มิติใหม่จุฬาฯ ปั้นหลักสูตร "เกษตรบูรณาการ" สร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปฏิวัติภาคเกษตร

อีกเพียง 8 ปีนับจากนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังจะอายุครบ 100 ปี การปักธง "มหาวิทยาลัยของแผ่นดิน" ที่พึ่งประกาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นการทบทวนบทบาทครั้งสำคัญของมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยแห่งนี้

ที่กำลังหันมาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการผลิตบัณฑิต และงานวิจัย เพื่อจะตอบโจทย์วิกฤตในทุกด้านที่กำลังเกิดขึ้น ในสังคมนี้มากขึ้น

เช่นเดียวกับการตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัย ในการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร ที่มีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่าคณะไปเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 โดยปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการเปิดรับนิสิตรุ่นแรกในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร

ที่ไม่เพียงเป็นครั้งแรก...สำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้นในการผลิตบัณฑิตสาขานี้ รวมไปถึงรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่

ที่ถือเป็น...ครั้งแรกในไทยอีกด้วย !

รับมือ 4 วิกฤตแห่งอนาคต

ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการศึกษาและวิจัยทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์นายสัตวแพทย์ ดร.อรรณพ คุณาวงษ์กฤต เล่าถึงเหตุผลและที่มาของการเกิดขึ้นของหลักสูตรนี้ว่าเป็นการเตรียมสร้างบุคลากรเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตกำลังเกิดขึ้นและจะยิ่งรุนแรงขึ้นในอนาคต

"ปัจจุบันวิกฤตที่เกิดขึ้นของทั้งประเทศและวิกฤตในโลกมีอยู่ 4 ด้าน คือ วิกฤตด้านอาหาร พลังงาน น้ำและที่ดิน รวมไปถึงวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งจะเห็นได้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเกษตร"

โดยเฉพาะการขยายตัวของประชากรทั่วโลกที่คาดการณ์กันว่าเมื่อถึงปี 2050 จะมีประชากรถึง 10,000 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ในไทยเมื่อถึงวันนั้นจะมีประชากรมากถึง 100 ล้านคน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่เชื่อมโยงทำให้ในอนาคตอาหารสำหรับการบริโภคจะมีไม่เพียงพอ

สร้าง "ผู้นำ" ปฏิรูปชุมชน

"ถ้าเราเข้าใจในห่วงโซ่อาหารนั่นคือ ความมั่นคงทางสังคม (social security) ของชุมชนเกษตร และถ้าเรามีความเข้าใจในการจัดการทรัพยากร น้ำ ดิน จะเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคม (social protection) ของเกษตรกร ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย"

ดังนั้น หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาจึงต้องเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง โดยใช้ความเข้าใจใน "การจัดการห่วงโซ่อาหาร" และ "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ" มาเป็นตัวปลดล็อก

เราจึงมองว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้ตรงจุด เกษตรกรต้องไม่ใช่แค่เป็นผู้ผลิต แต่ต้องเป็นเจ้าของกิจการ เพราะในห่วงโซ่คนที่อ่อนแอที่สุด คือ "เกษตรกร"

หลักสูตรนี้จึงมีเป้าหมายในการสร้างให้เกษตรกร ให้เป็นเจ้าของกิจการ !

"การทำไร่ ทำนา ทำสวน ถือเป็นการผลิตประเภทหนึ่งที่ต้องมีการวางแผน การขนส่ง บัญชี ฯลฯ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานในแบบเดียวกับที่เจ้าของกิจการต้องมี ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักสูตรใดที่ ตอบโจทย์เรื่องนี้ ในภาควิชาพืชไร่ พืชสวนส่วนใหญ่ก็ยังคงผลิตคนเพื่อไปเป็นแรงงานในภาคเกษตร ไม่ใช่เจ้าของกิจการ"

"เรามีเป้าหมายที่จะผลิตบัณฑิตที่มีองค์ความรู้แบบสหวิชาการ รู้รอบด้านในเชิงกว้างทั้งด้านการเกษตรและการบริหารจัดการธุรกิจ ให้เขาเอาความรู้เหล่านี้ไปเป็นผู้นำชุมชนด้านการเกษตรเป็นเจ้าของกิจการด้านอาหารและเกษตรกรรุ่นใหม่ (agricultural enterpreneur) ให้มีส่วนเข้าไปเพิ่มศักยภาพให้กับชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล หมู่บ้าน หรือไปช่วยพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นต้น"

และอาจจะเป็นครั้งแรกของจุฬาฯ อีกเช่นเดียวกันที่จะผลิตบัณฑิตให้ลงสู่รากแก้ว ซึ่งคือเกษตรกรของแผ่นดินอย่างแท้จริง

เปิดรูปแบบการเรียนการสอนแนวใหม่

แต่การจะสร้างคนให้เป็นอย่างนั้นได้ มากกว่าการเรียนในห้องเรียน ทุกจังหวะ เวลา และการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย จะต้องได้รับการออกแบบเพื่อให้บัณฑิตที่จบไป ทั้ง "เก่ง" "มีจิตสำนึก" และทำการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐาน รวมถึงมุ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผู้อำนวยการสำนักงาน ยกตัวอย่างรูปแบบการเรียนการสอนว่า "นิสิตของสาขาวิชานี้จะเรียนปี 1 ที่กรุงเทพฯ และในชั้นปีที่เหลือจะย้ายไปเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการเครือข่ายจุฬาฯ จ.น่าน พร้อมฝึกปฏิบัติและยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านบาทในการสร้างหอพักให้นิสิตได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตลอดระยะเวลาเรียน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นให้กิจการนิสิตผสมผสานอยู่ในการเรียนการสอน อาทิ กิจกรรมการเรียนรู้นอกหลักสูตรอย่างปูชนียาจารย์อาสา ซึ่งจะบอกเล่าบทเรียนความสำเร็จและความผิดพลาดในชีวิต ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษามีจิตสำนึกสาธารณะซึ่งขณะนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านอาสา เช่น ศ.น.พ.ประเวศ วะสี นายแปลก เตชะบุญ ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ"

และยังหวังว่าการจัดการศึกษาครั้งนี้จะยังเป็นต้นแบบ เพราะลำพังเพียงจุฬาฯ ที่ผลิตบัณฑิตที่จบการศึกษาออกไปได้เพียงปีละ 70 คน อาจจะไม่เพียงพอและทันความต้องการ ในอนาคตจึงคาดหวังไปสู่การสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด เพื่อที่จะสามารถครอบคลุมหมู่บ้านกว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศภายในระยะเวลา 10 ปี
 

Credit  http://www.ocare.chula.ac.th/index.php/13-ocare