โดย: mikanaimika 

มีวิธีโกงข้อสอบที่รู้มาค่ะ จะใช้ก็เชิญนะ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า การโกงข้อสอบเป็นเรื่องไม่ดี...ถ้าอาจารย์จับได้

ใช้วิธีนี้
สำหรับคนขอโพย ใช้วิธีเคาะโต๊ะแบบไม่มีเสียง(คงทำกันได้นะ) สมมติถามข้อ32 ให้เคาะแบบนี้
เคาะ3ครั้ง พลิกมือทีนึง เคาะ2ครั้ง
(ใช้การพลิกมือคั่นหลักหน่วยกับหลักสิบ)
สำหรับคนส่งโพย เอามือเท้าคางซะ แล้วเคาะหัวตา ถ้าข้อ1ก็เคาะ1ครั้ง อะไรเเบบเนี้ย

เงื่อนไข
1. ต้องมีระยะห่างระหว่างคนส่งกับคนรับใกล้พอสมควร
2. ต้องมองเห็นกันทั้งสองฝ่าย โดยที่ไม่มีพิรุธ(อาจารย์จับไม่ได้ว่ามองอยู่)
3. ต้องนัดแนะกันดีๆ ไม่ใช้ว่าคนขอก็ขอไป คนส่งก็นั่งก้มหน้าก้มตาทำแบบไม่สนใจใคร
4. ต้องเป็นข้อสอบแบบตัวเลือกนะจ๊ะ

สำหรับคนที่จะเอาไปใช้ก็ซักซ้อมกันให้ดีๆก่อนละกันนะ ทำกันเนียนๆ สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนจ้า


โดย: Onlyones

วิธีการเคาะนั้นเป็นวิธีการที่ล้าสมัยและไม่สามารถใช้งานได้ครับ

เพราะว่าห้องสอบจะเงียบ ถ้ามีใครอุตริเคาะเป็นจังหวะขึ้นมาจะโดนมิใช่น้อย

ซึ่งผมขอแนะนำวิธีการที่ผมใช้และได้ผล

1. ในกรณีที่ห้องสอบเป็นห้องของเราเอง ในระดับชั้นใช้ข้อสอบชุดเดียวกันและเราไม่ได้สอบห้องแรก
- กรณีแรกโพยเข้าไปเลยขอแนะนำยิ่งเล็กยิ่งดี ยิ่งเป็นกระดาษยิ่งเหมาะสมใส่ไว้ในปากกาหรือว่าฝาลิขวิดก็ได้จะได้เข้าไปได้ง่านจ้า ถ้าจวนตัวขอแนะนำให้กินกระดาษเข้าไปเลยเพราะครูจะจับไม่ได้ และผมก็เคยกินมาแล้ว (ทำลายหลักฐานชั้นยอด 555+)
- การเขียนติดกระดาน อันนี้ต้องวัดใจหน่อย  ปกตินะครับห้องจะมีสักมุมหนึ่งที่เขียนการบ้านอะไรใช่หรือเปล่า ให้ทำอย่างนี้ครับ วาดรูปไปเลยเช่นแทนว่าเลขหนึ่งคือวงกลม สองคือ x เป็นต้น แต่ขอแนะนำว่าให้มีการปลอมแปลงอะไรให้ดีเพราะว่าครูไม่โง่ หรืออาจจะใช้ข้อความสั่งการบ้านเป็นรหัสก็ได้ตามแต่ศรัทธา


2. การใช้โพย
- ครับบางที่ต้องเล็กยิ่งดี วิธีการใช้นะครับ ให้
1. ติดมือ ให้เอาใมือมาบังตาเอาไว้และอ่านจากในนั้นไปเลย หลังสอบเสร็จกรุณาทำลายด้วย
2. กระดาษ เอาใส่ไว้ในกล่องดินสอหรือเขียนติดก้ได้วางไว้ใกล้ๆกระดาษคำตอบและก็อ่านไปซะ 555+


3. ใช้ห้องน้ำเป็นหลัก กรณีใช้ปราบโควตา หรือ GAT PAT
- ครับอย่างแรกนั้นต้องดูก่อนว่าในการสอบนั้นใช้ชุดเดียวกันหรือเปล่าในบางครั้งของการสอบจะเป็นชุดเดียวกันเช่นข้อสอบบางมหาลัย(ไม่ขอเอ่ยนามนะครับแต่มีแพทย์เข้าไปได้ด้วยวิธีการนี้หลายคนแล้วละ)
- ตกลงกับคนที่เก่งๆในวิชานั้นๆก่อนเลยครับว่าจะให้วิชาละเท่าไรเช่นวิชาละ 2500 บาท 4 วิชา 10,000 เป็นต้น
หลังจากนั้นให้คนเก่งทำจนเสร็จก่อนแล้วทำทีไปเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะวางโพย ไว้ในที่ๆนัดกันไว้ แล้วให้เราตามเข้าไปเอา(เว้นระยะห่างบ้าง) หลังจากนั้นก็ใช้วิธีลอกโพยตามปกติ


วิธีอื่นๆมีอีกมากครับบอกไม่ถูกขึ้นอยุ่กับการประยุกต์และผลิกเผลง


หากเห็นว่าข้อความนี้ส่งเสริมการโกงข้อสอบ กด Like
Credit : onlyones
 


 

กลยุทธ์โกงข้อสอบ [สุดฮาแต่ได้ผล?]

สำหรับมือใหม่หัดโกง และผู้ชำนาญแล้ว


ท่านอาจจะลำบากใจทำไงดีสอบไม่เคยผ่าน โพย(อุปกรณ์โกงข้อสอบ เช่น กระดาษจดข้อความ)ที่ใช้อาจารย์จับได้ทุกที คะแนนก็ใกล้ศูนย์อยู่แล้ว ถ้าสอบตกต้องเรียนซ้ำชั้น ค่าเทอมก็ขูดรีดพร้อมด้วยเตารีดและคันไถ ใครรู้ก็อับอาย เพื่อนโห่ฮา ครูติเตียน พ่อด่า แม่ตี คนข้างบ้านนินทา อัปโยคทั้งวงศ์ตระกูล มันคือความเครียด เครียด เครียด อ้ากกกกกกกกกกกกกกก!! แต่ปัญหาของท่านจะลดลงเมื่อท่านพบบทความนี้...เป็นเคล็ดลับของการทำข้อสอบให้สำริดผล ซึ่งแบ่งได้ดังต่อไปนี้

วิธีการโกง

1.คัมภีร์หนังมนุษย์
กลยุทธ์ เป็นวิธีง่ายๆขั้นพื้นฐาน แต่ได้ผลดี เพียงท่านใช้ปากกาขีดเขียนบนเนื้อหนังของท่าน โดยขอแนะนำ ง่ามมือ บริเวณใต้ร่มผ้า ซึ่งสามารถพรางสายตาอาจารย์ได้พอสมควร
ข้อแนะนำ
วิธีการดังกล่าว อาจจะมีปัญหาถ้าห้องสอบไม่มีแอร์ ซึ่งจะทำให้ร้อนและเหงื่อออก โพยที่ท่านใช้จะเริ่มเลือนลางจากเหงื่อ
ข้อแนะนำที่โคนขา เพราะไม่มีอาจารย์คนไหนกล้ามาตรวจดูตรงนั้น


2. สลับร่าง สร้างรักกลยุทธ์
เป็นชื่อหนังเอเชียของช่อง7 สมัยก่อนที่เคยมาฉายทีหนึ่ง วิธีนี้จะต้องอาศัยคนอย่างน้อย 2 คน เพียงแค่ทำข้อสอบตกบนพื้น แล้วช่วยกันก้มเก็บทั้งสองคน แล้วใช้จังหวะนี้สลับข้อสอบเป็นอัน แล้วค่อยหาจังหวะสลับคืน
ข้อแนะนำ
ถ้าผู้ร่วมขบวนการเป็นชายหญิง 2 คน แนะนำให้ฝ่ายชายเก็บ เพื่อแสดงความมีน้ำใจแก่ฝ่ายชายหญิง ซึ่งอาจจะลดข้อสงสัยแก่อาจารย์คุมสอบได้
ผู้ร่วมขบวนการต้องมีลายมือคล้ายๆกัน เพื่ออ้างว่าเห็นลายมือคล้ายๆกัน นึกว่าของตัวเอง


3.รหัสมอส
กลยุทธ์ การใช้คำพูดหันหน้าหันหลังอาจจะอันตรายเกินไปสำหรับบางสถานกาณ์ ให้ใช้รหัสมอสแทน โดยรหัสมอส หมายถึง การเคาะเพื่อให้สัญญาณ เช่น กระทืบเท้า เคาะโต๊ะ เป็นต้น โดยให้ผู้ต้องการลอกส่งรหัสมอสให้กับผู้ร่วมขบวนการ แล้วให้ผู้ร่วมขบวนการตอบกลับมาด้วยรหัสมอสเช่นกัน
คำแนะนำ
จะใช้ได้ดีในแบบกาเลือกเท่านั้น ถ้าแบบบรรยายหรือวิธีทำ อาจจะต้องใช้การส่งคำตอบนานเกินไปจนเป็นที่สังเกตได้
ควรนัดแนะการส่งรหัสกันให้ดี เพราะการให้สัญญาณขาดหรือเกินจะทำให้ผิดพลาดในการตอบคำตอบได้


4.อโรคาพารอด
กลยุทธ์ การแกล้งป่วยจะช่วยพรางตาอาจารย์ได้ โดยอาการปวดหัว ให้ท่านกุมศรีษะ การกุมศรีษะด้วยมือจะพรางตาอาจรย์คุมสอบ ทำให้อาจารย์ไม่รู้ว่าเด็กจะรับโพยทางไหน หรือดูยากขึ้น ทำให้โอกาสลอกข้อสอบมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น


5.ยุทธการหัวเห็ด
กลยุทธ์ ผมเป็นสิ่งสำคัญต่อบุคลิกภาพของคนเรา โดยประโยชน์นอกจากนี้คือ พรางตาเช่นเดียวกับกลยุทธ์อโรคาพารอด เพียงใช้ผมของท่านที่มีอยู่มากำบังใบหน้า จนมิดจะทำให้อาจารย์คุมสอบจับจดไม่ถูกว่าท่านกำลังลอกโพยจากตำแหน่งไหนหรือ จับได้ยากขึ้น
คำแนะนำ
ใช้กับนักเรียนชายไม่ได้เพราะผมยาวไม่พอ


6.เรดาห์
กลยุทธ์ เสียงระหว่างการส่งโพยกันและกัน และเสียงคำพูดหลังจากสอบเสร็จจะสำคัญมาก แต่มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าท่านไม่ได้ยิน ให้ท่านกำมือมีช่องว่างเป็นรูปวงกลมไปทัดที่ใบหู มันจะช่วยเพิ่มความสามารถการได้ยินได้ดีขึ้น
คำแนะนำ
วิธีนี้สามารถใช้ดักฟังการส่งโพยของผู้อื่นได้


7.One For All
กลุยทธ์ แนะนำให้ใครคนหนึ่งที่ร่วมขบวนการหรือไม่ขบวนการก็ได้เตรียมส่งสัญญาณ ถ้าอาจารย์เข้ามาอยู่ในรัศมี
คำแนะนำ ใช้ได้ต่อเมื่ออาจารย์คุมสอบกลับมาจากทำธุระ


8.โห่ร้องตะวันออก โจมตีตะวันตก
กลยุทธ์ กลยุทธ์นี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ผลดีทีเดียวในสงครามจริง โดยวิธีการนี้ผู้ร่วมขบวนการควรอยู่คนละฟากกัน ให้ผู้ร่วมขบวนการทำอาการให้เกิดเสียงดังจนอาจารย์คุมสอบต้องหันมาสนใจ ระหว่างที่อาจารย์กำลังสนใจอยู่ ให้ผู้ร่วมขบวนการที่เหลือใช้โพยอย่างรวดเร็ว
คำแนะนำ
ผู้ร่วมขบวนการจะต้องให้สัญญาณให้ถูกจังหวะนารใช้กลยุทธ์นี้


9. SMS ข้อความสื่อรัก
กลยุทธ์ ใช้ได้ดีพอสมควรโดยให้ผู้ร่วมขบวนการ มีโทรศัพท์มือถือติดตัวอยู่ แล้วให้ส่งข้อความ(โพย)สื่อสารกัน
คำแนะนำ
ควรติดตั้งเป็นระบบสั่นก่อน
ควรฝึกความสามารถในการพิมพ์ให้เร็ว เพราะการก้มนานๆจะเป็นจุดสนใจได้


10. ชักธงรบ
กลยุทธ์ การชักธงในสนามสงครามหมายถึงการสั่งโจมตี โดยธงจะต้องมีความสูงพอสมควร เพื่อที่ให้ทหารทั้งหมดเห็น โดยให้ผู้ร่วมขบวนการยกข้อสอบขึ้นมาอ่านให้ลอยเหนือโต๊ะจนเหนือศรีษะทำมุม ฉากกับโต๊ะ ผู้ร่วมขบวนการที่เหลือจะสามารถมองข้ามไหล่มาอ่านคำตอบในใบข้อสอบได้
คำแนะนำ
ลายมือของคนเขียนจะต้องใหญ่พอสมควรและอ่านออกง่าย


11. ชัยภูมิดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
กลยุทธ์ การมีตำแหน่งที่ดีของห้องจะทำให้เราลอกได้สะดวกและใช้กลยุทธ์อื่นได้อย่างดีขึ้นด้วย เช่น
อยู่กลางห้อง จะสามารถลอกได้จากหลายทิศทาง หลายตัวเลือก หลายคน
อยู่ติดเสา จะสามารถส่งโพยให้คนอื่นๆได้โดยขีดเขียนบนเสา
ฯลฯ
คำแนะนำ
ควรศึกษาตำแหน่งทำเลที่ได้มาอย่างดี และนำมาใช้ประโยชน์อย่างให้ดีที่สุด


12. ยิ่งใกล้เหมือนยิ่งไกล
กลยุทธ์ ในการสอบปลายภาคนักเรียนบางคนโชคร้ายต้องไปนั่งหน้า ซึ่งทำให้เป็นที่รู้สึกว่าจะถูกจับตามองโดยง่ายจากอาจารย์ แต่ที่จริงแล้ว อาจารย์บางท่านจะไม่ค่อยดู เพราะคิดว่าอยู่ใกล้ขนาดนี้คงไม่มีใครกล้าโกงข้อสอบ การนั่งหน้าการโกงข้อสอบจะต้องใช้วิธีส่งคำพูดไม่ได้ จะเป็นที่สังเกตมากไป แต่ใช้ข้อความเขียนในกระดาษทดที่อาจารย์แจกมา แล้วมาตั้งตรงมุมอับจากสายตาอาจารย์พร้อมถามหรือตอบข้อสอบจากผู้ร่วมขบวนการ
คำแนะนำ
ถ้าอยู่ติดกับโต๊ะอาจารย์จะโกงยากมาก ดังนั้นการใช้วิธีนี้ต้องให้อาจารย์ลุกไปก่อนแล้วค่อยใช้
ควรใช้กลยุทธ์ “รหัสมอส” ควบคู่กับกลยุทธ์นี้


13. เผาถ่านก่อนหน้าฝน
กลยุทธ์ เป็นสุภาษิตจีนสุภาษิตหนึ่งเพราะในหน้าฝนถ่านจะแพง ชาวจีนจึงมีการเตรียมการเผาถ่าน เตรียมไว้ใช้ในหน้าฝน ให้ผู้ปฏิบัติเตรียมการโกงก่อนวันจรืง โดยให้จดจำที่นั่งตนเองไว้แล้วหาโพยไปซ่อนหรือแปะไว้ที่โต๊ะ
คำแนะนำ
การลงน้ำยาลบคำผิดที่ขาโต๊ะหรือเก้าอี้จะไม่ค่อยเป็นที่สังเกต
การเขียนโพยบนโต๊ะต้องใช้ปากกาที่สีกลืนกันไปกับสีโต๊ะ เพื่อพรางตาอาจารย์คุมสอบ
การแปะโพยกระดาษต้องแปะ ในระดับที่อาจารย์เดินมาแล้วไม่เห็น
หัวใจของการโกงข้อสอบ คือใช้กลยุทธ์ทุกอย่างให้สอดคล้องและรวดเร็ว ให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ

http://www.unigang.com/Article/259


ข่าวจาก นสพ. มติชน ฉบับวันที่ 29 มี.ค. 2547 
  
 
ระบือลือลั่นแบบฉาวๆ อีกครั้งเมื่อเกิดข่าว "บิ๊ก" คณะกรรมการอุดมศึกษา(กอ.) ตัดตอนชุดข้อสอบเอ็นทรานซ์ก่อนจะถึงมือคณะอนุกรรมการพิมพ์ข้อสอบ นัยว่าจะเอาไปเก็บไว้เพื่อความปลอดภัยของข้อสอบ แต่ไปๆ มาๆ กลับทำรั่วเสียเอง
 
 สื่อบางฉบับถึงกับใช้คำว่า "เอา 4 ครั้ง ครบทุกวิชา"
 
 ถ้าเป็นมือทุจริตอาชีพต้องยกนิ้วให้ เพราะนั่นแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเจาะข้อสอบเพื่อนำมาปรุงสำเร็จ สำหรับป้อนใส่ปากลูกค้าแบบม้วนเดียวจบ ไม่ต้องเสียเวลาหาเทคนิคอย่างอื่นให้เมื่อย เพราะที่ผ่านมาเมื่อถึงฤดูกาลการสอบเอ็นทรานซ์ เม็ดเงินที่ยักย้ายถ่ายเทจากกระเป๋าผู้ว่าจ้างสู่กระเป๋าผู้รับจ้าง...ว่ากันเป็นแสน ทำให้การทุจริตข้อสอบไม่มีวันตาย
 
 กรรมวิธีดังกล่าวจะว่าใหม่ก็ไม่เชิง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นระดับประเทศ ทำเอานักเรียนที่เพิ่งผ่านพ้นจากข้อสอบมาหมาดๆ ถึงกับร้อนๆ หนาวๆ เกรงว่าจะต้องสอบใหม่
 
 อดีตนักศึกษาสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งเล่าถึงเคล็ดลับการเตรียมตัวก่อนสอบว่า
 
 "บางครั้งอาจารย์ก็เปิดคอร์สติวก่อนสอบ นำข้อสอบที่จะออกมาสอนเลย โดยคิดค่าเรียนคนละ 100 บาท เป็นอย่างน้อย"
 
 ทั้งนี้ กาญจนา นาคสกุล ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองชุดวิชาภาษาไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับการทุจริตข้อสอบว่า
 
 "ยุคแรกเมื่อสัก 10 ปี เห็นจะได้ วิธีการโกงจะเป็นการจดตัวเล็กๆ ใส่มือ เขียนใส่ไม้บรรทัดหรืออุปกรณ์ที่จะเอาเข้าห้องสอบได้ ที่เราเรียกกันว่า "ฝิ่น" สลักบนดินสอบ้าง บางทีก็เขียนบนเสื้อสีขาวที่มีขอบเสื้อข้างในพลิกดูได้ แต่ก็ไม่เคยได้พบเองสักครั้งเดียว ได้ยินแต่ว่าส่วนมากจะเป็นเด็กผู้ชาย"
 
 หรืออย่างการจ้างคนเข้าไปสอบแทนก็มีอยู่ ส่วนใหญ่จะเลือกคนที่หน้าตาคล้ายคลึงกันเข้าไปสอบแทน แม้ว่าจะมีการตรวจบัตรประจำตัวก็ตาม บางทีก็หลุดรอดสายตาของผู้คุมสอบ เพราะคนเข้าสอบมีจำนวนมาก เด็กก็หน้าตาคล้ายๆ กัน ประกอบกับรูปที่ติดบัตรก็ไม่ชัด ดูรูปแล้วดูยาก
 
 วิชาที่มักเกิดการทุจริตขึ้นบ่อยครั้งถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเป็นวิชาที่มีการคำนวณ มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
 ส่วนวิธีการป้องกันการทุจริต อาจารย์กาญจนาว่า พยายามไม่ให้มีอะไรติดตัวเข้าห้องสอบ อย่างบางแห่งก็จะมีการเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อม เด็กไม่ต้องเอาเข้าไปเอง นอกจากนาฬิกา เพราะเด็กจะต้องใช้ดูเวลา แต่ก็จะมีครูเดินสำรวจว่ามีพฤติกรรมอะไรแปลกหรือเปล่า
 
 "หลังๆ ก็จับไม่ค่อยได้ เพราะจะเป็นแบบที่เพื่อนในห้องช่วยๆ กัน เช่น ยอมให้เพื่อนที่อยู่ข้างหลังแอบดู"
 
 ทั้งนี้จากการสอบถามบรรดานักเรียนผู้มากประสบการณ์ แต่ไม่ประสงค์จะออกนาม ส่วนใหญ่ว่าที่ฮิตสุดในปัจจุบันคือ การเขียนโพยไว้ที่หน้าอก หรือติดไว้ที่เสื้อใน เขียนที่ขาอ่อน ตามง่ามนิ้วมือแล้วหนีบไว้
 
 ถ้าหน้าหนาวก็จะเพิ่มพื้นที่ในการเก็บโพย โดยจะเขียนไว้ตามแขน เพราะใส่เสื้อหนาวอาจารย์ที่คุมสอบก็จะไม่เห็น
 
 ง่ายหน่อยก็จะเขียนโพยติดไว้ที่พื้นรองเท้า หรือใส่โพยไว้ในกระเป๋าใต้ขอบกางเกงนักเรียน ดูจังหวะที่อาจารย์ไม่เห็นก็หยิบขึ้นมาวางไว้ใต้ข้อสอบ จะได้ดูได้ง่ายขึ้น
 
 หรืออย่างโรงเรียนบางแห่งที่มีการจัดห้องสอบพร้อมกับเขียนเลขที่นั่งสอบไว้ที่กระดาน ก็จะเป็นโอกาสให้เด็กนักเรียนมาเขียนโพยไว้ที่โต๊ะสอบก่อน
 
 เรียกได้ว่าอุปกรณ์เครื่องเขียนทุกอย่างที่สามารถเขียนได้ เครื่องคิดเลขที่สามารถบันทึกได้ ล้วนถูกนำเข้ามาใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น
 
 แม้กระทั่งในยาดม ไม้โปรแทร็กเตอร์ โดยจะขูดผิววัสดุด้านหนึ่งออกเพื่อใช้เขียน อีกด้านหนึ่งจะปล่อยไว้เพื่อเป็นฉากหน้า เหน็บตามชายเสื้อ ชายกระโปรงเข้าห้องสอบ
 
 "บางครั้งก็ใช้ดินสอไม้ทำให้ข้างในโปร่งเพื่อที่จะใส่โพยเข้าไปได้" เจ้าหน้าที่คุมสอบในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเล่าให้ฟัง
 
 ถ้ามีสตางค์หน่อย หรือมีอิทธิพลก็จะใช้วิธีการซื้อข้อสอบ เพราะจ่ายหนักหน่อยก็ไม่ต้องไปทำคอยืดคอยาวในห้องสอบ
 
 ประเภทที่นิยมใช้ตัวช่วยเป็นเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ก็ยังมีอยู่ โดยจะใช้เครื่องสื่อสารขนาดจิ๋วใส่ไว้ในหูพร้อมกับไมโครโฟนเล็กๆ ใส่ไว้ในเสื้อ หรือใช้วิธีการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ เช่น วิชาการตลาดถามเกี่ยวกับความสำคัญของ SWOT คนในห้องสอบก็ส่งไปแค่ "SWOT" คนนอกห้องก็ส่งคำตอบกลับมา โดยที่อาจารย์ผู้คุมสอบก็ไม่ทันสังเกตเห็น
 
 หรือโทรศัพท์บางรุ่นที่สามารถถ่ายภาพได้ก็ถ่ายจากหนังสือเรียนส่งได้เลย
 
 อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามคณาจารย์และนิสิตนักศึกษาทั่วไปพบว่า ปัจจุบันเทรนด์ของเทคนิคการทุจริตการสอบจะเป็นแบบสูงสุดสู่สามัญ คือกลับไปใช้การแอบดูเพื่อนข้างๆ หรือส่งสัญญาณด้วยท่าทาง ด้วยเหตุผลที่ว่า
 
 "ถ้าใช้เทคโนโลยีอย่างโทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสารอย่างอื่นจะเอิกเกริก เป็นที่สังเกต แต่เท่าที่เห็นนิสิตทำกัน จะเลือกวิธีที่ไม่ให้ใครสังเกตเห็นเลย อย่างข้อสอบช้อยส์ เขาจะเลือกนั่งใกล้คนเก่ง แล้วใช้วิธีส่งรหัสกัน ซึ่งจะมีเยอะ อาจจะใช้วิธีโยกตัว เกาศีรษะข้างซ้ายข้างขวาจะมีรหัสของเขาอยู่ ซึ่งเรานึกไม่ถึง" อาจารย์คุมสอบระดับอุดมศึกษา เล่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
 
 ส่วนจำนวนผู้ทุจริตนั้น จะเกิดขึ้นในกลุ่มเด็กที่เกเรเป็นส่วนมาก เพราะคิดว่าตนเองไม่เสียอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว จึงกล้าที่จะลองเสี่ยง
 
 แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาที่สถาบันด้วย เช่นบางสถาบันไม่เข้มงวดเรื่องการทุจริตสอบ ถ้าจับได้ก็ไม่ได้เอาผิดกันหนักหนา จับได้แล้วหยวนๆ กันไปก็มี แต่บางแห่งอย่างธรรมศาสตร์นี่เอาโทษหนัก จับได้นิดเดียวเขาจะให้พักการเรียน หรือไล่ออกเลย จะไม่ค่อยมีการทุจริต
 
 อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่การทุจริตข้อสอบยังเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ อาจารย์คนดังกล่าวว่า ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนโยบายของผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ค่อนข้างจะต้องการจำนวนคนเรียนมากๆ ถึงจะผิดเล็กผิดน้อยก็ไม่ค่อยว่ากัน เอานิสิตไว้ก่อน จะได้มาจ่ายค่าหน่วยกิต ค่าเล่าเรียน
 
 ฟังเช่นนี้แล้วจะโทษว่าเป็นที่ตำราที่ไม่พัฒนาคงไม่ได้แล้ว แต่ล้มเหลวกันทั้งระบบการศึกษา รวมทั้งสถาบันครอบครัว และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่หล่อหลอมให้ผลิตผลที่ได้ออกมาเป็นพวกวัตถุนิยมขนานแท้

 
 
ถ้าคิดเพียงว่าการศึกษาเป็นแค่บันไดขั้นหนึ่ง ที่กลั้นหายใจกระโดดข้ามก็พ้นแล้ว สุดท้ายกระดาษแผ่นเดียวที่ได้มาคงไม่ทำให้สังคมได้ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพมาหรอก

 

Credit http://www.carefor.org/content/view/81/0/