Unigang > เว็บบอร์ด > ถามเรื่อง สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (ทันตสาธารณสุข) 4ปี

4121

เข้าชม

4

ตอบกลับ

ถามเรื่อง สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (ทันตสาธารณสุข) 4ปี

1#
โพสต์เมื่อ 01/04/2554 15:35 | 0
ถามพี่กล้า
สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (ทันตสาธารณสุข)
เรียน 4 ปี แล้ว จบมา งานต่างกับ  2 ปี ยังไง ค่ะแล้ว ต่างกับทันตแพทย์ยังไงค่ะ รบกวนตอบทีค่ะ
2#
โพสต์เมื่อ 02/04/2554 01:29 | 0
"ทันตสาธารณสุข" เป็นคำที่ใช้เรียกบุคลากรทางทันตกรรม เรียกว่า "ทีมงานทันตสาธารณสุข" ประกอบด้วย 4 ประเภทคือ  

(1) ทันตแพทย์

จบการศึกษาหลักสูตรทันแพทยศาสตรบัณฑิต ใช้เวลาเรียน 6 ปี มีสถาบันที่เปิดสอน 10 แห่งคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มีหลักสูตร 5 ปีสำหรับผู้เรียนจบปริญญาตรี) มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยรังสิต (เอกชน) มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น (เอกชน) จบมาก็ทำได้ทุกอย่าง ทั้งถอนฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ใส่ฟันปลอม รักษารากฟัน

(2) เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข  

หรือที่เรียกกันติดปากว่า "ทันตาภิบาล" จบการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาธารณสุขศาสตร์ (ทันตสาธารณสุข) ใช้เวลาเรียน 2 ปี สถาบันที่เปิดสอนคือ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร มีอยู่ด้วยกัน 7 แห่งทั่วประเทศไทย จบออกมาทำงานปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมทันตสุขภาพ การป้องกันโรคในช่องปาก การบำบัดรักษาทางทันตกรรมพื้นฐานในสถานบริการสาธารณสุขระดับท้องถิ่น ดังนั้น ทันตาภิบาล จะไม่สามารถถอนฟันกรณียาก ๆ หรือไม่สามารถผ่าตัดช่องปาก หรือไม่สามารถจัดฟัน  

(3) ผู้ช่วยทันตแพทย์

จบการอบรม ซึ่งเรียกว่าการอบรมระยะสั้น ในคณะทันแพทยศาสตร์ (บางโรงพยาบาลเขาก็เปิดอบรมเอง) จะเปิดอบรมระยะสั้นหลักสูตร 6 เดือน ถึง 1 ปี ก็ทำงานตั้งแต่ล้างเครื่องมือ ทำความสะอาดห้องทันตกรรม ส่งเครื่องให้ทันตแพทย์ ซักประวัติผู้ป่วยก่อนพบแพทย์ เป็นต้น  

(4) ช่างทันตกรรม

ซึ่งที่เจ้าของกระทู้สงสัยคือ ทันตสาธารณสุข นั่นก็คือ ทันตาภิบาล นั่นเอง

Copy มาจากDek-d
3#
โพสต์เมื่อ 02/04/2554 01:30 | 0
 งานทันตสาธารณสุข ของประเทศไทยในระยะแรกยังไม่มีการกำหนดเป็นนโยบายและแผนอย่างชัดเจน เป็นเพียงการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยจากโรคในช่องปากของประชาชนเท่านั้น ทันตแพทย์ที่ผลิตมาในช่วงแรกยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชนและจำกัดอยู่เฉพาะในเขตเมือง ชนิดของการให้บริการจึงจำกัดที่การถอนฟัน เพราะทำได้เร็ว ประกอบกับประชาชนเก็บฟันไว้จนโรคลุกลามเกินกว่าจะเก็บรักษาไว้ ทำให้ทันตแพทย์เคยชินกับการให้การรักษา ไม่คุ้นเคยกับงานป้องกัน

        ด้วยเหตุที่ขาดแคลนทันตบุคคลากร และความชุกของโรคฟันมีสูง ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคในการกระจายบริการบำบัดรักษา ส่งผลให้อัตราการสะสมของโรคสูงขึ้น นอกจากนั้นการให้บริการยังมีค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถลดการเกิดปัญหาอย่างจริงจัง จึงมีการปรับเปลี่ยนกลวิธี โดยพัฒนารูปแบบการให้บริการโดยนอกจากการให้บริการเพียงอย่างเดียวมาดำเนินงานด้านส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพร่วมด้วย จากนั้นจึงมีการกำหนดผู้รับผิดชอบการดำเนินงานในพื้นที่ ฝ่านทันตทันตสาธารณสุขในโรงพยาบาลอำเภอขึ้นทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลทันตสุขภาพของประชาชน ตามขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบที่กำหนด ต่อมาเมื่อกระทรวงสาธารณสุขจัดทำแผนพัฒนาสาธารณสุข ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (2520-2524) ได้มีการกำหนดงานทันตสาธารณสุขเป็นโครงการหนึ่งในแผน และงานทันตสาธารณสุขก็เริ่มเป็นระบบ โดยมีการจัดทำนโยบายและแผนจากนั้นมาการแก้ปัญหาทันตสุขภาพของประชากรก็เช่นเดียวกัน ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยวิธีการและแนวความคิดในเริ่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้มากขึ้น ในเมื่อเจ้าหน้าที่ทางทันตกรรมที่มีอยู่จำนวนไม่เพียงพอที่จะให้บริการทางทันตกรรมบำบัดและฟื้นฟูสภาพได้ดังที่เป็นอยู่

        แม้กระทั่งในปัจจุบันประชากรประมาณร้อยละ 90 ของประเทศยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับโรคในช่องปากและมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับบริการ แต่บริการที่มีอยู่และที่ผ่านมานั้นมีจำกัดเกินกว่าที่จะสามารถให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ยากจนและผู้ด้อยโอกาส เกือบจะกล่าวได้ว่าไม่สามารถขอรับบริการทางทันตกรรมได้ วิธีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโรคทางทันตกรรมที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานอุดฟัน ถอนฟัน และใส่ฟัน การส่งเสริมทันตสุขภาพและการป้องกันโรคมีน้อยมาก การแก้ไขปัญหาโรคทางทันตกรรมด้วยวิธีการดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดอัตราการเกิดโรคในช่องปาก และทำให้ประชาชนมีทันตสุขภาพที่ดีได้ หากยึดหลักการแห่งความเสมอภาคเกี่ยวกับสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับแล้ว การที่ผู้ประกอบวิชาชีพทันตแพทย์จะมุ่งความสนใจและเน้นหนักในการให้บริการดูแลทันตสุขภาพเพียงอภิสิทธิ์ชนกลุ่มน้อย โดยไม่ตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มใหญ่ของประเทศยิ่งเป็นการไม่สมควรเพราะในทางสาธารณะแล้ว การได้รับดูแลสุขภาพกลายเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงมี

        ตั้งแต่ ค.ศ.1975 ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการประกาศเป้าหมายของประเทศว่า พลเมืองของประเทศทุกคนจะต้องได้รับการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพสูง ถึงแม้ว่าหลายๆรัฐบาลต่อมาจะมีความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าวอย่างเต็มที่ แต่ความคืบหน้าก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความยุ่งยาก มีการถกเถียงอภิปรายเกี่ยวกับข้อดีข้อเสีย และระดับความครอบคลุมของกฎหมายการประกันสุขภาพดำเนินไปเป็นเวลาหลายปี และดูเหมือนว่าการดำเนินการด้านการประกันสุขภาพก็ไม่ได้ทำให้เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมแต่อย่างใด การที่รัฐหรือบุคลากรทางสาธารณสุขพยายามตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคมที่ต้องการการบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพสูงอย่างทั่วถึงนั้น ดูจะไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาสุขภาพ อีกทั้งยังแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น

        สถิติที่ผ่านมาเกี่ยวกับกำลังคนด้านสุขภาพชี้ให้เห็นว่าความต้องการบุคลากรทางสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของประชากรและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ จนถึงสภาวะปัจจุบันก็ยังไม่สามารถมองเห็นทิศทางที่เหมาะสมได้ชัดเจนนักว่า เรามีทันตแพทย์เป็นจำนวนเพียงพอ มาก หรือน้อยเกินไป เพียงความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนทันตแพทย์ขึ้นเรื่อยๆจะเป็นหนทางที่จะสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาในปัจจุบันได้หรือไม่ และเราสามารถที่จะควบคุมการเกิดโรคในช่องปากได้จริงหรือ คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องเผชิญไม่ว่าจะทำงานอยู่ในส่วนของการให้บริการในคลินิก หรือการดำเนินงานในชุมชน และการที่จะดำเนินงานในการพัฒนาสุขภาพช่องปากของประชาชน จำเป็นที่จะต้องใส่ใจในบริบทของสังคมที่ทำงานอยู่ เราไม่สามารถพูดถึงการให้บริการทางทันตกรรมบูรณะที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงได้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้ป่วยและชุมชน และบทบาทของวิชาชีพจะต้องสามารถรับผิดชอบต่อสังคม สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของสังคมในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ และในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมที่ตนอาศัยอยู่

        การดำเนินงานทันตสาธารณสุข ให้ความสำคัญและทุ่มเทงบประมาณลงไปในกลุ่มเป้าหมายเด็กนักเรียนวัยประถมศึกษา เพราะมุ่งหวังว่าเป็นกลุ่มที่สามารถเข้าไปทำงานอย่างเป็นระบบมากที่สุด จึงมีการกำหนดกิจกรรมต่างๆข้นมา ทั้งการให้ทันตสุขศึกษา การป้องกันโรค และการให้การรักษา แต่การบริหารจัดการยังไม่คุ้มค่าและสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่จะให้ประชาชนมีสุขภาพช่องปากที่ดี เนื่องจากยังเป็นการมุ่งให้การรักษาที่ปลายเหตุเป็นสำคัญ ขาดการกระตุ้นให้ประชาชนมีความสามารถและสนใจในการดูแลทันตสุขภาพของตนเอง เป็นผลให้ฟันที่ยังไม่เป็นโรคมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ ประชาชนจึงไม่สามารถมีสุขภาพช่องปากที่ดีแบบยั่งยืนได้

        R . C . Burgress (1955) ได้ให้คำนิยามของ การป้องกันโรคในช่องปาก ( Preventive Dentistry ) หมายถึง การใช้มาตรการจำเป็นทั้งหมดเพื่อการรักษา และคงสภาพสุขภาพช่องปากที่เหมาะสม ซึ่งมาตรการดังกล่าวใช้ควบคุม โรค ที่เป็นปัญหาในทางทันตกรรม แต่ความหมายของ การส่งเสริมสุขภาพ ( Health Promotion ) หมายถึง การผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ การให้ความรู้ การเมือง การปกครอง การศึกษา การควบคุมสังคม ตลอดจนการจัดองค์กรที่เหมาะสม เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในบุคคล รวมทั้งสภาวะความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งส่งผลถึงการมีสุขภาพดีทั้งในระดับบุคคล และในระดับชุมชนในที่สุด ดังนั้นตลอดเวลาการให้การรักษา และมุ่งให้ทันตสุขศึกษา จึงยังไม่สามารถบรรลุถึงการมีสุขภาพดี เนื่องจากต้องอาศัยทั้งการจัดการ การป้องกันสาเหตุโดยตรง และสิ่งต่างๆที่ทำให้เกิดโรค ในขณะเดียวกันต้องส่งเสริมสนับสนุนกระตุ้นปัจจัยทั้งภายในตัวบุคคลและปัจจัยในวงกว้างที่จะมีผลกระทบต่อ การดำเนินชีวิตของบุคคลด้วย 

4#
โพสต์เมื่อ 30/04/2554 10:40 | 1
ผมอยากรู้ว่า  แนวทางการศึกษาต่อของ  เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข  

 ว่าสามารถจะศึกษาต่ออะไรได้บ้างคับ 

จะศึกษาต่อคณะทันตแพทย์ได้หรือป่าวคับ
5#
โพสต์เมื่อ 24/05/2554 07:56 | 0
แล้วทันตสาธารณสุข หลักสูตร สาธารณสุขศาสตร์บัญฑิตที่เรียน 4ปี เดียวนี้ก็มีแล้วไม่เห็นเอ๋ยถึงเลยครับ