ปี ฝึกงาน 1 ปี (ใช้ทุนอีก 2 - 3 ปี) เรียนต่อสาขาผิว หนัง 3 ปี แล้วเรียนต่อย่อยเฉพาะทางไปอีก 1 - 2 ปี หมอผิวหนังที่ตรวจรักษา คุณอยู่ทุกวันนี้ต้องเรียนรู้เรื่องเฉพาะทางผิวหนังมากกว่าหมออื่น ๆ ที่ไม่ ได้เรียนทางผิวหนังโดยตรง อีก 3 - 5 ปี

และเนื่องจากความรู้ความก้าวหน้าทางการแพทย์มีการพัฒนาไปอย่าง รวดเร็ว การเรียนรู้จึงต้องทำต่อเนื่องไปอีกทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุก ปี จนกว่าจะหยุดทำงานดูแลรักษาคนไข้ หรือไม่ก็เสียชีวิตไป ผู้ที่หยุดติดตาม ศึกษาค้นคว้าต่อ จะกลายเป็นคนล้าหลัง (แพทย์ปัจจุบันแผนโบราณ) ภายในเวลา เพียงไม่กี่ปี

มาถึงตอนนี้ คุณก็คงพอจะตอบตัวเองได้ว่า หมอผิวหนังประเภทที่ เปิดรับรักษาโรคผิวหนังโดยที่ไม่ได้จบการฝึกอบรมมาเฉพาะทางนั้น แตกต่างกับ ผู้ที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังอย่างไร

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า หมอที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมของ แพทยสภาจะเป็นผู้ที่ไม่เก่ง รักษาไม่ดี ไม่ได้ผล มีหลายท่านที่ผมรู้จักดี ซึ่งไม่ได้จบทางผิวหนังมาโดยตรง แต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ ตลอดจนมี ฝีมือในการรักษาโรคผิวหนังเป็นอย่างดี อาศัยที่เป็นผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้า ด้วยตัวเองอย่างจริงจังและทุ่มเท ซึ่งเป็นสิ่งที่สมควรและถูกต้อง

ต่างจาก อีกพวกหนึ่งที่ไม่ยอมศึกษาค้นคว้าจริงจัง อาศัยการลองผิดลองถูกไป เรื่อย ๆ พวกนี้ก็เก่งได้เหมือนกันครับ แต่กว่าจะเก่งก็ต้องผ่านไป "หลาย ศพ" คงไม่มีใครอยากเป็นหนึ่งในนั้นหรอกนะ จริงไหม…

แพทย์ผิวหนังคือใคร


ประชาชนทั่วไปอาจกำลังสับสนว่า แพทย์ผิวหนังคือใคร จริง ๆ แล้วแพทย์ที่ดูแลปัญหาด้านผิวหนังอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง หรือ อาจเรียกสั้น ๆ ว่า “แพทย์ผิวหนัง” หรือ Dermatologist ซึ่งในประเทศไทยมีหลักสูตรการอบรมแพทย์ประจำบ้าน สาขาตจวิทยา (Residency Training) ที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ซึ่งในปัจจุบันมีสถาบันฝึกอบรมในระดับนี้ 5 แห่ง ได้แก่

1.1 สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1.2 หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

1.3 ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

1.4 แผนกผิวหนัง กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

1.5 สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ใน แต่ละปีจะมีแพทย์ที่จบหลักสูตรการอบรมและสอบผ่านจนได้รับ “วุฒิบัตร” แสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา จากแพทยสภา ประมาณ 20 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีแพทย์จำนวนหนึ่งที่ผ่านการอบรม หลักสูตรอื่นและได้ทำงานดูแลผู้ป่วยโรคผิวหนังมาระยะหนึ่ง ก็มีสิทธิสอบ “หนังสืออนุมัติ” แสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา จากแพทยสภาได้ ซึ่งถ้าสอบผ่านก็จะได้รับ “หนังสืออนุมัติฯ” (แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เป็นต้นมาทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและแพทยสภาได้ยกเลิกการสอบ หนังสืออนุมัติฯ ไป)

แพทย์ในกลุ่มนี้ซึ่งถึงแม้ว่าแพทย์ที่มี วุฒิบัตรฯ หรือ หนังสืออนุมัติฯ สาขาตจวิทยาแล้วก็ตาม ส่วนใหญ่ก็ยังมาเข้าประชุมด้านวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เช่น การประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย การประชุม Dermatological Interhospital Conference เป็นต้น เพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ

แพทย์ที่มี วุฒิบัตรฯ หรือ หนังสืออนุมัติฯ สาขาตจวิทยา นี้เท่านั้นที่จะเป็น Dermatologist หรือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง หรือ ตจแพทย์ ตามระเบียบของแพทยสภา และเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แพทย์ในกลุ่มนี้สามารถทำการตรวจรักษาโรคผิวหนังและดูแลปัญหาด้านผิวพรรณความ งามได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน

ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์เหล่านี้ได้ที่

http://www.dst.or.th/list_search.php

http://www.tmc.or.th/service_check_doctor.php

อนึ่ง แพทย์ที่จบหลังสูตรผิวหนังจากต่างประเทศ เช่น Diplomate American Board of Dermatology เป็นต้น ถ้าไม่ได้มาสอบเพื่อรับ "หนังสืออนุมัติฯ" ก็ไม่นับว่าเป็นแพทย์ผิวหนังในประเทศไทย


2. แพทย์ที่ทำงานด้านโรคผิวหนัง อาจเรียกว่า “แพทย์ดูแลโรคผิวหนังและผิวพรรณทั่วไป” ซึ่งไม่ใช่Dermatologist เพราะไม่ได้ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศ ไทยและแพทยสภา แต่สามารถเป็นสมาชิกสมทบของสมาศมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้ เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ด้านโรคผิวหนังและผิวพรรณมากขึ้น

แพทย์ในกลุ่มนี้มีความแต่ต่างกันอย่างมากในแต่ละคน เพราะบางท่านอาจผ่านการอบรมด้านผิวหนังจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่าง ประเทศแต่เป็นหลักสูตรที่สั้นและไม่ใช่หลักสูตรเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ (แพทย์ประจำบ้าน หรือ Residency Training) ซึ่งมีหลักสูตรตั้งแต่ 4 เดือน, 10 เดือน, 1 ปี, และ 2 ปี

หรือ แพทย์บางท่านอาจไม่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรใด ๆ ที่เกี่ยวกับด้านผิวหนังเลย เพียงแต่มีความสนใจทำงานด้านผิวหนัง หรือ เรียนรู้ขณะทำงานไปเรื่อย ๆ แพทย์เหล่านี้อาจนำวิธีการรักษาที่แปลกใหม่แต่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่มี หลักฐานทางวิชาการมาใช้ ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการได้ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา


ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะเข้ารับบริการปรึกษาด้านโรคผิวหนังหรือปัญหาด้านผิวพรรณความ งานครั้งต่อไป ทุกท่านควรใส่ใจศึกษาถึงระดับการศึกษาอบรมด้านโรคผิวหนังของแพทย์ผู้ให้การ ดูแลรักษาท่านให้ถี่ถ้วน รวมทั้งหากต้องมีการทำหัตถการต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการรักษาและหัตถการด้านผิวหนังมากมาย เช่น การทำเลเซอร์, IPL, การลอกหน้า, การขัดผิว, การฉีดสารต่าง ๆ เป็นต้น

การทำหัตถการต่าง ๆ เหล่านี้บางอย่างวิธีการและเครื่องมืออาจไม่ผ่านมาตรฐานทางวิชาการและความ ปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงควรสอบถามถึงวิธีการ ผลดี ผลเสีย ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งค่าใช้จ่าย ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้วยหัตถการเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของตัวท่านเอง

นพ. จิโรจ สินธวานนท์
ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง

 

 

Credit  http://www.imed-shop.com